ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

SMEs โวยถูกรีดภาษีเท่ารายใหญ่-ขู่ไม่เร่งแก้แห่ออกนอกระบบ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 29 มี.ค. 2556 เวลา 18:55:17 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโวยโครงสร้างภาษีนิติบุคคลไม่เป็นธรรม ส่วนกำไรที่เกิน 1 ล้านบาทของ "เอสเอ็มอี" ต้องจ่าย 20% เท่ากับธุรกิจใหญ่ ทั้งที่ศักยภาพแข่งขันสู้ไม่ได้ ส.ธุรกิจรับสร้างบ้านเตือนไม่แก้ เอสเอ็มอีจะแห่เลี่ยงภาษี เพราะแบกภาระไม่ไหว "ทนุศักดิ์" รมช.คลังเผยพร้อมรับฟังปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ปีนี้กรมสรรพากรได้ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงมาอยู่ที่ 20% ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรคือ บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 1.5 แสนบาท ส่วนที่เกิน 1.5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียภาษี 15% ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทขึ้นไปเสียภาษีอัตรา 20% ทำให้เอสเอ็มอีเห็นว่าโครงสร้างภาษีดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

เตือนระวังจะแห่เลี่ยงภาษี

นายสุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิเอ็มเพอร์เร่อร์ เฮ้าส์ จำกัด และอุปนายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า รัฐบาลควรดูแลโครงสร้างการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลให้

ผู้ประกอบการรายกลาง-เล็กหรือ SMEs มีส่วนต่างจากรายใหญ่ 5% เพื่อช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถแข่งขันและไม่เสียเปรียบรายใหญ่มากจนเกินไป

"คำนวณคร่าว ๆ กำไร 3 ล้านบาท ถ้า SMEs ต้องจ่ายภาษี 20% เท่ากับผู้ประกอบการรายใหญ่ จะต้องจ่าย 6 แสนบาท แต่ถ้าเสียภาษี 15% เท่ากับ 4.5 แสนบาท มีส่วนต่าง 1.5 แสนบาท สำหรับผู้รายเล็ก แล้ว เงินก้อนนี้มีความหมายมาก เมื่อเทียบกับรายใหญ่หรืออาจจะเป็นรายยักษ์ จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้"

รัฐต้องไม่ลืมว่า ภาษีนิติบุคคลที่มีส่วนต่าง 5% เป็นมาตรการช่วยเหลือ SMEs ของรัฐบาลที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายเล็กมาขอสิทธิพิเศษใหม่ หากไม่ทบทวนให้ความเป็นธรรมรายกลาง-รายเล็ก จะเป็นดาบสองคมอาจทำให้เอสเอ็มอีไม่อยากเข้าระบบภาษี เนื่องจากยิ่งเข้าระบบยิ่งเสียเปรียบการแข่งขันกับรายใหญ่

ในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้าน ส่วนใหญ่มีทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท แต่มีจำนวนหนึ่งที่เป็นรายเล็กทุนจดทะเบียนไม่ถึง และต้องการเข้าระบบภาษีให้ถูกต้อง แต่ถ้ารัฐไม่ส่งเสริมก็จะกลายเป็นแรงจูงใจให้เลี่ยงภาษีมากกว่า

รายย่อยแบกค่าแรง 300 อยู่แล้ว

นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ต้องดูที่นโยบายว่าถ้ารัฐบาลยังต้องการจะส่งเสริม SMEs ก็ควรให้มีส่วนต่างเรื่องภาษี เพราะในข้อเท็จจริงธุรกิจ SMEs ไม่ได้ใช้ไฮเทคโนโลยีเหมือนรายใหญ่ ใช้แรงงานเป็นพื้นฐาน

การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทมีผลกระทบชัดเจน ผลกระทบจึงสูงมากอีกทั้งตอนประกาศนโยบายลดภาษีนิติบุคคล รัฐประกาศชัดเจนว่า ขึ้นค่าแรง 300 แต่จะช่วยเรื่องลดภาษีนิติบุคคลให้

สำหรับข้อเสนอแนะหากรัฐหรือกรมสรรพากรมองว่าจะกระทบการจัดเก็บรายได้ ก็อาจกำหนดให้มีส่วนต่าง 3-4% ก็ได้ และควรให้มีระยะเวลาผ่อนผัน 2-3 ปี จากเดิมที่มีส่วนต่างภาษีนิติบุคคล 5% ค่อยลดลงเหลือ 3-4% ให้ SMEs มีเวลาปรับตัว

ขณะที่นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้านและเลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทยกล่าวว่า มองว่าการจะให้เอสเอ็มอีจ่ายภาษีที่ 20 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าต้องมีกำไรก่อน และคนที่พอจ่ายได้คือกลุ่มที่อยู่ได้แล้ว แต่ตอนนี้เอสเอ็มอีมีภาระแบกรับเรื่องต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่เอสเอ็มอีกลุ่มส่งออกได้รับผลกระทบเรื่องค่าเงินบาทด้วย รัฐน่าจะช่วยเหลือว่าทำอย่างไรให้มีกำไรสามารถจ่ายภาษีได้มากกว่า

สรรพากรอ้างจัดเก็บเป็นธรรม

นางจิตรมณี สุวรรณพูล ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันอัตราภาษีนิติบุคคลลดเหลือ 20% แล้ว แต่หากเป็นเอสเอ็มอี ที่เข้าเกณฑ์ก็จะมีภาระภาษีต่ำกว่านิติบุคคลรายใหญ่ หากนิติบุคคลรายใดต้องเสียภาษี 20% แสดงว่ามีรายได้เกินกว่าจะเป็นเอสเอ็มอีแล้ว

"กรมสรรพากรต้องการสนับสนุนเอสเอ็มอีอยู่แล้ว ถ้าเป็นไปตาม 2 เงื่อนไขนี้ จะเสียภาษีต่ำกว่านิติบุคคลรายใหญ่ ถ้าเสียภาษีเท่ากัน แสดงว่ามีรายได้เกิน ไม่ใช่เอสเอ็มอีแล้ว ดังนั้นควรเสียภาษีเท่านิติบุคคลทั่วไป ให้เกิดความเป็นธรรม"

แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการภาษีนิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีการ ปรับให้เป็นไปตามนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่ง ประเทศไทย (สสว.) แล้ว เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2555 ต่างไปจากเดิมที่กำหนดเฉพาะเรื่องทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมีปัญหาว่า บางบริษัทจดทะเบียนด้วยทุนต่ำ แต่กู้ยืมจากบริษัทในเครือ และมีผลกำไรมาก ใช้เป็นช่องทางในการเสียภาษีอัตราต่ำ

นอกจากนี้สิทธิประโยชน์เดิมก่อนจะปรับปรุงนั้น เอสเอ็มอีที่มีกำไรไม่เกิน 1.5 แสนบาท จะได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 1.5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสีย 15% ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท เสียอัตรา 25% ส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทขึ้นไปจะเสีย 30%

"การปรับเงื่อนไขใหม่ทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะบางคนตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียนต่ำ ๆ แล้วใช้วิธีกู้อย่างเดียว"

ด้านนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นของเอสเอ็มอี หากคิดว่าอัตราภาษีนิติบุคคลในปัจจุบัน ทำให้เอสเอ็มอียิ่งเสียเปรียบรายใหญ่ ซึ่งเอสเอ็มอีสามารถทำหนังสือร้องเรียนถึงตนเองได้