ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"กุลิศ สมบัติศิริ" จัดทัพกรมศุลกากร "รีดรายได้"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 08 ต.ค. 2559 เวลา 07:01:52 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

แหล่งข่าวจากกรมศุลกากร เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ออกคำสั่งมอบอำนาจแก่รองอธิบดีและที่ปรึกษาระดับ 10 ของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นการแบ่งภารกิจการกำกับดูแลงานด้านต่าง ๆ ของกรมใหม่ เนื่องจากมีผู้บริหารเกษียณอายุราชการและย้ายไปเป็นผู้ตรวจกระทรวงการคลัง โดยคำสั่งใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ 1) มอบอำนาจให้นายชูชัย อุดมโภชน์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากรกำกับดูแลและปฏิบัติราชการแทนอธิบดี ใน 6 สำนัก ได้แก่ สำนักบริหารกลาง สำนักกฎหมาย สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 และสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 2) มอบอำนาจให้นายไพศาล ชื่นจิตร รองอธิบดีกำกับดูแล 4 สำนัก ได้แก่ สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักสืบสวนและปราบปราม สำนักตรวจสอบอากร และสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

3) มอบอำนาจให้นายวิจักษณ์ อภิรักษ์นันท์ชัย รองอธิบดี กำกับดูแล 5 สำนัก ได้แก่ สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 และสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 และ 4) มอบอำนาจให้นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดี กำกับดูแล 5 สำนัก ได้แก่ สำนักแผนและการต่างประเทศ สำนักพิกัดอัตราศุลกากร สำนักมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากร สำนักสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง

ขณะเดียวกัน อธิบดีกรมศุลกากรได้ประชุมมอบนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59-ก.ย.60) แก่หัวหน้าส่วนราชการระดับสำนัก สำนักงาน กลุ่ม ด่านศุลกากร และผู้เชี่ยวชาญ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดทำการปีงบประมาณ 2560 วันแรก

นายกุลิศกล่าวว่า นโยบายปีนี้จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปกระบวนการทำงานทุกด้านของกรมศุลกากรให้เห็นผลจริงจัง เริ่มจากการจัดเก็บรายได้ให้มีประสิทธิภาพ อุดรูรั่วไหล ซึ่งปีงบประมาณ 2560 กรมได้รับเป้าหมายจัดเก็บรายได้ที่ 120,500 ล้านบาท จึงวางแผนการทำงานในทางปฏิบัติ คือ กำหนดเป้าหมายการจัดเก็บให้แก่ 5 สำนักหรือด่านหลัก ซึ่งทั้ง 5 แห่งมีสัดส่วนเก็บรายได้ 92% ได้แก่ ด่านศุลกากรแหลมฉบัง ด่านศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ด่านศุลกากรลาดกระบัง สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ และด่านตรวจสินค้าสุวรรณภูมิต้องเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้สินค้าที่มียอดนำเข้าสูงสุด 8 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เหล็ก เหล็ก พลาสติก และสินค้าเกษตร จะตั้งทีมขึ้นมากำกับและติดตามผลการจัดเก็บทุก 2 สัปดาห์ และประเมินทุกเดือน

ขณะเดียวกัน จะจัดทำบัญชีผู้ประกอบการเพื่อปิดความเสี่ยงการชำระภาษีไม่ถูกต้อง แบ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ (ชำระอากรมากกว่า 500 ล้านบาทต่อปี) จำนวน 15-16 บริษัท กลุ่มขนาดกลาง (ชำระอากร 50-500 ล้านบาทต่อปี) 165 บริษัท และกลุ่มบริษัทที่เสี่ยงกระทำผิด อาทิ ลักลอบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ละเมิดเครื่องหมายการค้า บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนต่ำแต่มูลค่านำเข้าสูง เป็นต้น

นอกจากนี้ได้ออกประกาศคำสั่งเรื่องกำหนดจริยธรรมของตัวแทนออกของ (ชิปปิ้ง) จะทำบัญชีรายชื่อชิปปิ้งที่กระทำผิดเป็นฐานข้อมูล ผิดครั้งแรกจะงดรับพิธีการ 30 วัน หากผิดซ้ำกระทั่งคดีถึงที่สุดจะเพิกถอนใบอนุญาต และดึงชิปปิ้งเข้าเป็นสมาชิกสมาคมชิปปิ้ง จากปัจจุบันมีสมาชิกแค่ 1 ใน 3 ของชิปปิ้งกว่า 1 หมื่นราย

"นอกจากนี้มีมาตรการดูแลเจ้าหน้าที่ และให้ผู้บังคับบัญชาร่วมรับผิดชอบ หากนอกลู่นอกทางจะย้ายออกจากพื้นที่มาอยู่ส่วนกลางภายใน 24 ชั่วโมง และส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป"



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้