ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์-Sport

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Exercise is Medicine "กีฬา" ทดแทน "ยาปฏิชีวนะ"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 05 พ.ย. 2556 เวลา 17:30:49 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

องสมมติและนึกภาพตามไปด้วยว่าถ้าวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาบอกว่า "กีฬา" หรือ "การออกกำลังกาย" สามารถใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บบางชนิดได้ดีกว่า "ยาปฏิชีวนะ" จนแพทย์เจ้าของไข้จำนวนไม่น้อยตัดสินใจเขียน "คำสั่งออกกำลังกาย" ลงในใบจ่ายยาแทนที่รายชื่อยารักษาอาการป่วยไข้ต่าง ๆ ของผู้ป่วย



เชื่อว่าหลายคนที่ได้ยินเรื่องราวข้างต้นอาจเกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นในใจอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะถึงแม้ว่าการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ แต่การที่จะมีสรรพคุณรักษาความป่วยไข้ได้อย่างตรงจุดตรงอาการเช่นเดียวกับยาปฏิชีวนะ คงจะเป็นเรื่องที่ยังเชื่อได้ยากไปเสียหน่อย

แต่น่าสนใจว่าตลอดช่วงระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้มีโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุขจำนวนไม่น้อยถูกก่อตั้งขึ้นมา เพื่อผลักดันให้เรื่องราวสมมติข้างต้นสามารถเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครงการ "Exercise is Medicine (EIM)" ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2550 โดย "วิทยาลัยเวชศาสตร์การกีฬาแห่งสหรัฐอเมริกา (ACSM)" ภายใต้การสนับสนุนหลักจาก "โคคา-โคลา" เพื่อส่งเสริมให้ใช้การออกกำลังกายเป็นยารักษาอาการเจ็บป่วยโรคไม่ติดต่อต่าง ๆ ก่อให้เกิดการพัฒนาสุขภาพของประชาชน และนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขโดยรวมในระยะยาว

ด้วยการให้แพทย์ระบุลงไปอย่างชัดเจนหลังการตรวจรักษาว่า "ต้อง" ออกกำลังกาย พร้อมคำแนะนำกรรมวิธีขั้นตอนการออกกำลังกายแก่คนไข้อย่างถูกต้อง แทนคำแนะนำธรรมดาอย่าง "ควร" ออกกำลังกาย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่าจะปฏิบัติตาม "คำสั่งของแพทย์" มากกว่า "คำแนะนำของแพทย์"

จนตอนนี้โครงการได้ขยายตัวออกไปกว่า 30 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และล่าสุดคือ "ประเทศไทย" ที่มี "วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล" เป็นผู้นำการขับเคลื่อนความรู้เกี่ยวกับโครงการ EIM ภายในประเทศ ร่วมกับ "โคคา-โคลา ประเทศไทย"

"ศ.นายแพทย์อรรถ นานา" คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงโครงการ EIM ในประเทศไทย ว่า อันดับแรกอยากให้เข้าใจก่อนว่าคำสั่งออกกำลังกายดังกล่าว เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการรักษาอาการเจ็บป่วยและการป้องกันโรคภัยเท่านั้น เพราะการรักษาด้วยวิธีการนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร

อยู่ในระยะไหน อายุเท่าไหร่ หากไม่ได้อยู่ในระยะที่น่าห่วงบางทีอาจไม่ต้องจ่ายยา แค่ให้คำสั่งออกกำลังกายแทน แต่ในกรณีที่คนไข้อยู่ในระยะรุนแรงก็จำเป็นต้องให้ยาควบคุมอาการของโรคควบคู่กันไป

"ในระยะแรกของโครงการ Exercise is Medicine ในประเทศไทย จะเป็นการจัดประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการต่อเนื่องแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และเพิ่มทักษะในระดับที่สามารถกำหนดการออกกำลังกายให้คนไข้และประชาชนทั่วไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนคนไทยทราบวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเอง"

นอกจากนี้ ศ.นายแพทย์อรรถยังได้อ้างถึงรายงานของสำนักสถิติแห่งชาติ 2554 ด้วยความเป็นห่วงว่า ประชากรไทยอายุมากกว่า 11 ปีขึ้นไปมีสถิติการออกกำลังกายลดลงกว่าในปี 2547 ค่อนข้างมาก เนื่องจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบแข่งขันและสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตมีมากขึ้น ส่งผลให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายลดลงและนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพอีกนานาชนิดในปัจจุบัน

"ความจริงแล้วอยากให้เรียกการรักษาแบบนี้ว่าเป็นการทำกิจกรรมทางกายน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะบางครั้งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาออกกำลังกายจริง ๆ การเปลี่ยนแปลงการรูปแบบใช้ชีวิตให้เคลื่อนไหวร่างกายมากหน่อยก็สามารถช่วยเสริมได้เหมือนกันเช่น การเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือถ้าไปไหนที่ไม่ไกลมากก็ใช้วิธีการเดินแทนการขึ้นรถ เป็นต้น ซึ่งของแบบนี้ยิ่งทำมาก ๆ บ่อย ๆ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อร่างกาย แต่เวลาที่เหมาะสมที่สุดคงจะอยู่ที่ประมาณ 15-30 นาที"

รูปแบบการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจะแบ่งหลัก ๆ ออกเป็น 3 ประเภท คือแอโรบิก, การออกแรงต้าน และการยืดเหยียด

"การแอโรบิกที่พูดถึงนี้ไม่ได้หมายความแค่ว่าการเต้นนะ แต่หมายถึงการออกกำลังกายให้หัวใจกับปอดแข็งแรงขึ้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเดิน ส่วนการออกแรงต้านจะเป็นลักษณะการยกน้ำหนักหรือยกของทั่วไปก็ได้ ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยลดน้ำตาลในโรคเบาหวาน เพิ่มมวลกระดูกในวัยหมดประจำเดือนได้ขณะที่การยืดเหยียดจะช่วยเรื่องข้อต่อและการทรงตัวให้ดีขึ้น"

ศ.นายแพทย์อรรถเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาและเก็บสถิติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่าคนที่ทำกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอนั้นจะสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, มะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และภาวะซึมเศร้าได้แทบจะเด็ดขาด

ดังนั้น น่าจะถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ขยับแข้งขยับขาให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะเห็นได้ชัดว่า "กีฬา (การออกกำลังกาย) เป็นยาวิเศษ" อย่างแท้จริง