ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ล็อกเป้า"ยิ่งลักษณ์" เด็ดปีกแนวร่วมแดง คสช. กรุยทางเบิกความจำเลยต่อหน้าศาล

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 14 ก.พ. 2558 เวลา 23:15:13 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

อนาคตของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องผจญกับขวากหนามอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หมดอนาคตการเมืองไปนาน 5 ปี ตามด้วยอัยการสูงสุดสั่งฟ้อง



"ยิ่งลักษณ์" ในคดีอาญาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งหนังสือให้ "ยิ่งลักษณ์" ไปรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีในวันที่ 19 ก.พ.นี้

ปะเหมาะกับการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อนุญาตให้อดีตนายกฯ เดินทางไปเกาะฮ่องกง จึงมีการวิเคราะห์ว่า "ยิ่งลักษณ์" เตรียมหนีออกนอกประเทศ

อีกด้านหนึ่ง เกิดเหตุการณ์ที่รถในขบวนของ "ยิ่งลักษณ์" ถูกทหารจากกองกำลังรักษาความสงบมณฑลทหารบก ที่ 33 ค่ายกาวิละ พร้อมตำรวจกว่า 20 นาย ค้นรถระหว่างเดินทางออกจากบ้านพักเพื่อไปกราบไหว้บรรพบุรุษ ที่ จ.เชียงใหม่

"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา"
นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องออกโรงว่า "คงไม่มีอะไรหรอก เขาคงเป็นกังวล ก็คงไม่มีอะไรหรอกนะ เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่เขาตรวจรถทุกคัน แล้วบังเอิญเจอรถของอดีตนายกฯพอดี พอเจอแล้วเขาคงไม่ค้นต่ออะไรมากมายอยู่แล้ว จะไปค้นอะไรกันนักหนา"

หลังจากนั้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง นายแพทริค เมอร์ฟรี อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงล่ำลือว่า "ยิ่งลักษณ์" เตรียมขอ "ลี้ภัย" ทางการเมืองกระหึ่มขึ้นซ้ำอีก แม้หลังการหารือจะมีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า ไม่มีการหยิบเรื่องการขอ "ลี้ภัย" มาคุยบนโต๊ะก็ตาม

แต่ข่าวการขอลี้ภัย-หนีออกนอกประเทศ ดังหนาหูขึ้นเรื่อยๆ นั่นเพราะมีการประเมินว่า คดีทุจริตจำนำข้าวที่ "ยิ่งลักษณ์" ตกเป็น "จำเลย" นั้น จะ "จบเร็ว" ไม่มียืดเยื้อถึงปีหน้า ยิ่งกางนิ้วนับไทม์ไลน์เป็นรายเดือน คดีอาจจะเสร็จสิ้นในเดือน ก.ค.-ก.ย.นี้ และ คสช.ก็รู้



อัยการสูงสุดจึงทำหนังสือถึง "พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุถึงกระบวนการตามขั้นตอนก่อนจะขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมดว่า หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องแล้ว "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะที่เป็น "ผู้ถูกกล่าวหา" จะต้องปรากฏตัวในศาลในการพิจารณาครั้งแรก มิเช่นนั้น ศาลจะไม่สามารถดำเนินการต่อได้

พล.อ.ประยุทธ์ จึงออกมาเปล่งวาจาผ่านสื่อว่า ที่ คสช.ไม่ให้อดีตนายกฯ เดินทางไปฮ่องกงตามคำขอนั้น เพราะอัยการสูงสุดทำหนังสือขอมา

เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ว่า หากปล่อยให้อดีตนายกฯ เดินทางออกนอกประเทศ อาจซ้ำรอย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในหลายคดี ศาลต้องจำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจากหลบหนีไม่มารายงานตัว

อาทิ คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว หรือคดีหวยบนดิน-คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท-คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลพม่า

เป็นผลให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เอาผิดทางอาญาได้เป็นเรื่องเป็นราวเพียงคดีเดียวคือ คดีที่ดินรัชดา ส่วนคดีอื่นๆ ศาลให้จำหน่ายคดี

"วิษณุ เครืองาม" รองนายกรัฐมนตรี เนติบริกรประจำรัฐบาล จึงออกมายืนยันว่า "ถ้าศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อไร เมื่อนั้นผู้ถูกกล่าวหาจำเป็นต้องไปศาล ไม่อย่างนั้นจะเป็นปัญหา"

เพราะตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 27 วรรค 3 ระบุว่า ในวันพิจารณาครั้งแรก เมื่อจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาล เชื่อว่าเป็นจำเลยจริงให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้บันทึกไว้ ถ้าจำเลยไม่ให้การก็ให้บันทึกไว้ และให้ศาลกำหนดวันตรวจพยานหลักฐาน โดยให้โจทก์และจำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน

ดังนั้น เมื่อกฎหมายล็อกให้ "ยิ่งลักษณ์" ต้องมารายงานตัวในการพิจารณาคดีครั้งแรก เพื่อให้การหาคนรับผิดชอบความเสียหายจากการทุจริตโครงการจำนำข้าวเดินต่อไปได้ จึงมีคำสั่งตรงจากระดับ คสช.ไปยังสายการบังคับบัญชากองทัพทั่วประเทศ ให้จับตาความเคลื่อนไหวของ "ยิ่งลักษณ์" อย่าให้คลาดสายตา


แหล่งข่าวจาก คสช.ระบุว่า เนื่องจาก คสช.ต้องการสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมให้คนทั่วไปได้เห็นว่า บุคคล หรือนักการเมือง ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือกระผิดต่อจริยธรรม จะต้องขึ้นสู่การสู้คดีในชั้นศาล เพื่อให้เป็นมาตรฐานทางการเมืองต่อไปในอนาคต ภายหลังการปฏิรูปประเทศ

หลังจากนั้นจะ "รอด" หรือถูก "ดำเนินคดี" ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่จะโน้มน้าวศาลเชื่อถือในพยานหลักฐานได้หรือไม่

แต่เมื่อกฎหมายกำหนดให้"จำเลย" ต้องปรากฏตัวต่อหน้าศาล คสช.จึงเห็นเป็นเด็ดขาดว่า "ยิ่งลักษณ์" จะต้องอยู่ เพื่อให้ถึงวันพิจารณาคดีครั้งแรก ซึ่ง "ยิ่งลักษณ์" จำเป็นต้องปรากฏตัวต่อหน้าศาล

แต่ถ้าอยากจะออกนอกประเทศหลังจากนี้ อดีตนายกฯจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้ง

ดังเช่นนายกฯผู้พี่ เคยขอยื่นคำร้องต่อศาลขอเดินทางออกนอกประเทศ ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 ขอเดินทางออกนอกประเทศ ไปประเทศญี่ปุ่นและจีนระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม-10 สิงหาคม และจะเดินทางไปอังกฤษระหว่างวันที่ 15-20 สิงหาคม ซึ่งองค์คณะพิจารณาคำร้องและเหตุผลของจำเลย (พ.ต.ท.ทักษิณ) แล้ว อนุญาตให้จำเลยเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและจีนตามคำร้อง โดยให้แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบ และเมื่อจำเลย

เดินทางกลับเข้าประเทศให้มารายงานตัวต่อศาลในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ ส่วนการเดินทางไปประเทศอังกฤษ ให้จำเลยยื่นคำร้องเข้ามาใหม่เพื่อให้ศาลพิจารณาตามที่เห็นสมควรต่อไป

นอกจากคดีอาญาที่ "ยิ่งลักษณ์" ต้องขึ้นศาลแล้ว ผู้สันทัดกรณีฝ่ายในแวดวงการเมืองวิเคราะห์ว่า สิ่งที่ "ยิ่งลักษณ์" และพวกกลัวมากที่สุดคือกรณีที่ ป.ป.ช.เรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท จากการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ในโครงการรับจำนำข้าว กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตามมาตรา 73/1 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

"ยิ่งลักษณ์" จึงถูกล็อกเป้าโดยทหารที่จับตาดูอยู่ทุกฝีก้าว แม้จะเกิดความผิดพลาดทางเทคนิค จากกรณีบุกค้นรถที่เชียงใหม่ เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาระดับพื้นที่ดันไปทำโฉ่งฉ่างเกินกว่าคำสั่ง จากคำสั่งเพียงว่าให้เฝ้าดูอย่าให้อดีตนายกฯออกนอกประเทศ โดยที่ คสช.ไม่รู้ กลับกลายเป็นค้นเป้าหมายอย่างละเอียดยิบ จน คสช.ทั้งองคาพยพต้องออกมาแก้ต่างพัลวัน

ไม่ว่า "พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯและหัวหน้า คสช.

