ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ทริสฯ ให้เรทติ้งหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ “การบินไทย” วงเงินไม่เกิน 8,000 ล้านบาท ที่ “A/Stable”

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 13 มิ.ย. 2560 เวลา 19:12:32 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A” ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 8,000 ล้านบาทของบริษัทที่ระดับ “A” ด้วยเช่นกัน โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้คืนหนี้ที่ใกล้ครบกำหนดชำระและใช้เป็นเงินสำรองเพื่อการลงทุน

อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงสถานะเครดิตเฉพาะของบริษัทและสถานะเครดิตที่เพิ่มขึ้นในฐานะที่บริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจและสายการบินแห่งชาติ โดยทริสเรทติ้งคาดว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนเป็นพิเศษแก่บริษัทในกรณีที่บริษัทต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตมีข้อจำกัดจากการที่บริษัทมีภาระหนี้ในระดับสูง ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ต้นทุนในการดำเนินงานที่สูง รวมทั้งความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่าง ๆ และจากความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
บริษัทการบินไทยมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจโดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 51% บริษัทเป็นหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเซียซึ่งให้บริการการบินเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการสายการบินคุณภาพระดับกลางผ่านบริษัทย่อยภายใต้ชื่อ “ไทยสมายล์” ด้วย โดยสายการบิน “ไทยสมายล์” มีรูปแบบการให้บริการในเส้นทางการบินระยะสั้นเพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนเสริมโครงข่ายเส้นทางการบินของบริษัทในราคาที่แข่งขันได้ ณ เดือนมีนาคม 2560 บริษัทให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ณ สนามบินปลายทางจำนวน 66 แห่งทั่วโลกด้วยจำนวนเที่ยวบิน 663 เที่ยวต่อสัปดาห์ และให้บริการเส้นทางการบินภายในประเทศ ณ สนามบินปลายทาง 11 แห่งด้วยจำนวนเที่ยวบิน 443 เที่ยวต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ บริษัทยังถือหุ้นในสัดส่วน 21.6% ใน บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศด้วย

ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอ่อนแอลงในหลายปีที่ผ่านมาเมื่อประเมินจากส่วนแบ่งทางการตลาดที่บริษัทสูญเสียให้แก่คู่แข่งทั้งในเส้นทางการบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นทุกปีแต่บริษัทก็ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโอกาสทางธุรกิจที่สูงขึ้นในฐานะที่เป็นผู้นำทางการตลาดได้ ทั้งนี้ สัดส่วนทางการตลาดทั้งเส้นทางการบินภายในประเทศและระหว่างประเทศของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนทางการตลาดของเส้นทางการบินระหว่างประเทศของบริษัทเมื่อวัดจากจำนวนผู้โดยสารลดลงจาก 32.9% ในปี 2554 เป็น 25% ในปี 2559 ในขณะที่สัดส่วนทางการตลาดของเส้นทางการบินภายในประเทศลดลงจาก 35.9% เหลือ 19.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารและอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้ของบริษัทกลับลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อนึ่ง บริษัทมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็น 6.52 ล้านคนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารของบริษัทปรับตัวดีขึ้นเป็น 82.8% จาก 77.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม รายได้รวมของบริษัทกลับลดลง 1% โดยอยู่ที่ 49,289 ล้านบาทเนื่องจากผลของอัตราส่วนรายได้ผู้โดยสารต่อที่นั่ง-กิโลเมตร (กม.) ที่ลดลงอย่างมาก

อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทปรับตัวลดลงเป็น 20.4% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 เมื่อเทียบกับระดับ 27.7% ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงและต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง ทริสเรทติ้งมีความเห็นว่าอัตราการทำกำไรของบริษัทยังคงไม่แน่นอนเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งสายการบินต้นทุนต่ำและสายการบินเต็มรูปแบบที่มีฐานอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลางซึ่งเป็นปัจจัยที่จะจำกัดความสามารถในการปรับราคาค่าตั๋วเครื่องบินของบริษัท ในขณะที่ราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นก็จะกระทบต่ออัตราการทำกำไรของบริษัทอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ด้วยเช่นกัน

โครงสร้างเงินทุนของบริษัทปรับตัวดีขึ้นแต่ยังคงอ่อนแอ โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทลดลงจาก 87.6% ในปี 2558 เป็น 85.2% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2560 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากแผนการจัดหาเครื่องบินใหม่แล้วคาดว่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับปัจจุบันต่อไป

สภาพคล่องของบริษัทอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยเงินทุนจากการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้นจาก 15,631 ล้านบาทในปี 2558 เป็น 20,365 ล้านบาทในปี 2559 และเป็น 6,905 ล้านบาทในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 โดยอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมปรับเพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 2558 เป็น 11.3% ในปี 2559 และอยู่ที่ระดับ 8.7% (ปรับเป็นอัตราส่วนเต็มปีด้วยตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายก็ปรับตัวดีขึ้นจาก 2.2 เท่าในปี 2558 เป็น 3.2 เท่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2560 แหล่งเงินทุนของบริษัทประกอบด้วยเงินสดจำนวน 13,613 ล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 27,300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังคาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานปีละประมาณ 21,000 ล้านบาทซึ่งคาดว่าจะเพียงพอต่อการใช้จ่ายของบริษัท โดยในช่วง 12 เดือนข้างหน้าบริษัทมีภาระที่จะต้องชำระคืนเงินกู้จำนวน 22,722 ล้านบาทและมีภาระเงินกู้ระยะสั้นอีกจำนวน 6,192 ล้านบาท รวมถึงมีแผนงบลงทุนอีกประมาณ 16,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะรักษาสภาพคล่องที่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้และใช้รองรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงต่าง ๆ ในอนาคต

ในระหว่างปี 2560-2562 ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตในระดับพอประมาณ โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยของน้ำมันเชื้อเพลิงจะอยู่ที่ระดับประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาเรล ทั้งนี้ หากบริษัทสามารถปฏิบัติตามแผนปฏิรูปธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องก็คาดว่าจะส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 20% ได้ ส่วนสภาพคล่องของบริษัทนั้นคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นโดยอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมจะอยู่สูงกว่าระดับ 10% และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ในระดับเกินกว่า 2.5 เท่า

สำหรับแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นตามแผนการดำเนินงาน อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหากผลประกอบการทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือหากทริสเรทติ้งเชื่อว่าโอกาสในการได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากรัฐบาลในกรณีที่บริษัทต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนนั้นเปลี่ยนแปลงไป อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากผลการดำเนินงานของบริษัทฟื้นตัวอย่างมากและอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 5 เท่าอย่างต่อเนื่อง