ฝึกทักษะการบริหารเวลากัน

คอลัมน์ : SD TALK
ผู้เขียน : อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

โลกปัจจุบันหมุนเร็ว จนบางเรื่องก็ตามไม่ทัน ไหนจะเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว แต่ละวัน เวลา 24 ชั่วโมงดูเหมือนไม่พอ หลายคนอยากมีเวลาเพิ่มขึ้นจะได้ทำโน่นทำนี่ที่ค้างอยู่ บางคนถึงขนาดยอมอดหลับอดนอน เพราะต้องการเวลาเพิ่มขึ้นอีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงมาทำกิจกรรมที่ตั้งใจไว้แต่ยังไม่ได้ทำซะที

แต่ไม่ว่าจะมีเวลาเท่าไร ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่ได้ทำหรือทำไม่ทันอยู่ดี จริงไหม ?

ถ้าลองกลับมาคิดทบทวนดู “เวลา” ไม่ใช่ตัวปัญหา

เพราะต้นตอของปัญหาที่แท้จริงคือ “การจัดการกับกิจกรรมที่มีหรือสิ่งที่ต้องทำลงไปในเวลาที่มีจำกัด” ต่างหาก สมัยเด็ก ๆ แม่ของผมชอบใช้ให้ทำโน่นทำนี่ บางทีก็สั่งงานไว้ยาวเป็นหางว่าว ก่อนออกจากบ้าน ตกเย็นพอแม่กลับมาถึงบ้าน ก็เริ่มไล่เบี้ยว่าอันโน้นทำหรือยัง อันนี้ทำหรือเปล่า เรื่องไหนที่ผมลืม หรือไม่ได้ทำ ก็มักจะบอกไปว่า “ไม่มีเวลา”

แม่บอกว่า “ไม่มีเวลา เป็นข้ออ้าง ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน ขึ้นอยู่กับเขาจะใช้เวลาที่มีนั้นไปกับเรื่องอะไรมากกว่า”

ตอนนั้นต้องยอมรับว่าไม่เข้าใจ แต่ก็ฟัง ๆ ไป เพราะถ้าเถียงเดี๋ยวยาว

พอโตขึ้น จึงค่อย ๆ ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่แม่เคยพูด มันจริงแน่แท้ทรูที่สุด คนเรามีเวลาเท่ากันทุกคน เพียงแต่เขาจะใช้เวลาที่มีไปทำอะไร นี่แหละคือความแตกต่าง

ดังนั้น วันนี้จึงอยากแนะนำวิธีจัดการเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โฟกัสเฉพาะสิ่งที่สำคัญ อย่าสนใจเพียงเพราะ “มันน่าสนใจ” จงใส่ใจกับสิ่งที่ “สำคัญ” สำหรับเป้าหมายชีวิตของเราเท่านั้น ตั้งเป้าหมายของแต่ละวัน กำหนดให้ชัดเจนว่าวันนี้ต้องทำอะไรให้เสร็จ วางแผนแต่เช้าและเช็กความสำเร็จในตอนเย็นของทุก ๆ วัน

จัดทำ To-do List และ Not-to-do List เขียนให้ชัดว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง และจะไม่ทำอะไรบ้าง จากนั้นลงมือทำตามที่เขียนไว้ ระหว่างวันอย่าลืมหยิบ List นี้มาดูเป็นระยะ ๆ เพื่อเตือนสติตัวเอง กำหนดเวลาสำหรับกิจกรรมหรืองานนั้น ๆ เช่น จะอ่านอีเมล์เฉพาะช่วงเวลา 10.00-11.00 น. และ 16.00-17.00 น. เท่านั้น เวลาอื่นไม่อ่าน เป็นต้น ช่วงเวลาที่ล็อกเอาไว้สำหรับทำกิจกรรมหรืองานหนึ่ง ๆ นี้ ต้องไม่ทำอย่างอื่นเลย

ฝึกปฏิเสธเพื่อจะตัดกิจกรรมบางอย่างที่ไม่สำคัญออกไป การรับทุกอย่างเพื่อแสดงความมีน้ำใจ ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เราต้องรู้กำลัง และความสามารถของตนเอง ว่าแบกรับภาระได้มากน้อยเพียงใด ยานพาหนะทุกประเภท ไม่ว่ารถ เรือ เครื่องบิน รถไฟ หรือแม้แต่ลิฟต์ขนของ หรือขนคน ต่างก็มีจำนวนน้ำหนักที่แบกรับได้สูงสุดระบุไว้เสมอ การรับภาระเกินกำลัง ไม่ใช่เรื่องของการมีน้ำใจ แต่เป็นเรื่องการไม่เข้าใจตนเอง

อย่าเอางานทุกอย่างมากองไว้กับตัวเอง เมื่อรับงานมาต้องคิดว่าใครกันแน่ที่ควรทำงานนี้ แล้วส่งให้ผู้รับผิดชอบโดยตรงไปทำต่อ ไม่เช่นนั้นเราอาจต้องทำเองทุกอย่าง กลายเป็นผู้จัดการสันดานเสมียนไป ซึ่งไม่ถูกต้อง


ลองดูนะครับ ทำได้บางข้อก็ยังดี