ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สร้างสถิติในอาเซียน! โชว์หุ่นยนต์โครงการพัฒนาลิฟท์สู่อวกาศไต่ขึ้นที่สูงครั้งแรกในไทย

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 19 มิ.ย. 2560 เวลา 21:30:22 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

รายงานโดย นลิศา เตชะศิริประภา
ประชาชาติฯออนไลน์



ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ที่เรากำลังจะเข้าสู่ยุคหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ ที่เชื่อว่าในทศวรรษหน้าจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโลก แค่การไล่ตามยุค 4.0 เรียกว่าท้าทายแล้ว อย่างไรก็ดีในหลายประเทศกำลังพัฒนานวัตกรรมของตัวเองเพื่อมองไปไกลกว่านั้น นวัตกรรมนี้กำลังจะพาโลกเข้าสู่อุตสาหกรรมยุค 5.0 ในศตวรรษหน้า

วันนี้เราเห็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านอวกาศของโลกพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีโครงการทั้งของนาซา และของเอกชนอย่าง Space X ไปจนถึงโครงการด้านอากาศยานของประเทศจีนก็รุดหน้าอย่างน่าสนใจ

ในโลกอนาคตที่นักนวัตกรรม นักวิทยาศาสตร์ วิศวกรอากาศยาน มองเห็นภาพที่เชื่อกันว่ามนุษย์จะเดินทางไปโคจรรอบโลกกันได้ง่ายดาย หรือแม้กระทั่งไปอยู่อาศัยในถิ่นนอกโลก นั่นทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆขึ้นมารองรับการขนย้ายผู้คนและสิ่งของ เช่นที่ญี่ปุ่นวางแผนผลิต "ลิฟท์อวกาศ" หรือ Space Elevator ให้สามารถใช้ได้จริงโดยตั้งเป้าให้เห็นผลในปี2050



จากวันนี้ไปจนถึงปี ค.ศ.2050 หนทางยังอีกยาวไกล แต่เราเห็นความพยายามและความเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่ง และเป็นโอกาสดีของประเทศไทย ที่มีหุ่นยนต์จากโครงการพัฒนาลิฟท์สู่สถานีอวกาศ มาจัดแสดงสาธิตในงานมหกรรม Manufacturing Expo 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21-24มิ.ย.นี้ ที่ไบเทค บางนา มาทำการสาธิตให้เราดู

บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ ร่วมกับสมาคม JAPAN SPACE ELEVATOR ASSOCIATION (JSEA) ประเทศญี่ปุ่น ได้นำหุ่นยนต์จากโครงการพัฒนาลิฟท์สู่สถานีอวกาศ หรือ SPACE  ELEVATOR มาสาธิตการพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ต้านแรงโน้มถ่วงของโลกจากภาคพื้นสู่อากาศ ที่สร้างสถิติสูงสุดครั้งแรกในอาเซียนที่ระยะ 100 เมตร โดยมีการโชว์สาธิต ที่ยอดอาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท ไบเทค บางนา



"โครงการนี้ ในปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการคิดค้นชิ้นส่วนหุ่นยนต์ที่จะเคลื่อนที่จากภาคพื้นสู่อากาศ ซึ่งระยะการเดินทางขึ้นได้สูงสุดขณะนี้อยู่ที่ 1.25 กิโลเมตรจากพื้นดิน โดยหุ่นยนต์ที่จะเคลื่อนที่จากภาคพื้นสู่อากาศนี้เรียกว่า  "Climbers"  โดยการทำงานของหุ่นยนต์นี้มีประสิทธิภาพมากกว่าหุ่นยนต์ทั่วไปถึง 20 เท่า"นายชูอิจิ โอโน่ นายกสมาคม JAPAN SPACE ELEVATOR ASSOCIATION (JSEA) เล่าถึงโครงการพัฒนาลิฟท์ขนส่งจากโลกสู่สถานีอวกาศ

"หากโครงการฯสำเร็จสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งต่างๆ ก็สามารถขึ้นไปสู่อวกาศได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษ และจะประหยัดค่าใช้จ่าย รวมถึงจะเกิดธุรกิจต่างๆ ตามมาอีกมากมาย"เขากล่าว


หุ่นยนต์ต้นแบบจากโครงการพัฒนาลิฟท์สู่สถานีอวกาศ

นายกสมาคมเจเอสอีเอ กล่าวต่อว่า การพัฒนาหุ่นยนต์นี้เป็นการประยุกต์ใช้จากการผลิตรถยนต์มอเตอร์ไซค์ ซึ่งกว่าโครงการจะสำเร็จนั้นคาดว่าจะใช้เวลาอีกพอสมควร และตั้งแต่ ค.ศ.2050 เป็นต้นไปคาดว่าจะสำเร็จอย่างแน่นอนและหวังว่าประเทศไทยจะมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ในปีหน้าสมาคมJSEAจะร่วมกับโครงการSpace Elevator ของสหรัฐอเมริกาและยุโรป ในการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติขึ้นในเดือนธันวาคมปีนี้ ซึ่งไทยจะเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ส่งทีมพัฒนาเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้


เดวิน เจ. (Devin J)

