ประชาชาติธุรกิจ
คนเดินตรอก ดร. วีรพงษ์ รามางกูร

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โครงการไทย-จีน โดย วีรพงษ์ รามางกูร

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 17 มิ.ย. 2560 เวลา 19:00:07 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

ในระยะหลังมักจะได้ยินเรื่องโครงการขนาดใหญ่ระหว่างไทยกับจีนเสมอ เป็นต้นว่าโครงการซื้อเรือดำน้ำของจีน โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง โครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้วก็มีหลายโครงการ เช่น โครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รถถัง รถหุ้มเกราะของจีน

เมื่อก่อนเรามักจะได้ยินแต่เฉพาะเรื่องการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สาธารณชนจะไม่ได้รับรู้ข้อมูลรายละเอียด เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงทางทหาร งบประมาณก็เป็นงบประมาณที่กันไว้ในงบฯพัฒนากองทัพระยะยาว ข้อมูลที่ปรากฏแก่สาธารณชนจึงไม่มีรายละเอียดมากพอ

แต่เมื่อมาถึงโครงการทางเศรษฐกิจ เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จีนจะสร้างเชื่อมเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนานผ่านแขวงหลวงน้ำทามาที่เวียงจันทน์ กำลังเจรจากับรัฐบาลไทยจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในไทย และตามข่าวจะผ่านมาเลเซียไปถึงสิงคโปร์

แต่ได้ยิน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศเส้นทางสายไหมฝั่งตะวันออก รู้สึกว่าจะไม่ผ่านลาว ไทย มาเลเซีย แต่จะไปออกทะเลที่มณฑลกวางสี เชื่อมเส้นทางต่อไปในทะเลถึงสิงคโปร์เลย ฟังดูแล้วโล่งอก ด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรก จีนจะได้ไม่ใช้ไทยเป็นทางผ่านไปมาเลเซียถึงสิงคโปร์ เพราะเป็นเส้นทางที่ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หมายความว่าที่จีนต้องการสร้างก็ด้วยเหตุผลทางการเมืองและการทหาร แน่นอนว่าผลประโยชน์ทางการเมืองและการทหารดังกล่าว ย่อมเป็นผลประโยชน์ของจีนเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์

เมื่อเหตุผลหลักของการสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเป็นเหตุผลทางการเมือง ไม่ใช่เหตุผลทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าในแง่ใดอย่างที่ "ลมเปลี่ยนทิศ" แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐชี้ให้เห็น การเจรจาก็ควรจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเมืองและการทหาร

แน่นอนบนโต๊ะเจรจาระหว่างไทยกับจีน ย่อมเป็นการเจรจาของคู่เจรจาที่มีฐานะไม่เท่าเทียมกัน ท่าทีของการเจรจาระหว่างคู่เจรจาที่มีฐานะเล็กใหญ่ไม่เท่าเทียมกัน ย่อมจะทำให้ประชาชนในประเทศเล็กเกิดความคลางแคลงใจ

ดังนั้นสำหรับเรื่องใหญ่ขนาดนี้ น่าจะนำเข้าสู่การเจรจาในกรอบของอาเซียนกับจีน เพราะทางรถไฟดังกล่าวคาดว่าจะต้องผ่านลาว ไทย มาเลเซีย ไปถึงสิงคโปร์ และอาจจะเกี่ยวข้องไปถึงอินโดนีเซีย เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศเส้นทางสายไหมฝั่งตะวันออก ผ่านทางทะเลไปสิงคโปร์และอินโดนีเซีย เราก็จะได้ไม่ต้องหนักใจที่จีนจะดึงไทย


เข้าไปอยู่ในวังวนของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจทางการเมืองและการทหาร อันได้แก่ สหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตกฝ่ายหนึ่งกับจีนและพันธมิตรของจีนอีกฝ่ายหนึ่ง

ประการที่ 2 เมื่อเส้นทางสายไหมฝั่งตะวันออกไม่ต้องผ่านไทย เราก็จะไม่ถูกจีนกดดัน รัฐบาลไทยซึ่งมีท่าทีเกรงใจจีนอยู่เป็นอันมาก จะได้ไม่ต้องนำเอาเงินภาษีอากรของประชาชนมาลงทุนในโครงการที่ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ และอาจจะไม่คุ้มทางการเมืองและการทหารสำหรับไทยเช่นเดียวกับกรณีการซื้อเรือดำน้ำ เพราะไทยอาจจะกลายเป็นสนามรบในอนาคตได้ หากเกิดความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับจีนถึงขั้นแตกหัก แทนที่เราจะสามารถรักษาความเป็นกลางระหว่างมหาอำนาจเอาไว้ได้ การที่สี จิ้นผิง ประกาศทางสายใหม่ลงทะเลจีนไปจึงทำให้รู้สึกโล่งอก

