ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ฟังเซียนเทรดเดอร์ชั้นนำของประเทศ เขาว่าอย่างไรบ้าง? ช่วงดัชนีแกว่งตัวแคบ-ไร้ข่าวเด่นกระตุ้น

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 21 มี.ค. 2560 เวลา 07:32:55 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เจาะไอเดีย "ขาใหญ่" เมื่อดัชนีแกว่งแคบ-ไร้ข่าวกระตุ้น



ก้าวเข้าสู่ช่วงเดือน มี.ค.มากว่าครึ่งเดือนแล้ว ดูเหมือนบรรยากาศการซื้อขายจะเริ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะปริมาณการซื้อขายต่อวันที่เคยขึ้นไปสูงถึง 6-7 หมื่นล้านบาท ช่วงต้นปีได้ค่อย ๆ ร่วงลงต่อเนื่อง จนเหลือเพียงประมาณวันละกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท



ในช่วงเดือน มี.ค. ซึ่งสถานการณ์แบบนี้นักลงทุนต่างวางแผนการลงทุนได้ยากลำบาก ไม่เว้นแต่ "นักลงทุนรายใหญ่"



"ประชาชาติธุรกิจ" พูดคุยกับ "นักลงทุนขาใหญ่" เพื่อค้นหาไอเดียสร้างทางออกการลงทุนช่วงดัชนีแกว่งตัวแคบ และไร้ข่าวเด่นกระตุ้นแบบนี้



เริ่มที่ "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์" หรือ "หยง" นักลงทุนรายใหญ่ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นเซียนเทรดเดอร์ชั้นนำของประเทศเล่าว่า ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยลงทุนได้ยากอย่างมาก โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. ที่บรรยากาศการลงทุนไม่เอื้ออำนวยให้ซื้อขายเท่าไหร่นัก เห็นได้จากปริมาณการซื้อขายที่ลดลงอย่างมาก



"ที่ผ่านมาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยต้องเรียกว่าเหลือ ๆ แต่ตอนนี้ปรับตัวลดลงมาอยู่แค่วันละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นสิ่งที่ผมทำ คือ ถอยออกมาจากหุ้นขนาดเล็กให้หมด เพราะแม้พื้นฐานของหุ้นขนาดเล็กจะไม่เปลี่ยนจากเดิมเลย แต่ราคามีโอกาสร่วงลงได้ เพราะไม่มีเงินจะมาช่วยดันเพิ่มแล้ว" หยงกล่าว



หลังจากขายหุ้นขนาดเล็กออกไปจากพอร์ตทั้งหมดแล้ว เขาตัดสินใจลงทุนหุ้นไทยต่อ แต่เลือกเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ เช่น หุ้นธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ซึ่งเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยมองว่าหลังจากนี้ไม่ว่าจะมีข่าวดีในประเด็นใดเกิดขึ้นก็ตาม หุ้นขนาดใหญ่จะปรับตัวขึ้นก่อนค่อนข้างแรง ขณะที่หุ้นขนาดเล็กจะยังปรับตัวขึ้นได้ไม่มากนัก หากสภาพคล่องในตลาดยังไม่ได้ไหลกลับมาในปริมาณที่สูง



ด้าน "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" เซียนหุ้นคุณค่า (Value Investor : VI) ที่โด่งดังในเรื่องการเลือกหุ้นพื้นฐานดี ให้ผลตอบแทนน่าพึงพอใจได้ในระยะยาวเล่าว่าตนได้คาดการณ์มาแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้ว่า ตลาดหุ้นจะแกว่งตัวในกรอบแคบ เพราะที่ผ่านมาดัชนีได้ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูงจน "Over Active" หรือเคลื่อนไหวมากเกินไป ดังนั้นในที่สุดแล้วก็จำเป็นที่ตลาดจะต้องกลับเข้าสู่ภาวะปกติตามที่ควรจะเป็น



"สถานการณ์ลงทุนตอนนี้ต้องเรียกว่าอึดอัด วันหนึ่งหุ้นลงมา 3-5% วันต่อมาปรับขึ้นไปอีก สลับกันแบบนี้ ซึ่งนักลงทุนไม่ค่อยชอบ เนื่องจากลงทุนได้ยาก ส่วนของผมก็ลดสัดส่วนการลงทุนหุ้นไทยมาระยะหนึ่งแล้ว จนล่าสุดตอนนี้เหลือหุ้นไทยประมาณ 60% หุ้นต่างประเทศ 10% และที่เหลือก็เป็นเงินสด" ดร.นิเวศน์กล่าว



อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างผลตอบแทนในพอร์ตอย่างต่อเนื่อง "ดร.นิเวศน์" เลือกกลยุทธ์กระจายเงินลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น "เวียดนาม" เข้ามาเสริมทัพโดยให้เหตุผลว่าประเทศนี้มีหุ้นหลายบริษัทที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง จึงจัดสรรเงินลงทุนไปในหุ้นของตลาดนี้กว่า 100 บริษัท เป็นการถือระยะยาวเพื่อรับเงินปันผลในอนาคต



ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะอาศัยการจับสัญญาณหลายลักษณะ ได้แก่ "การขยับตัวของดัชนี" โดยหากปรับตัวลดลง 10% จะเป็นปัจจัยเริ่มต้นให้กลับมามองการลงทุนหุ้นไทยอีกครั้ง และ "ราคาหุ้น" ที่ปรับตัวลดลงเป็นพิเศษ ก็เป็นจังหวะที่จะเข้าไปซื้อ โดยกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ คือ อุปโภคบริโภค ไฟฟ้า สื่อสาร ค้าปลีก เป็นต้น



"เมื่อปีที่แล้วพอร์ตลงทุนทั้งหมดของผม สร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 30% แต่ปีนี้ถ้า 10% ก็มีความสุขแล้ว เพราะปีนี้มีปัจจัยกดดันคือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งถ้าเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และในอัตราที่ถี่ ก็จะทำให้หุ้นตกได้" ดร.นิเวศน์กล่าว



ด้าน "วิชัย วชิรพงศ์" เซียนหุ้นชื่อดังพอร์ตระดับพันล้านร่วมแชร์ไอเดียว่า สำหรับการลงทุนในปีนี้ สิ่งที่นักลงทุนต้องทำมากที่สุด คือ "การลงทุนอย่างระมัดระวัง" เพราะในภาวะที่มีแรงกดดันจากทั้งดอกเบี้ยสหรัฐที่มีแนวโน้มปรับตัวสูง และเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ก้อนใหม่ที่ยังไม่ไหลเข้า ก็ทำให้ประคองตัวได้ยากแล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ของบางบริษัทที่ไม่มีความชัดเจนทางธุรกิจ



ขณะเดียวกันควรจะสำรวจพอร์ตของตัวเองด้วยว่า หุ้นที่ลงทุนอยู่มีอนาคตจริงหรือไม่ อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) สูงเกินไปหรือไม่ และผู้บริหารทำตามแผนทางธุรกิจที่วางไว้หรือไม่ เป็นต้น



แม้ตลาดหุ้นจะแกว่งตัวแคบ และไร้ปัจจัยใหม่กระตุ้น แต่นักลงทุนก็ยังจำเป็นต้องบริหารหุ้นในพอร์ตที่มีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะแม้จะไม่ชนะการลงทุนในปีนี้ แต่ก็จะไม่ทำให้พ่ายแพ้จนเกินไป