ขณะที่ "เดวิน เจ." ชาวอเมริกันรุ่นบุกเบิกของสมาคมผลิตลิฟท์อวกาศ ซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกสามัญของสมาคมฯ เปิดเผยถึงราคาต้นทุนในการผลิตต้นแบบหุ่นยนต์ "Climbers" นี้ว่าจะขึ้นอยู่กับวัสดุต้นแบบที่ใช้มาประกอบ ซึ่งราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1 แสนเยนขึ้นไป จนถึง 5 แสนเยน และยังเปิดเผยอีกว่าเดือนกันยายน ปี 2018 นั้นทางสมาคมจะมีการนำหุ่นยนต์จากโครงการพัฒนาลิฟท์สู่สถานีอวกาศ สาธิตการพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ต้านแรงโน้มถ่วงของโลกจากภาคพื้นสู่อากาศที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเป็นการทดสอบระยะการเดินทางที่ 3 กิโลเมตร และ 5 กิโลเมตร

ขณะที่ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งสถาบันหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) และกรรมการซุปเปอร์คลัสเตอร์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ กล่าวถึงการสนับสนุนการจัดการสาธิตในครั้งนี้ ว่านับเป็นโอกาสในการสร้างความตื่นตัวแก่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ของรัฐบาล เพื่อการวิจัยและคิดค้นของผู้ผลิตชิ้นส่วนและนักพัฒนาหุ่นยนต์ไทย

"มีการสำรวจโรงงานใหญ่ในประเทศไทยประมาณ500-600โคงการกว่า85 เปอร์เซ็นต์นั้นจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเข้าสู่ระบบออโตเมชั่น มิฉะนั้นแล้วภายใน3 ปี จะหายไปหมด เพราะขณะนี้ต้นทุนเราแพงกว่าราคา"ดร.ชิตกล่าว

ผู้ก่อตั้งสถาบันหุ่นยนต์ภาคสนาม มองว่าจากการที่อยู่วงการหุ่นยนต์มานั้น สิ่งที่ได้จากการคิดค้นโครงการต่างๆ มีอยู่ 2 มิติที่ซ้อนกันอยู่คือ  มิติแรก เป็นการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะมีผลในแง่ของการพาณิชย์อย่างแน่นอน ส่วนมิติที่สองคือ การสร้างกำลังคน ทั้งนี้โครงการฯนี้จะเป็นโครงการนำร่องที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมด้วย

ในด้านของการก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0  นั้น ดร. ชิต กล่าวว่า มีความมั่นใจในบุคลากรซึ่งต้องขอให้มีแรงสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชน เชื่อว่าคนไทยจะสามารถทำได้ และด้วยศักยภาพของประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาด้ายวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี

"นักวิทยาศาตร์ 50 คนแรกขององค์การนาซานั้นมีคนไทยอยู่ในนั้น 10 กว่าคน เพราะฉะนั้นยีนของคนไทยไม่ได้มีปัญหาทางวิทยาศาตร์เทคโนโลยี อยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจและการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นกับเทคโนโลยีเหล่านี้"


ดวงเด็ด ย้วยความดี - ดร. ชิต เหล่าวัฒนา - มร. ชูอิจิ โอโน่


ด้านนายดวงเด็ด ย้วยความดี รองกรรมการผู้จัดการบริษัทรี้ดเทรดเด็กซ์จำกัด บริษัทจัดงานแสดงฯ “แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2017” กล่าวว่า งานนี้เป็นงานแสดงเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมการผลิต โดยในปีนี้สิ่งที่เราเห็นได้ชัดคือ ภาครัฐบาลเองกำลังมียุทธศาสตร์ที่สำคัญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ โดยมีจุดมุ่งหวังเป็นการเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีการผลิตที่สลับซับซ้อนขึ้น และคงความได้เปรียบ และเป็นผู้นำอาเซียน อย่างไม่หยุดยั้ง

"จากนี้ไปภาครัฐเองให้การสนับสนุนในเรื่องอินฟราสตรัคเจอร์เราเองจะทำงานอย่างหนักร่วมกับภาคเอกชนในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาสู่กระบวนการผลิตนำระบบอัตโนมัติมาสู่อุตสาหกรรมในประเทศไทยซึ่งเชื่อว่าในอนาคตประเทศไทยจะก้าวไกลในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง"

รองกรรมการผู้จัดการรี้ดฯกล่าวต่อว่าหัวใจสำคัญที่ได้นำการสาธิตการพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ต้านแรงโน้มถ่วงของโลกจากภาคพื้นสู่อากาศเข้ามาในไทยครั้งนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้นักอุตสหกรรมการผลิตของไทยให้เกิดความตื่นตัวเห็นและศักยภาพของต่างประเทศในการเอาความคิดความฝันให้มาสู่ความเป็นจริงได้



ทั้งนี้มหกรรม Manufacturing Expo 2017 ครั้งนี้จะเป็นมหกรรมแสดงเทคโนโลยีและโซลูชั่น เพื่ออุตสาหกรรมสนับสนุนและการผลิตที่ครบวงจร ทั้งด้านแม่พิมพ์ พลาสติก ยานยนต์ ระบบอัตโนมัติ และการชุบเคลือบผิว

โดยในปีนี้ได้รวบรวมเทคโนโลยีล่าสุดกว่า  2,452 แบรนด์ จาก 46 ประเทศ สำหรับผู้ประกอบการที่มองหาเทคโนโลยี และโซลูชั่นเพื่อพัฒนาการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า ลดต้นทุนการผลิต ระหว่างวันที่  21-24  มิถุนายนนี้  ณ ไบเทค  บางนา ตั้งแต่เวลา 10.00-8.00 น.