ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจภูมิภาค

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย คิดใหม่ ทำใหม่ บูม "ขอนแก่นโมเดล"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 31 พ.ค. 2560 เวลา 15:20:00 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เริ่มจากความตั้งใจของนักธุรกิจรุ่นใหม่คนขอนแก่นไม่กี่ราย ที่มีใจมุ่งมั่นอยากจะบริหารจัดการเมือง ร่วมกันผลักดันโครงการแก้ปัญหาจราจรที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างรถไฟฟ้ารางเบา หรือแทรม ระยะทาง 22.6 กิโลเมตร งบประมาณลงทุน 15,000 ล้านบาท วันนี้ก้าวเข้าใกล้ความจริงทุกขณะ เป็นขอนแก่นโมเดลที่ท้องถิ่นทั้งประเทศต้องหันมาจับตามอง

หัวขบวนคนสำคัญไม่พูดถึงไม่ได้ “สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารรุ่นที่สอง ของกลุ่ม ช.ทวี รับไม้ต่อจากรุ่นพ่อแม่ “ชอ ทวีแสงสกุลไทย” และ “อุษา ทวีแสงสกุลไทย” ผู้บุกเบิกธุรกิจต่อรถบรรทุกรายใหญ่ในจังหวัดขอนแก่น

ปัจจุบันดำเนินธุรกิจ ออกแบบ สร้างสรรค์ ผลิตตัวถัง ติดตั้งระบบวิศวกรรมทางยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ให้บริการเทคโนโลยีระบบราง รวมทั้งผลิตและให้บริการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในการป้องกันประเทศ สินค้าและบริการของบริษัท เช่น รถบรรทุก รถพ่วง รถบัส รถลำเลียงอาหารสำหรับเครื่องบิน รถไฟ รถดับเพลิง รถกู้ภัย รถหุ้มเกราะ รถลำเลียงพล เรือรบหลวง เป็นต้น



นอกจากธุรกิจของกลุ่ม ช.ทวี แล้ว “สุรเดช“ ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่เป็นทั้งต้นคิด จุดประกายเรื่องการร่วมมือกันของทุกฝ่ายในการพัฒนาเมืองตัวเอง และทำให้ “ขอนแก่นโมเดล” เป็นหัวเมืองใหญ่ที่หลาย ๆ จังหวัดต้องจับตา

“สุรเดช“ ระบุว่า วันนี้ การพลิกโฉมขอนแก่น ได้เริ่มต้นทำโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าระบบรางเบา ด้วยการจัดตั้งบริษัท 5 เทศบาล ได้แก่ เทศบาลตำบลสำราญ เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลตำบลเมืองเก่า และเทศบาลตำบลท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ในชื่อ บริษัท ขอนแก่นทรานซิทซิสเต็ม จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนโครงการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะระบบรางเบา (LRT) จังหวัดขอนแก่น

ขณะนี้เหลือเพียงผลการศึกษา พร้อมทั้งทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่กำลังเร่งดำเนินการ เพื่อให้คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) นำส่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา

หาก ครม.อนุมัติ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ปลายปี 2560 นี้ ขณะเดียวกันจังหวัดขอนแก่นอยู่ระหว่างเจรจาขอใช้ที่ดินของศูนย์วิจัยข้าว 200 ไร่ เพื่อนำมาพัฒนาสถานี และพื้นที่เชิงพาณิชย์

“สุรเดช” เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปในการเปลี่ยนเพื่อพลิกโฉม ก่อนจะมาเป็น “ขอนแก่นโมเดล” ว่า “ใช้เวลา 8 ปี กว่าจะถึงวันนี้ เริ่มจากต้องให้ท้องถิ่นเห็นด้วยกับเราก่อน และคนแรกที่ผมไปคุยด้วย คือ เอ็นจีโอ โดยไปคุยกันที่คณะมนุษยศาสตร์ ม.ขอนแก่น อธิบายความคิดว่า อยากทำเพื่อบ้านเมือง (ขอนแก่น) อย่างไร ผมบอกอุดมการณ์ผมกับเขาไม่ต่างกัน ชอบเพลงเดียวกัน คนเก็บฟืน คนกับควาย แต่ผมเป็นลูกพ่อค้า ถามว่าวิธีของเขาวันนี้ พี่น้องดีขึ้นไหม ทำไมไม่ลองวิธีของผม ถ้าหากผมออกนอกลู่นอกทาง ให้มาด่าผมได้ เพราะวันนี้เราต้องเปลี่ยน อย่าเอาแต่บอกว่าเราเป็นทุนสามานย์ ผมฟังมาตั้งแต่เด็กแล้ว เราต้องเปลี่ยน ต้องเป็นทุนมีอุดมการณ์ แต่เราต้องทำให้ดู”

“เพราะคนไทยเป็นประเภทที่ต้องมีคนทำให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือ Monkey See Monkey Do ดังนั้นต้องเริ่มที่พวกเราคนขอนแก่นทำ ต่อไปทั้งประเทศจะทำ”


“สุรเดช” อธิบายต่อไปว่า วันนี้ทุกคนรู้ว่า โลกเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน ดังนั้นสิ่งแรกที่คนไทยทุกคนต้องเปลี่ยน คือ วิธีคิด หรือ Mindset ของตัวเองก่อน ห้ามพูดว่ายาก เพราะที่ขอนแก่นเปลี่ยนแล้ว เราต้องทำของยากเพื่อลูกหลานของเรา เมื่อเปลี่ยนวิธีคิดได้ เราจะเกิดสิ่งที่ต้องพัฒนา เรียนรู้ เพราะจุดอ่อนของคนไทยวันนี้บอกว่า เรียนจบด็อกเตอร์ก็หรูแล้ว

แต่ด็อกเตอร์วันนี้ก็ไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะด็อกเตอร์เป็นการจบศาสตร์ศาสตร์หนึ่งที่ลึก และประเทศไทยก็เต็มไปด้วยนักวิชาการ ซึ่งทำอะไรไม่ได้ เขียนแต่กระดาษ

ดังนั้นเมื่อเราเปลี่ยนวิธีคิด แล้วเรียนรู้ ก็จะรู้วิธีแก้ปัญหาของประเทศเรา และจะรู้เองว่า เราต้องสามัคคี และต้องบูรณาการ

“ที่ผ่านมาเราพูดแต่บูรณาการ แต่มันไม่มีจริง แต่การบูรณาการที่แท้จริงจะต้องเกิดเรื่องการสานเสวนามาคุยกัน ทั้งกลุ่มเอกชน รัฐบาลท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อให้ได้วิธีการแก้ปัญหา ซึ่งนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วที่ขอนแก่น”

สุรเดชกล่าวอีกว่า สำหรับจังหวัดขอนแก่นวันนี้มีแผนพัฒนาจังหวัด คือ สมาร์ทซิตี้ 2030 โดยมีฐานขั้นที่ 1 คือ การทำขนส่งมวลชน และการพัฒนาเมือง ฐานขั้นที่ 2 คือ ข้อมูล หรือที่เรียกว่า Internet of Things และฐานที่ 3 คือ คนควบคุมข้อมูล ที่ประกอบด้วย สมาร์ท 6 เรื่อง ได้แก่ 1.Smart Mobility  2.Smart Living 3.Smart Citizen 4.Smart Economy  5.Smart Environment และ 6.Smart Governance

“ทั้งหมดนี้เราต้องทำจากฐานราก คือ ขนส่งมวลชน และพัฒนาเมือง แต่ทุกวันนี้เราไปทำจากข้างบน เหมือนทำจากใบไม้ลงไปหาราก เพราะคนไทยชอบทำเรื่องง่าย ก็เลยทำเรื่องใบไม้ก่อน ซึ่งมันไม่ยั่งยืน วันนี้ขอนแก่นทำไมทำรถรางก่อน ก็เพราะอิมแพ็กต์มันสูง มันทำให้เกิดการเปลี่ยนเมืองได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การทำรถรางอย่างเดียวมันไม่คืนทุน เราต้องพัฒนาที่ดินด้วย โดยนำที่ดินรัฐมาพัฒนา ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลก็ให้นำใจกลางขอนแก่น 200 ไร่ไปทำ ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าต่อไปมันจะอยู่ของมันได้เอง วันนี้เราจะเป็นจังหวัดแรกที่จะทำสมาร์ทซิตี้ แบบยั่งยืน จะไม่เหมือนกรุงเทพฯ ที่รัฐบาลต้องไปซับซิไดซ์”

จากแผนทั้งหมดนี้ สุรเดชมองว่า จังหวัดขอนแก่นในอนาคตจะเกิดหมุดใหญ่ขึ้นในแผนที่โลก และจะเป็นหมุดที่เชื่อมต่ออีกหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น นครราชสีมา อุดรธานี เสน่ห์ของขอนแก่นจะเป็นเมืองแห่งการลงทุน เป็นเมืองแห่งโอกาสของเยาวชน คนหนุ่มคนสาว มิใช่ดินแดนแห้งแล้ง สมัยก่อนคุณพึ่งน้ำ แต่เดี๋ยวนี้คุณพึ่งข้อมูล เมื่อมีข้อมูลก็เหมือนกับน้ำ ฉะนั้นต่อไป ขอนแก่นจะเป็นเมืองแห่งโอกาส

ที่สำคัญโมเดลทั้งหมดนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะถอดบทเรียนทำเป็นตำราให้ คาดว่าปีหน้าจะแล้วเสร็จ จะเป็นหลักสูตรของสมาร์ทซิตี้
โดยหนังสือเล่มนี้เรียกว่า PIF หรือ Provincial Infrastructure Fund หากใครอยากจะทำโมเดลเดียวกัน ผมจะไม่ทำให้ แต่จะยื่นเล่มนี้ และเมื่อทุกคนทำ ประเทศจะค่อย ๆ ขยับ

“ทำไมต้องเปลี่ยนตอนนี้ ถามว่าคุณมีเวลาไหม อายุเท่าไหร่ ทำงานกี่ปี จะมีไฟแค่ไหน มันต้องกำหนด ไม่ใช่ว่าพอเกษียณแล้วมาบ่น ผมนับถือคนทำ ไม่นับถือคนรู้แล้วไม่ทำ แล้วบอกว่ามีอุปสรรคอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะอุปสรรคผมก็มี ผมยังทำเลย”

คำกล่าวที่ว่า “คำพูดไม่สำคัญเท่าการกระทำ” คงเป็นคำจำกัดความระบุถึงตัวตนนักธุรกิจหนุ่มขอนแก่น ผู้ที่ลุกขึ้นมา “เปลี่ยน” ได้เป็นอย่างดี