ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจภูมิภาค

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"อยุธยา"ลั่น1ปี เกิดแน่เมืองกำจัดขยะ มหาดไทยทุ่ม500ล.ผุดบ่อขยะบางบาล-ผนึกตั้งโรงไฟฟ้า

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 19 ม.ค. 2558 เวลา 12:18:01 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

อยุธยาเดินหน้าเมืองนำร่องกำจัดขยะล้นเมือง ผู้ว่าฯเผยเปลี่ยนแผนเลิกขนไปเผาที่สระบุรี หันใช้งบฯมหาดไทยแทน ไฟเขียวทุ่ม 500 ล้านเร่งดำเนินการ 3 เฟสกำจัดขยะแบบครบวงจร เตรียมแปลงโฉมบ่อขยะแยกวรเชษฐ์เป็นสวนสาธารณะ พร้อมจับมือ กฟภ.ตั้งโรงไฟฟ้าขยะ คาดเสร็จภายใน 1 ปี ดันอยุธยาต้นแบบเมืองกำจัดขยะ

นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีปริมาณขยะวันละกว่า 1,200 ตัน แต่สามารถกำจัดได้เพียงวันละ 700 ตัน จึงมีขยะตกค้างอีกกว่า 500 ตัน ซึ่งไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับกำจัด ล่าสุดจึงได้เปลี่ยนมาใช้งบประมาณของกระทรวงมหาดไทย 500 ล้านบาท จากเดิมที่จะใช้งบฯจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ดำเนินโครงการขยะในเฟส 1-2 จากทั้งหมด 3 เฟส

"ขณะนี้ทั้ง 6 จังหวัดนำร่องเรื่องขยะยังไม่มีจังหวัดใดที่สามารถทำได้แบบถูกวิธี ส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ผ่านมาดำเนินการภายใต้กรมควบคุมมลพิษ มีแผนที่จะขนขยะจากอยุธยาไปเผาที่โรงปูนทีพีไอ จังหวัดสระบุรี แต่มีปัญหาคือ เมื่อขนขยะไปเผา พองบฯหมดก็จะเหลือขยะตกค้าง ทำให้ไม่เกิดความยั่งยืน จึงเปลี่ยนมาใช้งบฯของกระทรวงมหาดไทย และยังได้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษในการดำเนินการ โดยขณะนี้ได้ผู้รับเหมาแล้ว คือ กลุ่มบริษัทอิตัลไทย"



นายอภิชาติกล่าวว่า การจัดการขยะของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แบ่งออกเป็น 3 เฟส คือ เฟสแรกจะพัฒนาพื้นที่บ่อขยะจำนวน 722 ไร่ ในตำบลมหาพราหมณ์อำเภอบางบาล ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์เป็นสถานที่กำจัดขยะที่ถูกวิธี และขุดบ่อยักษ์จำนวน 5 บ่อ ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ชั่งรถขยะ สร้างรั้วและอาคารสำนักงาน รวมทั้งปลูกต้นไม้ในพื้นที่ 372 ไร่ ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2558 รวมทั้งจะเร่งขนย้ายขยะจำนวนกว่า 3 แสนตัน ที่บริเวณแยกวรเชษฐ์ให้เสร็จภายใน 2 เดือน คาดว่าประมาณสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้บ่อภูเขาขยะจะหายไป

เฟส 2 จัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการจัดการขยะ เช่น รถ ถุงขยะ ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 5 แห่งที่อยู่รอบบ่อขยะ รวมทั้งเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นแหล่งขยะใหญ่ วันละประมาณ 100 ตัน เพื่อให้ระบบกำจัดขยะมีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้งบประมาณจำนวน 125 ล้านบาท

ส่วนเฟส 3 ภายในเดือนเมษายนนี้จะให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีและผู้ลงทุนโรงไฟฟ้าจากขยะ ที่กำจัดขยะด้วยการเผา และนำพลังงานความร้อนมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า จากนั้นในเดือนสิงหาคมจะปรับบ่อขยะให้เป็นสวนสาธารณะ

"บ่อขยะทั้ง 5 บ่อจะมีการปูแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกันน้ำขยะรั่วไหล และมีระบบระบายน้ำขยะที่บริเวณก้นบ่อ ซึ่งจะส่งไปยังระบบบำบัดน้ำเสีย อย่างไรก็ตาม ขยะที่ย้ายไปยังบ่อใหม่ 5 บ่อนั้นแม้จะใช้วิธีการฝังกลบ แต่เราจำเป็นต้องทำไปก่อน เนื่องจากหากกองทิ้งไว้จะไม่ถูกสุขอนามัย รวมทั้งในฤดูร้อนอาจเกิดเพลิงไหม้ หรือเป็นอันตรายหากน้ำท่วม จึงต้องนำขยะทั้งหมดในจังหวัดมาฝังกลบที่บ่อใหม่นี้ก่อน เมื่อโรงงานกำจัดขยะตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะทยอยตักขยะที่ฝังกลบขึ้นมากำจัดต่อไป"

นายอภิชาติยังกล่าวอีกว่าปัจจุบันขยะส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาแต่ปัจจุบันทางเทศบาลนครฯไม่มีพื้นที่รองรับได้อีกแล้ว และที่ผ่านมาก็ใช้วิธีการกองรวม ๆ กันไว้ ไม่ได้จัดการขยะด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยเป็นขยะจากที่พักอาศัย บ้านเรือน ส่วนขยะอุตสาหกรรมนั้นอยู่ในความดูแลของสภาอุตสาหกรรมและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแต่ละนิคมอุตสาหกรรมจะมีวิธีจัดการขยะของตัวเองอยู่แล้ว

สำหรับการดำเนินงานทั้ง 3 เฟสนั้น คาดว่าจะใช้เวลาไม่ถึง 1 ปี หากทำสำเร็จอยุธยาจะกลายป็นต้นแบบการกำจัดขยะที่ถูกวิธีให้จังหวัดอื่นๆ ได้ศึกษา ขณะที่อีก 5 จังหวัดจะมีโมเดลกำจัดขยะของแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดนครปฐม จะขนขยะไปเผาในพื้นที่เอกชน จังหวัดสระบุรีขนขยะไปกำจัดที่โรงปูนทีพีไอ หรือบางจังหวัดใช้วิธีการฝังกลบ และยังคงใช้งบประมาณจากกรมควบคุมมลพิษเช่นเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ 6 จังหวัดที่เป็นพื้นที่เป้าหมายแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเก่าสะสมในระยะเร่งด่วน 6 เดือนประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ ลพบุรี ปทุมธานี และสระบุรี

ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีสถานที่กำจัดขยะทั้งหมด 23 แห่ง แบ่งเป็นสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของหน่วยงานภาครัฐที่ใช้วิธีเทกอง หรือ Open Dumping จำนวน 17 แห่ง ใช้เตาเผาขนาดเล็ก 3 แห่ง และเป็นของภาคเอกชนอีก 3 แห่ง โดยเทศบาลที่มีปริมาณขยะมากที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2556 ได้แก่ 1.เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา 51,100 ตัน 2.เทศบาลตำบลเชียงรากน้อย 21,900 ตัน 3.เทศบาลเมืองเสนา 19,345 ตัน 4.เทศบาลตำบลปราสาททอง 16,425 ตัน และ 5.เทศบาลเมืองลำตาเสา และเทศบาลตำบลบ้านสร้าง 14,600 ตัน




ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat