ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ศาลปกครองรับคำฟ้อง ยื่นค้านสัญญาซื้อไฟเขื่อนไซยะบุรี

updated: 24 มิ.ย. 2557 เวลา 16:51:33 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

วันที่ 24 มิ.ย. ศาลปกครองนัดอ่านคำสั่งพิพาทระหว่างชาวบ้าน 37 คน ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรี กรณีการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. จากเขื่อนไซยะบุรี ประเทศลาว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างร้ายแรง หลังชาวบ้านยื่นคำอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยมีชาวบ้านประมาณ 30 คน เข้าร่วมรับฟังคำสั่ง


โดยชาวบ้านยื่นฟ้อง 3 ข้อหา ข้อหาที่หนี่ง ได้แก่ มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน ที่อนุญาตให้ กฟผ. ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ของประเทศลาว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การมีมติให้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินการภายในของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด จึงยังไม่มีผลทางกฎหมายออกสู่ภายนอกไปกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องทั้ง 37 คน ดังนั้น ผู้ฟ้องทั้ง 37 คนจึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้


 ข้อหาที่สองได้แก่ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ที่กำหนดให้โครงการเขื่อนไซยะบุรีต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับความตกลงของแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 และต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คนมีความประสงค์อันแท้จริงคือ ต้องการให้ศาลปกครองมีคำบังคับให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด


แต่ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องทั้ง 37 คนเป็นคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จะมีสิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวได้ ดังนั้นผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีข้อหาที่สองต่อศาลปกครองได้ ตามมาตรา 42 วรรค 1 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน อุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อไฟฟ้าก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ในฐานะที่เป็นผู้เสียภาษี และผู้รับประโยชน์จากสัญญา แต่ศาลเห็นว่า การเสียภาษีอากรถือว่าเป็นหน้าที่ที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จะต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 


ข้อหาที่สาม ได้แก่ ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สังคม ทั้งในฝ่ายไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากอันตรายข้ามพรมแดน ก่อนที่จะดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการจัดซื้อไฟฟ้าโครงการเขื่อนไซยะบุรี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องทั้ง 37 คน เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบโดยตรงและมากเป็นพิเศษกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้อยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพในพื้นที่8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อน  หรือเสียหาย ที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คนได้รับจำต้องมีคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้อดงคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ตามมาตรา 72 วรรค 1(2) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542


จึงมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 37 คน เฉพาะข้อหาที่ 3 ในส่วนที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง การประเมินผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น


น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า หัวหน้าทีมทนายความฟ้องร้อง กล่าวหลังศาลมีคำสั่งว่า พอใจกับผลตัดสินของศาลที่รับฟ้องในคดีนี้ โดยหลังจากนี้จะรวบรวม และประชุมหารือกับทีมงานเพื่อร่างคำสั่งขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรีโดยจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ถึงจะสรุปได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร พร้อมกันนี้จะเตรียมข้อมูลทุกอย่างที่จะหยุดโครงการนี้ต่อไป ทั้งนี้หวังว่าจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกมา เพราะจะเป็นผลดีกับประชาชนที่มีวิถีชีวิตอยู่กับแม่น้ำโขง รวมทั้งประเทศท้ายน้ำอย่างกัมพูชา และเวียดนาม 


ด้านนางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ผู้ฟ้อง กล่าวว่า พอใจกับคำตัดสินของศาล และดีใจที่ศาลรับฟังข้อเรียกร้องของชาวบ้าน แม้ว่าศาลจะรับคำร้องเพียงข้อเดียว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ที่ประสบความสำเร็จ และสิ่งที่ชาวบ้านจะทำต่อไปคือ ให้ทนายความยื่นขอความคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับการสร้างเขื่อนไซยะบุรี เพราะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านริมน้ำโขง ทั้งการจับปลาที่ได้น้อยลง ความหลากหลายของพันธุ์ปลาก็น้อยลง และระดับน้ำในแม่น้ำที่เปลี่ยนแปลงไป และอยากให้นำเรื่องการสร้างเขื่อนไซยะบุรีเป็นบทเรียนในการทสร้างเขื่อนอื่นๆต่อไป