ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ส่อเลื่อนเข้าเทรดไปต้นปีหน้า เหตุรอแก้สัญญาการโอนรายได้จากการทางพิเศษ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 06 ก.ค. 2560 เวลา 14:13:52 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นายสันติ กีระนันท์ รองผู้จัดการและหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าในส่วนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) หรือไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์อาจเลื่อนเข้าจดทะเบียนและซื้อขายหลักทรัพย์ (เทรด) เป็นในไตรมาส 1/2561 จากเดิมที่กระทรวงการคลังคาดหวังว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนได้ภายในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการแก้ไขสัญญาการโอนรายได้ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

ส่วนแนวโน้มการนำบริษัทมาเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ในช่วงครึ่งปีหลังนั้น คาดว่าในเดือนนี้จะเริ่มเห็นบริษัททยอยเข้าจดทะเบียนกันมากขึ้น โดยจะมีบริษัทขนาดใหญ่ 2 แห่งที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมมากกว่า 8 หมื่นล้านบาท เตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย อย่างไรก็ตามทั้งปียังคงเป้าหมายมีมูลค่ามาร์เก็ตแคปหุ้น IPO อยู่ที่ 280,000 ล้านบาท หรือเป็นจำนวนกว่า 30 บริษัท ซึ่งครึ่งปีแรกเข้าจดทะเบียนไปแล้ว 11 บริษัท คิดเป็นมูลค่า 140,000 ล้านบาท

ในปีนี้จะมีบริษัทจากต่างชาติเข้าจดทะเบียน 1 แห่ง และตั้งเป้าจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

“ปัจจุบันมีบริษัทที่อยู่ในระหว่างการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนกว่า 100 แห่ง โดยแต่ละบริษัทใช้เวลาเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนประมาณ 2 ปี แต่ยอมรับว่าบุคลากรด้านการตรวจสอบบัญชีขาดแคลน” นายสันติกล่าว

นายสันติกล่าวเพิ่มเติมว่าล่าสุด ตลท.ยังได้ตั้งบริษัทย่อยบริษัท ไลฟ์ฟินคอร์ป จำกัด โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือหุ้น 99.99% ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ Startup เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการระดมทุนและเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือ โดยเปิดตัว “LIVE” platform ตลาดซื้อขายสำหรับธุรกิจ Startup และ SMEs โดยการสนับสนุนของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (National Startup Committee) ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตการประกอบธุรกิจจากสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้บริการปลายไตรมาส 3 ปีนี้

“โดยเบื้องต้นจะคัดเลือก Start up ที่มีศักยภาพ จากจำนวน Start Up ที่เคยมาลงทะเบียนกับ ตลท.ไว้ 700 ราย โดยจะประเมินจากบริษัทที่มีการนำส่งงบการเงินอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องมีกำไรสุทธิส่วนนักลงทุนเน้นเป็นนักลงทุนมืออาชีพ คือกลุ่มนักลงทุนสถาบัน Venture Capital ส่วนนักลงทุนทั่วไปคือนักลงทุนที่มีรายได้ 4 ล้านบาทต่อปี มีสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท และมีประสบการณ์ในการลงทุนมากกว่า 1 ปี เพื่อสามารถรองรับความเสี่ยงได้” นายสันติกล่าว