ประชาชาติธุรกิจ
การตลาด

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ยักษ์ค้าปลีก "เยอรมัน" เปิดศึกชิงตลาดมะกัน

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 19 มิ.ย. 2560 เวลา 22:00:28 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คอลัมน์ Market Move

แม้ขณะนี้กระแสอีคอมเมิร์ซจะกดดันธุรกิจค้าปลีกสหรัฐหนัก จนแค่ครึ่งปีแรกผู้เล่น 21 ราย อาทิ เจซีเพนนี, เซียร์, ออฟฟิศดีพอท และอื่น ๆ ได้ประกาศปิดสาขารวมกันกว่า 3,591 แห่งแล้วแต่ในเวลาเช่นนี้ยังผู้เล่นหน้าใหม่โดดเข้าสู่ตลาด นั่นคือ "ลิน" (Lidl) เชนดิสเคานต์ซูเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติเยอรมัน ซึ่งมีสาขามากกว่า 10,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วยุโรป สร้างรายได้ถึง 85,700 ล้านยูโรในปีที่แล้ว โดยเตรียมเปิดสาขาในสหรัฐรวดเดียว 6 แห่ง ที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ในวันที่ 15 มิ.ย. ก่อนจะเปิดเพิ่มอีก 20 สาขาภายในปีนี้ และอีก 100 สาขากลางปี 2561

พร้อมสารพัดกลยุทธ์เน้นย้ำความแตกต่างจาก "อัลดิ" (Aldi) แบรนด์เพื่อนร่วมชาติในเซ็กเมนต์เดียวกัน และมีขนาดธุรกิจใกล้เคียงกัน ด้วยจำนวนสาขาประมาณ 10,000 แห่งในยุโรป ออสเตรเลีย รวมถึง 1,500 แห่งในสหรัฐ ซึ่งเข้ามาปักฐานก่อนตั้งแต่ปี 2519 ขณะเดียวกัน ฝั่ง "อัลดิ" ได้เตรียมแผนรับน้องเอาไว้อย่างอบอุ่นเช่นกัน



สำนักข่าว "ฟอร์บส" รายงานว่า "ลิน" ได้ระดมกลยุทธ์ทั้งด้านดีไซน์ร้านที่ใช้สไตล์โมเดิร์นหรูหราด้วยผนังกระจกใสสามารถมองเห็นภายในได้ ฉีกจากรูปแบบเดิม ๆ ของดิสเคานต์สโตร์ที่เป็นอาคารทรงกล่องปิดทึบและใหญ่กว่าอัลดิ ด้วยพื้นที่ขนาด 1,860 ตร.ม. เช่นเดียวกับสินค้าซึ่งจะเน้นกลุ่มที่เป็นจุดอ่อนของอัลดิ อาทิ อาหารตั้งแต่วัตถุดิบสดและปรุงสำเร็จ ไปจนถึงไวน์ผลิตเอง ซึ่งบริษัทเดินสายกวาดรางวัลการันตีมากกว่า 100 รางวัล จากหลายงานประกวดในสหรัฐ รวมไปถึงสินค้าแฟชั่นที่ได้สิทธิ์นำเสื้อผ้าที่ออกแบบโดย "เฮย์ดิ คลุม" ซูเปอร์โมเดลชื่อดังชาวเยอรมัน มาขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงนี้

พร้อมกับลอนช์โฆษณารับสมัครงานสไตล์วัยรุ่นอเมริกันด้วยประโยคเด็ดอย่างเรากำลังมองหาคนอย่างคุณที่จะทำให้ธุรกิจของเราเป็นจริงได้รวมถึงทำไกด์บุ๊กและวิดีโอแนะนำการทำงานอย่างละเอียด ซึ่งแตกต่างภาพลักษณ์เป็นจริงจังและทางการสไตล์เยอรมันที่บริษัทใช้ในยุโรปขณะเดียวกันนักวิเคราะห์มองว่า นอกจากสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและสลัดภาพแบรนด์เยอรมันแบบเก่าแล้ว กลยุทธ์เหล่านี้ยังสะท้อนว่า ลินพยายามจับผู้บริโภครุ่นใหม่ทั้งกลุ่มมิลเลนเนียลและเจนซี ซึ่งสนใจสินค้าอาหาร เทรนด์แฟชั่นล่าสุด รวมถึงความคุ้มค่า

ด้าน "อัลดิ" ได้รับมือด้วยการประกาศทุ่มงบฯ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สปีดสาขาในสหรัฐเพิ่มอีก 900 แห่งภายในปี 2565 พร้อมกับรีโมเดล-ขยายพื้นที่ของ 1,300 สาขาที่มีอยู่เดิม เพื่อเน้นย้ำข้อได้เปรียบด้านความครอบคลุมของจำนวนสาขา ซึ่งหากสำเร็จตามแผนจะทำให้บริษัทมียอดขายทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี พร้อมกับครองตำแหน่งผู้เล่นที่มีสาขาเยอะเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และติดท็อป 10 ผู้ค้าปลีกอาหารในด้านปริมาณ



อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า การรุกตลาดของลินยังมีอุปสรรคสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเปิดสาขาในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่แม้จะห่างไกลจากคู่แข่งสำคัญอย่างอัลดิ แต่ก็เป็นฐานเสียงสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าของนโยบายโปรอเมริกันและสโลแกน "เมก อเมริกา เกรท อะเกน" รวมถึงความไม่ลงรอยกับ "อังเกลา แมร์เคิล" นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี เมื่อรวมกับความฮาร์ดคอร์ด้านการเมืองของชาวอเมริกัน อาจส่งผลลบกับสถานะแบรนด์ต่างชาติจากเมืองเบียร์ของยักษ์ดิสเคานต์สโตร์รายนี้อย่างคาดไม่ถึง

นอกจากนี้กลยุทธ์เน้นสินค้าอาหารยังเคยล้มเหลวมาแล้วเมื่อครั้งที่ "เทสโก้" เข้ามาเปิดกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตเฟรชแอนด์อีซี่ ในปี 2550 ก่อนจะประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องจนต้องขายกิจการในปี 2556 คิดเป็นความเสียหายในค่าเงินปัจจุบันกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยหลังวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ต้องรอดูกันแบบรอบด้านว่า แผนการของลินจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด อัลดิจะสามารถเร่งสปีดทิ้งห่างได้สำเร็จหรือไม่ และผู้เล่นรายอื่น ๆ จะเคลื่อนไหวรับมืออย่างไร



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้