จีนคงจะนำความขัดแย้งลงทะเลไปขัดแย้งกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียแทน แม้ว่าจะอยู่ในขอบเขตของอาเซียน แต่ไทยก็รอดตัวไป วาทะของสี จิ้นผิง จึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีสำหรับพวกเราประชาชนชาวไทย ที่จะไม่ต้องเสียทั้งเงินและเสียทั้งตัว แม้ว่าจะต้องเสียเงินซื้อเรือดำน้ำไปแล้วก็ตาม

ถ้าให้ทางรถไฟเพื่อยุทธศาสตร์ทางการเมืองและการทหารผ่าน ก็จะเท่ากับเรา ไม่ได้เสียแต่ตัวเท่านั้น แต่กลายเป็น "ตั้งท้อง" กับจีนด้วย ซึ่งน่าจะอันตราย


หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ฝ่ายขวากลางชนะการเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์ และนักการเมืองอิสระผงาดขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในฝรั่งเศส กระแสความคิดทางการเมืองของโลกก็เปลี่ยนไป ยุโรปกลายเป็นประเทศที่จะรักษาพันธสัญญาต่าง ๆ ที่พยายามทำกันมา เช่น พันธกิจต่อปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อน จีนกลายเป็นประเทศที่ผู้นำประกาศว่าจะสนับสนุนระบบการค้าเสรี ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐอเมริกาผลักดันมาตลอดกว่า 70 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การเปลี่ยนแปลงนโยบายของขั้วมหาอำนาจของโลก อันได้แก่ สหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น จีน ยุโรปตะวันตก รัสเซียกับยุโรปตะวันออก

จะทำให้โครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เป็นสิ่งที่น่าติดตาม แต่ยังไม่ควรตัดสินใจกระโจนเข้าไปเป็นพวกหรือพันธมิตรของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเลือกซื้อเรือดำน้ำของจีนแบบเฉพาะเจาะจง แทนที่จะเปิดประมูลหรือเจรจาต่อรองกับหลาย ๆ ประเทศ ก็เป็นการแสดงความโน้มเอียงทางการเมืองการทหารไปส่วนหนึ่งแล้ว หากมีการยกสัมปทานรถไฟความเร็วสูงให้จีน โดยไม่มีการเปิดประมูลระหว่างประเทศ ทั้งทางด้านเทคนิคและราคาก็ยิ่งเป็น

การเปิดเผยตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะของไทยหรือของจีน เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศและการทหาร เป็นการดึงประเทศมหาอำนาจอีกฝ่ายหนึ่งให้เข้ามามีผลประโยชน์ทางการทหารและทางการเมืองแบบเปิดเผยมากขึ้น โดยเราเป็นผู้จ่ายเงินลงทุนก่อสร้าง ซึ่งไม่มีทางที่จะชี้แจงต่อประชาชนด้วยเหตุผลได้เลย

เช่นเดียวกับการซื้อเรือดำน้ำของจีน เวียดนาม กว่าจะได้เอกราชรวมมาเป็นประเทศเดียวอย่างสมบูรณ์ ต้องทำสงครามกับฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ผู้คนล้มตายเป็นล้าน ๆ คนกว่าจะเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ ซึ่งขณะนี้กลายเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ถึงขั้นที่มีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันระหว่างประมุขของรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศ แต่เวียดนามก็ไม่ให้มหาอำนาจเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองการทหารในประเทศตน

การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคและประเทศในภูมิภาค รวมทั้งบทบาทของมหาอำนาจในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ไม่ควรยอมเสียความเป็นอิสระในการลงทุนและการเลือกผู้ที่จะเข้ามาร่วมลงทุน

หากประเทศไทยเห็นว่าทางรถไฟความเร็วสูงมีความสำคัญ เราก็ควรจะลงทุนเอง เพราะฐานะการเงินการคลังของเรามีความมั่นคงแข็งแรงพอที่จะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ เมื่อเราประกาศใช้เงินลงทุนของเราเอง เราก็สามารถประกาศประกวดราคาในตลาดระหว่างประเทศเพื่อเลือกผู้รับสัมปทานเองได้ ไม่ต้องฟังเหตุผลของใคร ไม่มีเหตุผลอันใดนอกจากเหตุผลในทางเศรษฐกิจ

