ประชาชาติธุรกิจ
ซีเอสอาร์ - เอชอาร์

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

5 กูรูมองอาชีวศึกษาไทย ชี้ผลิตแรงงานฝีมือดัน ศก.ประเทศ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 18 มิ.ย. 2558 เวลา 13:20:19 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ภาครัฐและเอกชนระดมสมองมาโดยตลอด คือการผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด จากงานสัมมนาหัวข้อ วาระประเทศไทย : การศึกษากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ตอน การเรียนสายอาชีพกับอนาคตของภาคอุตสาหกรรมไทย จัดโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (มทร.กรุงเทพ) มีการพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าวผ่านคนที่อยู่แวดวงที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้น "ดร.อกนิษฐ์ คลังแสง" รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เกริ่นถึงสถานการณ์ของอาชีวศึกษาไทยว่า ก่อนหน้านี้เด็กที่มาเรียนอาชีวศึกษาลดลงต่อเนื่อง เพิ่งมากระเตื้องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยนักเรียนระดับ ปวช.ปีนี้มี 1.8 แสนคน เพิ่มจาก 1.6 แสนคนของปีที่แล้ว เช่นเดียวกับนักเรียน ปวส. ปีนี้มี 3.2 หมื่นคน เกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2 หมื่นคน ถือเป็นผลสำเร็จจากการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของอาชีวะที่พยายามเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด

ทั้งนั้น เดิมผู้ใช้กับผู้ผลิตคิดไม่ตรงกันส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน เพราะผลิตแรงงานไม่ตรงกับความต้องการ แต่เมื่อผู้ใช้กับผู้ผลิตร่วมมือกันจึงเกิดการปฏิรูปการศึกษาในธีม "ผู้ใช้ร่วมคิด ผู้ผลิตร่วมกำหนด ภายใต้บริบทความรับผิดชอบร่วมกัน" มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กรอ.อศ.) ซึ่งจะประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ เพื่อสำรวจว่าอุตสาหกรรมขาดกำลังคนด้านใด จนนำไปสู่การวางแผนหลักสูตรให้สอดรับกับความต้องการ

"กรอ.อศ.ต้องการเด็กหลักสูตรทวิภาคี เป็นหลักสูตร Tailor Made ที่สั่งตัดมาเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม โดยเขาจะได้เรียนด้านพื้นฐานวิชาชีพ และทักษะชีวิตพื้นฐานกับครู ก่อนที่จะเข้าไปเน้นการปฏิบัติงานในบรรยากาศการทำงานจริงกับสถานประกอบการ ทำให้เด็กได้รู้จริง ทำจริง เมื่อจบแล้วเขาสามารถเข้าทำงานได้เราจึงตั้งเป้าว่าเด็กหลักสูตรทวิภาคีต้องเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง"

ด้าน"ถาวร ชลัษเฐียร" รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับ 3 ปัญหาหลัก ซึ่งเป็นปัญหาที่สืบเนื่องไปอีก 10 ปีข้างหน้า ทั้งเรื่องที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีคนอายุเกิน 60 ปี ประมาณ 20% ของประเทศจึงจะต้องหาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยหรือทดแทนการผลิตแบบเดิม ขณะเดียวกัน หลายบริษัทย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้วต่อไปประเทศไทยอาจจะเหลือแต่เทคโนโลยี แต่ไม่มีแรงงาน ซึ่งหากไม่เร่งผลิตแรงงานจะเป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งยังกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจนเกิดผลเสียได้

"ปัญญาใหญ่คือไทยยังติดกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) มีการคาดการณ์ว่า ไทยจะหลุดจากกับดักนี้ในปี 2577 ขณะที่มาเลเซียประกาศว่าจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2563 โดยไทยจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ต้องเร่งผลิตกำลังคนด้านช่างเทคนิค คือผลิตคนที่สามารถผลิตของได้จริง ที่ผ่านมาไทยยึดติดอยู่กับใบปริญญา หรือใบรับรอง (Certificate) ซึ่งโลกของปริญญาตรี คือโลกเสมือนจริง แต่ไม่ค่อยได้ลงมือทำจริงเหมือนอาชีวะ"

"ถาวร" บอกว่า หากมองระบบการเรียนอาชีวศึกษาส่วนใหญ่จะอ้างอิงประเทศเยอรมนี กับญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศมีรูปแบบการเรียนย่อยแตกต่างกัน โดยขณะนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำลังหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำหรับการหารูปแบบการเรียนอาชีวะที่เหมาะสม ซึ่งได้ดำเนินการทดลองบางรูปแบบไปบ้างแล้ว เพื่อหาสิ่งที่สามารถนำมาปรับให้เหมาะสมกับประเทศไทย

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันอาชีวศึกษาของไทยมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่ง "รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์" ที่ปรึกษาสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า จุดอ่อนคือเรื่องครู โดยนำครูที่เพิ่งจบหรือไม่ได้จบสายอาชีพมาสอน รวมถึงครูส่วนใหญ่อยู่ในยุคแอนะล็อก ไม่ยอมปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปจะทำให้ครูอาชีวะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ

