ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

การลงทุนในภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 21 มี.ค. 2560 เวลา 00:35:00 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คอลัมน์ ลงทุนทั่วโลก โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม นักกลยุทธการลงทุน ธนาคาร Standard Chatered

ข้อมูลเศรษฐกิจเมื่อไม่นานมานี้ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ล่าสุดในวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เราเพิ่มความมั่นใจว่า มุมมองเราที่คาดว่าภาวะเงินเฟ้อจะกลับมานั้นเพิ่มความเป็นไปได้มากขึ้น

โดยภาวะเงินเฟ้อนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในสหรัฐ เพราะผลสำรวจความเชื่อมั่นทั้งในภาคธุรกิจและผู้บริโภคในสหรัฐได้เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสล่าสุดที่ประกาศแสดงถึงความแข็งแกร่ง

ในส่วนของยุโรปพบว่าความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับสหรัฐ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงเรื่องการเลือกตั้งในยุโรปตลอดทั้งปีนี้ แต่ญี่ปุ่นนั้นความเชื่อมั่นเพิ่มในระดับที่ต่ำกว่าสหรัฐและยุโรป สำหรับเศรษฐกิจของประเทศเอเชียนั้นพบว่า ภาวะเงินเฟ้อได้กลับมาเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ระดับการขยายตัวทางศรษฐกิจของเอเชียฟื้นตัวขึ้น จากการที่เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ

การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของผลกำไรบริษัทจดทะเบียนนั้นเป็นผลบวกต่อหุ้น แต่ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อคือ ธนาคารกลางจะลดการใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่

ในมุมมองของเรา Fed ยังคงอยู่บนเส้นทางของการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงอยู่บนเส้นทางของการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ในส่วนของธนาคารกลางยุโรป (ECB) นั้นแม้จะส่งสัญญาณต่อตลาดว่าจะไม่เปลี่ยนนโยบายการเงิน แต่เราจะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจของยุโรปอย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลเศรษฐกิจยุโรปที่ดีขึ้นอาจจะส่งผลให้ ECB เปลี่ยนจุดยืนได้ ในเอเชีย ธนาคารกลาง (ล่าสุดเป็นธนาคารกลางอินเดีย) ได้ส่งสัญญาณว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายนั้นได้ยุติลงแล้ว

สุดท้ายแล้ว นโยบายของรัฐบาลสหรัฐชุดใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องติดตาม โดยเฉพาะใน 3 ประเด็น คือ (a) การลดภาษีนิติบุคคล (b) การเพิ่มการใช้จ่ายทางการคลัง และ (c) นโยบายการค้าระหว่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำทยอยเพิ่มการลงทุนในหุ้น

เพราะเรามีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ภาวะเงินเฟ้อที่กลับมานี้จะทำให้หุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่เราชอบที่สุด โดยตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปเป็นตลาดที่เราชอบที่สุด เพราะแนวโน้มเงินเฟ้อปรากฏอย่างชัดเจนมากที่นั่นขณะที่เราคิดว่าการย่อตัวของตลาดหุ้นถ้าเกิดขึ้นจะเป็นการย่อตัวในระดับจำกัด ขณะที่ยุโรปนั้นเมื่อใกล้ช่วงเลือกตั้งในประเทศหลัก ความผันผวนจะเพิ่มขึ้นมากในตลาดหุ้นยุโรป และการย่อตัวของหุ้นยุโรปจะเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน

ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้นในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ เราลดระดับคำแนะนำการลงทุน จากลงทุนมากกว่าน้ำหนักตลาด (Over Weight) เป็นลงทุนตามน้ำหนักตลาด(Neutral) เพราะผลตอบแทนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้นยังคงขึ้นกับการอ่อนค่าของเงินเยนในระดับที่สูงมาก เพราะเงินเยนอาจจะไม่อ่อนค่ามาก

ขณะที่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนที่ดี จากการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้กลับมาเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้กลับมามีเสถียรภาพ ขณะที่เรามีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งแม้ว่าจะมีระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่ในอีก 12-24 เดือนข้างหน้านี้ เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อประเทศตลาดเกิดใหม่เช่นในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เราเชื่อว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ ราคาสินแร่เหล็ก ราคาทองแดง (อย่างน้อยในระยะสั้น) และราคาน้ำมันได้เพิ่มขึ้นมากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่ เราเชื่อว่าดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าเล็กน้อยในไม่กี่เดือนข้างหน้าจากการที่ใกล้กับช่วงเวลาที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ เรายังคงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งหุ้นเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น เป็นสินทรัพย์หลักที่แนะนำให้เข้าลงทุน สำหรับสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ คำแนะนำของเรายังคงเน้นไปที่ให้ลงทุนในตราสารหนี้ที่อ่อนไหวต่ำต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทน (Yields) พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้