หากเราต้องการก่อสร้าง ยิ่งเงื่อนไขต้องกู้เงินระยะยาวจากจีน ดอกเบี้ย 2.5 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งเป็นเงื่อนไขที่เราไม่ควรจะรับเป็นอย่างยิ่ง จะทำให้ยอดหนี้ต่างประเทศของเราสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น เมื่อการซื้อเรือดำน้ำก็ใช้เหตุผลว่าเอาไว้รักษาทรัพยากรทางทะเลทางด้านอันดามัน แต่คราวนี้จะเอาไว้ให้จีนใช้เพื่อเหตุผลทางการเมืองและการทหารของจีน

ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลของจีนว่าทำไมต้องกดดันให้ไทยต้องเป็นผู้ลงทุนสร้างทางรถไฟความเร็วสูง เพื่อประโยชน์ทางการเมืองและการทหารของจีน ก็คือในโลกสมัยใหม่ที่การทำสงครามไม่ได้ใช้การขนส่งทางถนนและทางรางกันแล้ว ส่วนมากจะเป็นทางอากาศและทางเรือเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่แน่ใจว่าทางหลวงยุทธศาสตร์ เช่น ถนนมิตรภาพ สมัยสงครามเย็น จะมีประโยชน์แค่ไหน เพราะระหว่างสงครามเวียดนามก็ใช้การขนส่งโดยเครื่องบินบี-52 ใช้สนามบิน
ในฐานทัพที่สหรัฐอเมริกาก่อสร้างเสียเป็นส่วนใหญ่ พอหลังสงครามก็มีแรงกดดันจากประชาชนอีกฝ่ายหนึ่งให้ปิดฐานทัพและศูนย์ติดตั้งเครื่องมือโจรกรรมของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยเสียสิ้น เพราะไทยจะเป็นเป้าหมายที่จะถูกโจมตีทางทหาร เพราะทำตัวเป็นภัยต่อประเทศฝ่ายตรงกันข้าม

เคยคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายงาน ทุกคนสิ้นหวังหากต้องทำงานกับบริษัทก่อสร้างของจีน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใด เพราะผู้บริหารมักจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานของงานก่อสร้าง งานทำเร็วก็ได้ ทำช้าก็ได้ คุณภาพไม่ดี ไม่ได้มาตรฐานก็ได้ แล้วแต่ราคา ดังนั้นการได้ผู้รับสัมปทานหรือผู้ก่อสร้างราคาถูก ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลดี อาจจะได้ผลไม่ดีหรือของต่ำกว่ามาตรฐานก็ได้ หากจะต้องฟ้องร้องเป็นคดีความกันหรือต้องใช้อนุญาโตตุลาการก็ยิ่งเสียเวลา เสียโอกาส คุ้มค่าแล้วหรือที่จะฟ้องร้องกัน

เคยเดินทางโดยรถยนต์ออกจากแม่สายไปท่าขี้เหล็ก ขึ้นไปเมืองเชียงตุง ออกไปตามทางหลวงไปเมืองเชียงรุ่ง เมืองเอกของสิบสองปันนา โดยทางหลวงที่บริษัทรับเหมาไทยและจีนทำคนละครึ่งจนถึงชายแดนลาว-จีน ถนนจากชายแดนไทยไปถึงเมืองเชียงรุ่ง ครึ่งแรกสร้างโดยบริษัทรับเหมาไทย สร้างโดยเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย เป็นทางหลวงชั้นดี ทั้งการออกแบบและคุณภาพ ครึ่งหลังสร้างโดยบริษัทรับเหมาจีนโดยเงินช่วยเหลือของจีน คุณภาพต่ำมาก ทั้งการออกแบบและคุณภาพของการก่อสร้าง ทางสร้างพร้อม ๆ กันครึ่งทางที่จีนทำเป็นหลุมเป็นบ่อไปหมด

แต่เมื่อข้ามชายแดนลาวเข้าไปในจีน ถนนหนทาง ทางหลวง ทางด่วน คุณภาพมาตรฐานชั้นหนึ่ง สูงเท่าหรือสูงกว่ามาตรฐานทางด่วนของไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ทั้ง ๆ ที่เป็นเขตชายแดนของประเทศ

ดังนั้นสำหรับจีนที่ไม่เหมือนญี่ปุ่น ยุโรปตะวันตกหรืออเมริกา ซึ่งมีมาตรฐานสูงเพียงมาตรฐานเดียว ของจีนนั้นมีหลายมาตรฐาน มีให้เลือกแล้วแต่ราคา ถ้าเราต้องจ่ายค่าก่อสร้างเองก็ไม่มีเหตุผลว่าเราจะเลือกจีนไปทำไม

...นอกจากเกรงใจจีนจนเกินไป