"มหาวิทยาลัยราชมงคลน่าจะเข้ามาช่วยผลิตครูสายช่าง เพื่อนำไปสู่การได้เด็กที่มีคุณภาพสูง ในทางเดียวกันหากเอกชนอยากได้เด็กที่มีคุณภาพ แต่ให้ค่าจ้างไม่มากคงเป็นเรื่องลำบาก เพราะคนคงไม่อยากมาเรียน ดังนั้น เอกชนต้องปรับอัตราค่าจ้าง รวมถึงทำ Career Path ให้เด็กสามารถต่อยอดอาชีพของเขาไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ หรือแม้แต่การปรับเกณฑ์เรื่องการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าทำงาน เพราะเด็กอาชีวะมีทักษะ เขาน่าจะนำเวลาว่างไปทำงานหารายได้ เพื่อจะได้ไม่ไปทำเรื่องที่กระทบต่อด้านลบของสังคม ทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เขาหลุดออกจากระบบการศึกษา"

ขณะที่ "ดร.สาธิต พุทธชัยยงค์" อธิการบดี มทร.กรุงเทพ มองว่าการที่จะให้นักเรียนหันมาสนใจเรียนอาชีวศึกษา จะต้องก้าวข้ามค่านิยมแบบเดิมที่ว่า การเรียนอาชีวะไม่ดี และมีเรื่องการทะเลาะวิวาท หากรัฐต้องการปฏิรูปด้านอาชีวะจริง ๆ จะต้องกล้าผ่าตัด โดยให้งบประมาณและเพิ่มตำแหน่งครูให้กับอาชีวศึกษา อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยพบปัญหาคือเด็ก ปวช.ที่มาเรียนนั้นลดลงแต่เด็ก ม.6 เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งเด็กสายสามัญไม่มีทักษะเช่นเดียวกับสายอาชีพ อย่างทักษะด้านช่าง ทำให้มหาวิทยาลัยต้องเตรียมแผนรับมือกับปัญหานี้ด้วย

"หากมองกันตามตรง เราผลิตเด็กออกมาทำหน้าที่คอยขายเด็กให้ได้ราคาดีก็เหมือนทำให้เขามีอนาคตและรายได้ที่ดี แต่เพราะอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะ เราจึงต้องปรับตัวให้รับกับอาชีพที่เปลี่ยนไป อย่างประเทศอินเดียมีปริญญาตรีเกี่ยวกับการตกแต่งรถยนต์ หรือการเดินแคตวอล์ก สิ่งเหล่านี้มาจากแรงขับด้านความต้องการของตลาด ซึ่งสถาบันการศึกษาต้องมองเทรนด์ให้ออกและปรับตัวตามให้ทัน"

ปิดท้ายด้วย "รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์" ประธานกรรมการการศึกษาหอการค้าไทย ฉายภาพว่าผู้ประกอบการเอกชนให้ความสนใจคนจบสายอาชีวะมากขึ้น เพราะคนที่จบปริญญาตรีไม่อดทน ขาดทักษะและความชำนาญ ซึ่งต้องใช้เวลามาเทรนคนจบปริญญาตรีกันใหม่ ส่งผลให้เอกชนเลือกจ่ายเงินเดือนตามความสามารถมากกว่าดูจากใบปริญญา

"ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่คนไม่มาเรียนอาชีวะคือ รัฐให้วงเงินกู้ กยศ.กับอาชีวะน้อยกว่าสายสามัญ ทำให้คนเลือกไปเรียนระดับอุดมศึกษามากกว่า ซึ่งเด็กไม่ได้นำเงินไปเรียนอย่างเดียว อาจนำเงินไปช่วยเหลือครอบครัวด้วย ดังนั้นรัฐต้องปรับนโยบายเรื่องนี้ใหม่ ขณะเดียวกันอาชีวะต้องปรับความคิดเรื่องการจัดทำหลักสูตร ตั้งชื่อหลักสูตรเท่ ๆ ให้เด็กได้ยินแล้วชอบและอยากเรียน คือถึงแม้จะเป็นหลักสูตรเดิมแต่ตั้งชื่อให้ดูทันสมัย เป็นการนำหลักการตลาดเข้ามาช่วยด้วย เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เลือกเรียน"

ทั้งนั้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับการอาชีวศึกษา "รศ.ดร.จีรเดช" แนะว่า ควรจัดทำหลักสูตรให้ยืดหยุ่นตามสายวิชาชีพที่น่าสนใจ เช่น เชฟ, เบเกอรี่, แอนิเมชั่น, ผู้ช่วยแพทย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของอาชีวะให้ดีขึ้น รวมถึงมีการประกันคุณภาพผู้จบโดยทดสอบสมรรถนะที่ได้มาตรฐานสากลอันเป็นที่ยอมรับของเอกชนแต่ละสาขา ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับเด็กอาชีวะไทยได้ไปทำงานต่างประเทศ เพราะต่างประเทศขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะด้วยเช่นกัน




ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat