จำอวดลงเลือกตั้ง โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

 

การเลือกตั้งทั่วไปที่มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้ น่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดูจากการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ประชาชนมาลงคะแนนกันอย่างล้นหลามถึงกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนผู้ที่มาลงทะเบียนเอาไว้ ซึ่งถือว่าผิดคาด น่าจะเป็นไปได้ว่าประชาชนคนไทยนั้นกระหายที่จะแสดงออก อยากจะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ดังเช่นนานาอารยประเทศทั้งหลายมานานแล้ว ไม่ได้โง่อย่างที่ชนชั้นสูงคิดและดูถูกเอาไว้ เพราะเขาก็เสียภาษีเหมือนกันและในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้จำนวนประชาชนที่จะมาลงคะแนนเสียงในวันอาทิตย์นี้ ก็คงจะมีจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง

จำนวนประชาชนที่มาลงคะแนนเสียงจะมีสัดส่วนที่สูงมากสำหรับประเทศเสรีประชาธิปไตย แม้จะเทียบกับประเทศยุโรปตะวันตกและอเมริกา ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงอะไรหลาย ๆ อย่าง

การกล่าวอ้างว่าประชาชนคนไทยไม่พร้อมที่จะปกครองตนเอง เลือกตั้งไม่เป็น ไม่ใช้วิจารณญาณ ไม่ใช้เหตุผลในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจึงไม่เป็นความจริง เหตุผลของการลงคะแนนเสียงของประชาชนทุกภูมิภาคแตกต่างกันไป

ที่เห็นชัดก็คือผู้ลงคะแนนเสียงในภาคอีสานและภาคเหนือตอนบนนั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือมุ่งไปที่พรรคการเมืองที่เคยทำตามนโยบายที่ประชาชนระดับรากหญ้าต้องการ เคยทำประโยชน์ให้ได้อย่างที่พูดหาเสียง จึงเป็นที่ประทับใจและฝังใจมาตลอด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งใด พรรคการเมืองใหญ่พรรคเดิมก็มักจะประสบผลสำเร็จเสมอ

สำหรับผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงในภาคใต้ก็เช่นเดียวกัน การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรระดับชาติก็มักจะเลือกพรรคเดิม จนเป็นประเพณีที่ตกทอดมาแต่ปู่ย่าตายาย เพราะเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนมีรายได้สูงกว่าภาคอื่น ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เป็นของธรรมดาที่แต่ละภาคมีพฤติกรรมทางการเมืองต่างกัน

อย่างไรก็ตาม มีกระแสว่าการเลือกตั้งในภาคใต้ครั้งนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะมีความแตกแยกภายในพรรค ที่ผู้นำการชุมนุม กปปส.ได้แยกตัวออกมาตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือพรรค รปช. แกนนำพรรคออกเดินคารวะแผ่นดิน เจ้าตัวก็คงจะรู้สึกได้ถึงความนิยมของพรรคในภูมิภาคต่าง ๆ ได้ว่าเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกัน การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ที่แกนนำพรรคเป็นคนรุ่นใหม่ มาจากตระกูลเศรษฐี ทำตามกฎหมายบัญญัติ ซึ่งเป็นของใหม่ ที่นำทรัพย์สมบัติจำนวนกว่า 5,000 ล้านบาทโอนเข้าไปไว้กับ blind trust ที่ตนจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการจัดการบริหารทรัพย์สินเหล่านั้น มอบหมายให้ดำเนินการได้อย่างอิสระ แต่ต้องโปร่งใส อธิบายได้ แทนที่จะนำไปซุกไว้ที่โน่นที่นี่อย่างนักการเมืองรุ่นเก่าทำกัน

การที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แสดงความโปร่งใส โอนอำนาจการจัดการเงินและทรัพย์สินจำนวนมากไปให้กับคณะบุคคลที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย เป็นผู้บริหารจัดการแทนตน อย่างที่นักการเมืองในประเทศระบอบประชาธิปไตยเขาทำกัน น่าจะเป็นตัวอย่างสำคัญของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย แม้ว่าจะไม่ใช่คนแรกที่ทำเช่นนั้น เพราะมีนักการเมืองบางคนก็เคยทำมาก่อนแต่ไม่ค่อยจะเป็นข่าว

หวังว่าการเลือกตั้งทั่วไปในคราวหน้า เศรษฐีที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะทำตามหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงความโปร่งใสในเรื่องทรัพย์สมบัติของตน โดยแยกออกไปให้คณะบุคคลอื่นเป็นผู้บริหารจัดการแทน โดยตนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย คณะบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหารจัดการ ก็ควรจะปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซื่อตรงในการปฏิบัติหน้าที่ 

เนื่องจากแม้กฎหมายจะได้บัญญัติให้สามารถทำได้ แต่นักการเมืองก็มักจะเลี่ยงบาลี ใช้วิธีซุกทรัพย์สมบัติด้วยการโอนไปใส่ในชื่อของผู้อื่น เมื่อเกิดเรื่องเกิดราวอื้อฉาวก็พบว่าทรัพย์สินจำนวนมากที่โอนไปนั้น อยู่ในชื่อเลขานุการส่วนตัวบ้าง แม่ครัวบ้าง คนสวนบ้าง คนรับใช้บ้าง คนขับรถบ้าง แม้กฎหมายจะเอาผิดไม่ได้ แต่ผู้คนที่อ่านข่าวก็ไม่มีใครเชื่อว่าผู้คนที่มีอาชีพดังกล่าวจะมีทรัพย์สินมากมายอย่างนั้น คงจะเป็นการถือแทนเจ้านายตนมากกว่า และความจริงก็เป็นเช่นนั้น

การโอนไปให้บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น หรือที่เรียกว่า blind trust ไปจัดการแทน จึงเป็นวิธีที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินที่นำมาให้บริหารแทนนั้นได้ใช้จ่ายไปอย่างไรบ้าง

ถ้าดูตามฐานะของนักการเมืองหลายคนก็น่าจะแสดงทรัพย์สินน้อยกว่าที่ควรจะเป็น การใช้ตัวแทนถือทรัพย์สินแทนนั้นเป็นการเสี่ยงที่จะถูกโกงหรือถูกตรวจสอบพบ เป็นการไม่สมเหตุสมผล ไม่มีใครอยากจะเชื่อ จึงต้องถือว่าการเมืองไทยได้ก้าวมาอีกขั้นหนึ่งของการเป็นนักการเมือง ในการบริหารจัดการทรัพย์สินก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง

ผลการเลือกตั้งคราวนี้หลายคนคิดว่ายากแก่การคาดเดา แต่ฟังจากกระแสต่าง ๆ ก็พอจะคาดการณ์ได้ นอกจากเหตุการณ์จะพลิกผันอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้แม้ว่าจะเคยเป็น เพราะครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรมและไม่เสรีอย่างแท้จริง

ความระแวงว่าพรรคที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนเดิม ที่มุ่งมั่นว่าจะต้องเอานายกรัฐมนตรีคนเดิมกลับมา รวมทั้งพฤติกรรมเอาเปรียบคู่ต่อสู้ การลงแข่งขันโดยไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ไม่ยอมลาออกจากหัวหน้า คสช. ซึ่งมีอำนาจใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ การไม่ยอมรับว่าการเป็นหัวหน้า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่แห่งรัฐทั้ง ๆ ที่เคยมีคำพิพากษาของศาล ทั้ง ๆ ที่ใช้อำนาจรัฐในฐานะหัวหน้า คสช.ที่ตนยังเป็นอยู่

ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือความระแวงว่าจะมีการโกงการเลือกตั้งในครั้งนี้ เกิดขึ้นสูงมาก ซึ่งอาจจะไม่ปรากฏในสื่อสาธารณะ แต่เกิดการซุบซิบกันไปทั่วทุกสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หวังว่าคงจะไม่เกิดอย่างที่ระแวงสงสัยกัน รวมทั้งการนับคะแนนก็มีความระแวงสงสัย

ความเป็นมือใหม่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งเป็นคณะที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลชุดนี้ ที่สำคัญคำวินิจฉัยในคดีความคำร้องที่ผ่านมา ทำให้เกิดความระแวงสงสัยว่าจะกระทำหน้าที่อย่างโปร่งใส เป็นกลางและมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ จะสามารถทำให้การเลือกตั้งคราวนี้เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า free and fair หรือไม่ พูดกันตรง ๆ จากพฤติกรรมและคำอธิบายที่ไม่ค่อยจะสมเหตุสมผล ความเชื่อมั่นของผู้คนที่มีต่อ กกต.ชุดนี้มีน้อยกว่า กกต.ชุดก่อนอย่างเทียบกันไม่ได้

การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคตรงกันข้ามกับรัฐบาลแม้จะได้คะแนนเสียงมากที่สุด สามารถรวบรวมพรรคอื่น ๆ จนได้เป็นฝ่ายเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คน ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้คัดเลือกและเป็นผู้แต่งตั้ง ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ความรับผิดชอบของสมาชิกวุฒิสภาจึงอยู่ที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นประธานสรรหาสมาชิกวุฒิสภามาให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง

หลายคนกลัวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นเครื่องชี้อนาคตการเมืองของประเทศไทย ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นแค่เพียงพิธีกรรม ไม่ใช่การเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การเลือกนโยบาย เพราะนายกรัฐมนตรีได้ถูกกำหนดตัวไว้แล้วจากการตรากฎหมายที่ออกมา เพื่อให้การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารสามารถทำได้โดยง่าย ดังนั้น ผลการเลือกตั้งซึ่งคาดเดาได้ง่าย จะยิ่งเป็นผลให้ไม่เกิดความเชื่อมั่นว่าจะเป็นการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม ความชอบธรรมของการเข้ามาเป็นรัฐบาลรอบ 2 หลังจากการเป็นรัฐบาลเผด็จการมา 5 ปี มีผลงานเป็นที่ประทับใจชาวบ้านมากน้อยเพียงใด ก็ดูได้จากการแสดงออกของประชาชนผู้รับภาระการเสียภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นล่าง

ข้อสำคัญก็คือการไม่รักษาคำพูด ไม่รักษาสัจจวาจา การให้ข้อมูลเท็จ รวมทั้งการเสแสร้ง ไม่เป็นธรรมชาติ การเปลี่ยนบุคลิกจากการเป็นนักเผด็จการมาเป็นนักประชาธิปไตย ทำตัวเป็นศรีธนญชัยที่ไร้สาระไปวัน ๆ

เมื่อถูกท้วงติงก็ไม่สามารถอธิบายอะไรได้และมักจะกล่าวอ้างว่ารัฐบาลก่อนทำ การที่รัฐบาลก่อนทำไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลก่อนทำถูกต้องและตัวควรจะทำตาม ความฉลาดปราดเปรื่องของผู้นำแม้ว่าจะไม่สำคัญที่สุด แต่ก็เป็นหน้าตาของประเทศ ยิ่งจะต้องเป็นประธานในการประชุมสุดยอดของอาเซียน ผู้คนก็ยิ่งอดใจหายไม่ได้

การเลือกตั้งคราวนี้แม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งที่กำหนดอนาคตของประเทศ คงต้องมีการเลือกตั้งใหญ่อีก แต่พวกเราประชาชนก็ควรจะไปเลือกตั้งกันมาก ๆ ไม่ควรจะไปคว่ำบาตรการเลือกตั้งอย่างที่เคย เพราะเป็นการแสดงน้ำใจนักกีฬาและแสดงตนว่าเป็นผู้ใฝ่หาประชาธิปไตย

เลือกตั้งเป็นสิทธิของเรา แม้ว่าจะได้จำอวดมาแน่ ๆ แต่ก็ต้องไปหย่อนบัตร

Previous articleร.10 โปรดเกล้าฯ อัญเชิญพระบรมราโชวาท ร.9 ให้ประชาชนตระหนัก ‘ส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง’
Next articleโจทย์รัฐบาลใหม่ Ease of Doing…การเมืองต้องนิ่ง ฟื้นกำลังซื้อตลาดกลาง-ล่าง