ไม่ว่า "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกฯและ รมว.กลาโหม

ไม่ว่า "พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร" ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาฯ คสช.

ทำให้ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ "ยิ่งลักษณ์" ใช้โอกาสนี้ออกมาเปิดเผยพฤติกรรมของทหารว่า "มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้คอยติดตามตลอดทั้งวัน และก่อนหน้านี้นั้นในช่วงเวลากลางคืน ก็จะมีทหารมาเฝ้าหน้าบ้านพัก โดยนำรถทหารมาจอดในสนามหญ้าบริเวณหมู่บ้าน ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าว แม้จะไม่เป็นการควบคุมตัวโดยตรง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการควบคุมตัวโดยทางอ้อมแล้ว อันเป็นการลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัว และในขณะเดียวกันยังเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลด้วย"

อย่างไรก็ตาม การติดตามเฝ้าดู "ยิ่งลักษณ์" ทุกฝีก้าวนั้น ไม่ต่างกับการคุมเข้มแกนนำเสื้อแดงใน กทม. และต่างจังหวัดที่เข้มงวดขึ้น นับตั้งแต่ สนช.ลงมติถอดถอนอดีตนายกฯ และเข้มข้นขึ้นอีกเมื่อแกนนำเสื้อแดงตัวหลักๆ ถูกเรียกไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร ทั้งช่วงก่อนและหลังการถอดถอน

แกนนำเสื้อแดง และแกนนำพรรคเพื่อไทยระดับหัวแถว หรือปลายแถวที่เกาะขบวนให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกันครึกโครม ถึงความไม่เป็นธรรมในการเอาผิด "ยิ่งลักษณ์"

ทั้ง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ

ทั้ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง

ทั้ง เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย และฝ่ายกฎหมายพรรคไม่เว้นทีมทนายความที่สู้คดีให้กับ "ยิ่งลักษณ์" ยังถูกทหารตามไปถ่ายรูปบ้านพักเกือบทุกคน

ไม่ว่ากระดิกตัวไปไหน มิอาจรอดพ้นสายตาของ คสช.พ้น และเมื่อถูกนำไปปรับทัศนคติแล้ว แทบทุกคนจะปิดปากยุติความเคลื่อนไหวทันที

การเข้มงวดดังกล่าวยังแผ่ปกคลุมไปถึงคนการเมืองที่มีคอนเน็กชั่นติดต่อกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายใหญ่พรรคเพื่อไทย

จนมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ทุกครั้งที่มีการขออนุญาตจาก คสช.ออกนอกประเทศ โดยปกติจะมีกลั่นกรองแค่ 3 วัน แต่ช่วงหลัง คสช.มักยืดเวลาถึง 5 วัน ถึงจะได้รับการอนุมัติ และเมื่อ คสช.อนุญาตให้ออกนอกประเทศแล้ว ยังมีนายทหารตั้งแต่ยศจ่า จนถึงยศนายพัน โทรศัพท์มาสอบถามว่าจะไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ พร้อมกับยื่นคำขู่ว่าหากไปพบแล้วไม่บอก คสช.ก็จะมีวิธีการตรวจสอบจนรู้ความจริง


เพราะ คสช.ประเมินว่า หากตรวจสอบคนการเมืองบางรายไม่ละเอียด อาจปล่อยให้คนการเมืองเหล่านั้นไปเคลื่อนไหวด้านธุรกรรมทางการเงินเพื่อสนับสนุนกลุ่มใต้ดิน ซึ่งเคลื่อนไหวนอกประเทศ ทำลายเครดิตของ คสช.

ไม่ต่างกับความเคลื่อนไหวใต้ดินของมวลชนเสื้อแดงในประเทศ ก็ค่อยๆ ถูก คสช.ตัดวงโคจรให้แคบขึ้นเรื่อยๆ

บางคนถูกจับดำเนินคดีอาญามาตรา 112 พร้อมทั้งถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงท่อน้ำเลี้ยงจากต่างประเทศ แถมยังเจอเกมจิตวิทยาของกองทัพกดดันจนไม่สามารถเคลื่อนไหวแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้อีก

ทั้งหมดเป็นการเคลียร์ทางเพื่อให้ "ยิ่งลักษณ์" ได้ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันแรกที่พิจารณาคดี

มิให้เหมือน "พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่ออกไปอยู่ต่างแดน จนทำให้หลายคดีต้องหยุดชะงัก

เป็นความตั้งใจของ คสช. ที่ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย