สงครามการค้า กับเศรษฐกิจโลก

คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร


การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโลกโดยทั่วไปเจริญขึ้น ขยายตัวมากขึ้น ยิ่งประเทศเล็กที่ตลาดภายในประเทศไม่สามารถรองรับปริมาณการผลิตของประชากรภายในประเทศได้ เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี หรือไทย มาเลเซีย เป็นต้น

การค้าและการลงทุนระหว่างกันของประเทศต่าง ๆ ทำให้ประเทศต่าง ๆ สามารถทุ่มเททรัพยากรของตนผลิตสินค้าและบริการที่ตนได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ หรือ comparative advantage

เช่น ไทยมีความได้เปรียบในการผลิตข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง ยางพารา ประมงทะเล ประมงน้ำจืด ดังนั้น อุตสาหกรรมที่เราได้เปรียบก็น่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากการเกษตร เช่น อุตสาหกรรมยางรถยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าแล้วพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมส่งออก เช่น อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษพิมพ์เขียน

เราเคยมีความได้เปรียบสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน labor intensive แต่บัดนี้เมื่อค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น และกลายเป็นประเทศขาดแคลนแรงงาน ทั้งแรงงานช่างฝีมือ skilled และแรงงานไม่มี

ฝีมือ unskilled workers ต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานไร้ฝีมือระดับล่าง แรงงานในภาคก่อสร้าง แรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก ทำให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมีรายได้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของประเทศไทยก็ขยายตัวมากขึ้นกว่า

กรณีที่ไม่ยอมให้แรงงานที่ว่างงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน แม้ว่าเราจะใช้เครื่องจักร เครื่องสมองกล และหุ่นยนต์ทำงานแทนแรงงานก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง แต่ทำให้ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมของเราไม่ได้อยู่คงที่หรือลดลงแต่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงก็ตาม ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีแรงงานเหลือเฟือและค่าแรงที่แท้จริงยังต่ำอยู่เมื่อเทียบกับประสิทธิผลของแรงงาน

การเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของสินค้า บริการ และทุนย่อมทำให้ประเทศผู้ส่งออกสินค้าบริการ ทุน และเครื่องจักร กับผู้นำเข้าสินค้าบริการ เครื่องจักรและทุนดีขึ้น เจริญขึ้น เช่น ประเทศเวียดนาม ที่อัตราการขยายตัวยังสูงทั้งการส่งออกและการลงทุน

การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการกีดกันการค้ากับจีน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่เกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐอเมริกา ด้วยมาตรการทางด้านภาษีศุลกากรและมาตรการอื่น เช่น จำกัดปริมาณการนำเข้าด้วยการเพิ่มเงื่อนไขต่าง ๆ โดยอ้างเรื่องสุขภาพ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องการกีดกันทางเชื้อชาติ เป็นต้น

เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการกีดกันการนำเข้าจากจีนและประเทศอื่น ๆ จีนก็ตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกัน การตอบโต้กันไปมาย่อมสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจอเมริกา จีน และประเทศอื่น ๆ ทำให้การไหลเวียนของสินค้าบริการและเงินทุนไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ทุกประเทศเสียประโยชน์หมดในระยะปานกลางและระยะยาว

คนอเมริกันโดยเฉลี่ยมีความรู้เกี่ยวกับประเทศอื่นทั่วโลกน้อยมาก ข่าวคราวในหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่ออื่น ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นข่าวในประเทศ ระบบการศึกษาของมลรัฐต่าง ๆ ก็จะเน้นเรื่องในมลรัฐตนเองและของประเทศสหรัฐเป็นส่วนรวม ความรู้เกี่ยวกับต่างประเทศก็จะเน้นประเทศแคนาดาและเม็กซิโก อังกฤษนิดหน่อย ส่วนภูมิภาคอื่น ๆ คนอเมริกันไม่มีความรู้เลย ยิ่งเป็นชาวไร่ ชาวนา ในตอนกลางของประเทศ ความรู้เกี่ยวกับประเทศตนเองและต่างประเทศมีน้อยมาก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารัฐบาลจำกัดเนื้อที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรแต่ละชนิดทำไม ทำไมไม่ผลิตให้เต็มที่แล้วนำไปทุ่มตลาด ชาวโลกจะได้มีอาหารราคาถูกไว้บริโภค ไม่ควรมีความอดอยากอาหารแล้วในโลกนี้

คนอเมริกันรู้แต่ว่าชาวอาหรับและชาวมุสลิมเป็นศัตรู ขณะเดียวกัน อิสราเอลซึ่งพลเมืองเป็นคนยิว เป็นมิตรกับตน ตนต้องปกป้อง ไม่เคยรู้ว่ายิวอเมริกันซึ่งส่วนใหญ่คุมเศรษฐกิจการค้า สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม การธนาคารและการเงิน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกประธานาธิบดี การดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายสนับสนุนอิสราเอลและต่อต้านชาวอาหรับ ทั้ง ๆ ที่ยิวเป็นชนกลุ่มน้อยในอเมริกาแต่สามารถควบคุมเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการเมืองของอเมริกาไว้ได้เกือบทั้งหมด คนยิวนั้นไม่เหมือนคนจีนในประเทศไทย เพราะคนจีนเชื้อสายจีนในประเทศไทย

กลายเป็นคนไทยเชื้อสายไทยไปหมดแล้วตั้งแต่คนรุ่นที่ 3 เป็นต้นไป แต่คนยิวจะเป็นยิวตลอดกาล ไม่ว่าจะไปอยู่ประเทศใดก็ตาม คนที่จะนับถือศาสนายิวได้ต้องมีเชื้อสายไม่ทางพ่อก็ทางแม่เป็นยิว ยิวไม่เผยแพร่ศาสนาเหมือนคริสต์หรืออิสลาม สงวนไว้แต่ผู้ที่มีสายเลือดเป็นยิวเท่านั้น

นโยบายต่อต้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศของ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนอเมริกันยิว ยิวทั่วโลกมั่งคั่งร่ำรวยเพราะการค้าการลงทุนระหว่างยิวด้วยกัน ขณะที่ยิวกับอาหรับเป็นศัตรูกัน เพราะสหประชาชาติเอาผืนดินของประเทศปาเลสไตน์ไปยกให้ยิวตั้งเป็นประเทศอิสราเอล เพราะยิวต้องการกลับไปสู่มาตุภูมิเดิมที่ตนเคยถูกโรมันโจมตีและกดขี่ในเรื่องศาสนาเมื่อ 2,000 ปีก่อน จึงแตกกระสานซ่านเซ็นออกไปร่ำรวยอยู่ทั่วทั้งในยุโรปและอเมริกา

นโยบายการเปิดการค้าเสรีที่นำเสนอโดยนักปราชญ์อังกฤษ เช่น อดัม สมิท และ เดวิด ริคาร์โด รวมทั้งสำนักเมอร์แคนไทลิสต์ หรือสำนักพ่อค้า จึงได้รับการสนับสนุนจากชาวยิวในอังกฤษและยุโรป เพราะการเปิดการค้าเสรีย่อมเป็นประโยชน์กับพ่อค้า ซึ่งส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายยิว

ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยประธานาธิบดีมอนโร และ ประธานเหมา เจ๋อตง เคยคิดว่าประเทศใหญ่มีประชากรมาก ตลาดภายในประเทศย่อมจะ

สามารถรองรับการขยายตัวของการผลิตสินค้าและบริการของตนได้โดยไม่ต้องพึ่งการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ แต่ในที่สุดก็ปรากฏว่าไม่เป็นความจริง ในที่สุดก็ต้องเปิดประเทศค้าขายและรับการลงทุน ซึ่งติดตามมาด้วยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด เมื่อนายพลเรือจัตวาเพอร์รี่แห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ได้นำเรือปืนมาบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศเช่นเดียวกัน การผลิตสินค้าขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากเซอร์จอห์น บาวริ่ง นำเรือปืนอังกฤษจากฮ่องกงมาบังคับให้ประเทศไทยเปิดประเทศค้าขายกับต่างประเทศ ยกเลิกการผูกขาดการค้าโดยพระคลังสินค้า ควบคุมการค้าขายโดยเจ้าพระยาพระคลัง มีกรมท่าซ้ายโดยพระยาโชฎึกราชเศรษฐีเป็นเจ้ากรม ค้าขายกับจีนและญี่ปุ่น กรมท่าขวามีพระยาจุฬาราชมนตรีเป็นเจ้ากรมและเป็นหัวหน้าชาวมุสลิม ค้าขายกับพม่า อินเดีย และอาหรับ เป็นประโยชน์กับทั้งสยามและประเทศคู่ค้า

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยควบคุมการค้า การส่งออก การนำเข้า การค้าจึงไม่ขยายตัวเท่าที่ควร จนมีการเปลี่ยนนโยบายเปิดการค้าเสรีอีกครั้งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2525 โดยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่ามกลางการคัดค้านของข้าราชการและพรรคการเมืองในสมัยนั้น การค้าระหว่างประเทศจึงเป็นปัจจัยสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ขณะนี้มูลค่าการส่งออกของเราสูงถึงร้อยละ 70 ของรายได้ประชาชาติ แต่ก็ยังต่ำกว่าสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพราะประเทศเหล่านี้มูลค่าการส่งออกสูงกว่ารายได้ประชาชาติ ถ้าไทย

เราปิดประเทศไม่ค้าขายกับต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติจะเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือรายได้ประชาชาติปัจจุบันเท่านั้น อีกทั้งจะไม่มีเงินตราต่างประเทศสำหรับแลกเปลี่ยนเพื่อนำเข้าของที่เราไม่มีหรือผลิตไม่ได้ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องบิน ชิ้นส่วนอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกด้วย

สหรัฐอเมริกาแม้จะเป็นประเทศใหญ่ก็หนีกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่พ้น

เพราะอเมริกาไม่สามารถผลิตหรือมีสินค้าทุกอย่าง บางอย่างถึงมีก็มีน้อยไม่พอกับความต้องการและจะมีราคาแพงขึ้น เช่น อเมริกา อาจจะหวนกลับมาผลิตเสื้อผ้าอีกก็ทำได้ แต่จะมีราคาแพงกว่าการนำเข้าจากจีนและประเทศอื่น ๆ

วาทะของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเป็นวาทะของคนโง่เขลาเบาปัญญา เพราะไม่อาจปฏิบัติได้ ขืนปฏิบัติก็จะเป็นโทษต่อคนอเมริกาเองและชาวโลก เหมือนวาทะของประธานาธิบดีมอนโรและประธานเหมากองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งก็คือ เงินดอลลาร์แข็งเกินไปสำหรับฐานะพื้นฐานทางเศรษฐกิจ หรือ fundamentals ของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปก็เช่นเดียวกัน เงินยูโรแข็งเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของตน ขณะเดียวกัน เงินหยวนก็อ่อนเกินไปสำหรับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของจีนและของประเทศอื่น ๆ ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

ในสถานการณ์อย่างนี้นโยบายการเงินของธนาคารกลางจึงควรจะผ่อนคลายให้ดอกเบี้ยลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น เพื่อให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ดอกเบี้ยเงินยูโรก็ควรจะลดลงเพื่อให้ค่าเงินยูโรลดค่าลงเมื่อเทียบกับเงินหยวน ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี คือ หนึ่ง เรียกร้องให้จีนขึ้นค่าเงินของตน ซึ่งจีนคงไม่ยอม กับสอง พยายามทำให้ค่าเงินดอลลาร์และเงินยูโรลดลง โดยการลดดอกเบี้ยนโยบายลงพร้อม ๆ กับเพิ่มปริมาณเงินที่หมุนเวียนในตลาดให้มากขึ้น จะโดยการให้ธนาคารกลางออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลกลับคืนไปอีกครั้งก็น่าจะทำได้สงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีนน่าจะเป็นสงครามน้ำลาย

เป็นวาทะของคนโง่เขลาเบาปัญญามากกว่า

Previous articleด่วนปิดสวนลุม 1 ปี รีโนเวตครั้งใหญ่ งดจัดอีเวนต์-ไม่ห้ามออกกำลังกาย
Next articleปี’63กทม.งบอู้ฟู่8.3หมื่นล้าน โยธามากสุด ลุยเวนคืนตัดถนนเชื่อมพุทธมณฑลสาย2-3