ไปดูโขนศิลปาชีพ

ไปดูโขนศิลปาชีพ

คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปชมโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นที่ประทับใจเป็นอย่างยิ่งเหมือนกับทุกครั้งทุกปีที่ผ่านมา

เริ่มรู้จักโขนเมื่อปี พ.ศ. 2497 เป็นปีที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จไปทรงยกฉัตรทองคำขึ้นประดิษฐานบนยอดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ขณะนั้นเพิ่งอายุ 10 ปีบริบูรณ์ ในงานดังกล่าวกรมศิลปากรได้จัดให้มีการแสดงโขนในงานสมโภชฉลองฉัตรทองคำ จำได้ว่าหนักถึง 5,000 กิโลกรัมด้วย ตรงกับงานนมัสการพระธาตุพนมประจำปีในวันมาฆบูชา ที่ชาวนครพนม ท่าแขก และสะหวันนะเขต
เรียกงานนี้ว่า “งานบุญเดือนสาม”

ในงานครั้งนั้นมีมหรสพสมโภชหลายอย่าง เช่น หมอลำ แต่หมอลำยังไม่มีเรื่องราวมักเป็นการโต้กันเรื่องพุทธประวัติ ยี่เก ละครพูด ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น จำได้ว่ามีผู้คนไปนั่งชมโขนกรมศิลป์ไม่มากนัก โขนเล่นบนเวทียกพื้น ฉากหลังเป็นจอขาว มีวงปี่พาทย์ครบชุด 2 วง แม้ว่าขณะอายุยังน้อย กำลังเรียนอยู่ในชั้น ป.4 แต่ก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อครอบครัวได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ จำได้ว่าในงานฉลองขึ้นปีใหม่ที่ท้องสนามหลวง กรมศิลปากรก็จัดให้มีการแสดงโขนบนเวทีในงานส่งท้ายปีเก่าและขึ้นปีใหม่ตลอดมา ต่อมาเมื่อมีโรงละครแห่งชาติ โขนกรมศิลป์ก็ย้ายเข้าไปแสดงที่โรงละครแห่งชาติ

เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้จัดตั้งคณะโขนธรรมศาสตร์ ก็เป็นข่าวฮือฮากันมากเพราะอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ท่านแสดงเอง เป็นตัวทศกัณฐ์ ซึ่งทุกปีในวันขึ้นปีใหม่ไทยหรือวันถัดจากวันสงกรานต์ ท่านก็จะจัดให้มีพิธีไหว้ครูโขน

เมื่อพูดถึงพิธีไหว้ครู ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีไหว้ครูโหรที่บ้าน ท่านอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร และพิธีไหว้ครูโขนที่บ้านอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ที่ซอยสวนพลู ในงานทั้ง 2 งานที่นอกจากจะได้โอกาสทำการบูชาด้วยเครื่องเซ่นไหว้ หัวหมู บายศรี ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง แล้วก็จะเป็นพิธีครอบเพื่อจะได้ฝึกเรียนโดยมีครู ในงานไหว้ครูโขนที่บ้านซอยสวนพลู อาจารย์คึกฤทธิ์จะเป็นผู้ครอบให้เองโดยใช้หัวพระพิราพ ซึ่งท่านได้มาเมื่อเกิดไฟไหม้ที่ชุมชนเสาชิงช้าเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว หัวพระพิราพของท่านทำด้วยหนัง เป็นของเก่าเก็บ

ส่วนการไหว้ครูโหรที่บ้าน อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร นั้นต้องนำขันเงินหนักไม่ต่ำกว่า 12 บาท พร้อมหญ้าแพรก ดอกเข็ม ดอกมะลิ ดอกบัว เป็นเครื่องบูชา ผู้ที่จะครอบวิชาโหรได้นั้น อาจารย์เทพย์จะดูดวงชะตาของผู้ที่จะครอบว่ามีดวงชะตาที่ดาวพฤหัสฯเป็นเกษตรหรือเป็นอุจ ไม่ถูกเบียนโดยดาวบาปเคราะห์ อันได้แก่ อังคาร เสาร์ และราหู อีกทั้งไม่สถิตอยู่ในทุสถานภาพของผู้จะครอบ เมื่อจะครอบ มือหนึ่งต้องแตะที่กระดานชนวนครู มือหนึ่งพนมไหว้ ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดมาจากพระเทวโลก พราหมณ์โหรหลวงในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณตาของท่าน

เมื่อได้อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ครูโหร และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ครูโขนครอบให้จะสามารถเรียนเป็นโหรและเป็นโขน มีครูแล้ว แต่ได้เรียนเฉพาะวิชาโหราศาสตร์ ไม่ได้เรียนเป็นโขน ถ้าเรียนก็จะได้สังกัดเป็นโขนซอยสวนพลูของท่าน ในงานไหว้ครูโขนท่านจะขึ้นต้นด้วย “เพลงกลม” ซึ่งเป็นเพลงครูที่ศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะนุ่งผ้าลาย สวมเสื้อคอกลม คอยอธิบายให้ฟัง จบลงด้วยการรำของครูแปะซึ่งสวมหัว “พ่อแก่” หรือหัวพระฤๅษีที่เป็นครูใหญ่

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูโขนอันเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองมิให้สูญหายไป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ก็ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างล้นหลาม มีผู้คนทุกเพศทุกวัยเข้าชมการแสดงเต็มทุกที่นั่ง ทุกรอบ อีกทั้งเมื่อปลายปีที่แล้วองค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ยังได้ประกาศขึ้นทะเบียนการแสดงโขนของไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ หรือ Intangible cultural heritage of humanity จึงเป็นนิมิตหมายว่า ศิลปะการแสดงโขนจะอยู่คู่ประเทศไทยไปอีกนานตลอดไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ประเทศชาติและประชาชนไทยอย่างหาที่สุดมิได้

การแสดงโขนนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง มากกว่าการแสดงละครทั้งละครนอกและละครใน เริ่มตั้งแต่จำนวนนักแสดงกว่า 150 คน วงปี่พาทย์ 2 วง เครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองทัด ตะโพนไทย ระนาด ไม้แข็ง ระนาดไม้ทุ้ม ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก และเครื่องจังหวะ อันได้แก่ ฉิ่ง ฉับ กรับ แต่ไม่มีโหม่ง นักร้องหญิง-ชาย วงละ 20 คน จึงเป็นวงปี่พาทย์วงใหญ่ เสียงกระหึ่มไปทั้งโรง

นอกจากเครื่องดนตรีปี่พาทย์ที่กระหึ่มแล้ว เครื่องทรงของตัวแสดงก็ตัดเย็บถักทออย่างประณีตอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมทั้งสร้อยสังวาลย์ สนิมพิมเพราระยิบระยับ ที่เลียนแบบฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา หัวโขนซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญก็เป็นงานศิลปะที่น่าทึ่ง ถ้าหากจะเทียบกับภาพฝาผนังที่ระเบียงคต รอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหัวโขน

หรือเครื่องแต่งกายตัวแสดงก็มีความคล้ายคลึงกันมาก ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายในการรักษาอนุรักษ์ให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับที่เป็นภาพเขียนการแสดงมีครบ ทั้งการขึ้นจากพื้นเวทีในฉากสระโบกขรณี สระบัว ฉากหนุมาน ขึ้นรอกเหาะไปกับนกสัมพาทีที่ถูกพระอาทิตย์สาปจนขนไหม้ เพราะน้องชื่อสดายุอยากกินพระอาทิตย์ที่นึกว่าเป็นผลไม้เพลงประกอบการแสดงโขน จะมีเพลงที่เป็นทำนองเพลงไทยเดิมมากมาย ประกอบ

อิริยาบถทุกการกระทำของตัวละครเนื่องจาก ตัวแสดงต้องใช้หัวโขน นอกจากพระราม พระลักษณ์ นางสีดา ดังนั้น ตัวละครจึงไม่ใช่ผู้ร้องและผู้เจรจา รวมทั้งผู้พากย์ บทร้องนั้นที่นิยมกันก็เป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมและเตรียมอุดม บทอาขยานที่ต้องท่องจำก็มีตอนศึกอินทรชิต ที่แปลงตนเป็นพระอินทร์ ทรงช้างเอราวัณ จนถึงหนุมาน หักคอช้างเอราวัณ ในบทพระราชนิพนธ์ทรงบรรยายลักษณะของช้างเอราวัณที่มีความสง่างามน่าเกรงขาม ยังจำได้มาจนทุกวันนี้

เคยได้ดูงานมหกรรมการแสดงโขน หรือละครเรื่องรามายณะของชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย อันได้แก่ อินเดีย พม่า ไทย อินโดนีเซีย ลาว และกัมพูชา โขนเรื่องรามเกียรติ์ของไทยน่าจะเป็นการแสดงที่อลังการที่สุดก็ว่าได้ สมควรแล้วที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ จะได้ยกย่องให้เป็นมรดกของมนุษยชาติทางด้านวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

วรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์นั้น ดูจะเป็นวรรณคดีที่มีความสำคัญประกอบพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ไทยมาแต่ครั้งโบราณ พระมหากษัตริย์ไทยถือว่าเป็นพระรามอวตารหนึ่งของพระนารายณ์หรือพระวิษณุที่ลงมาปราบยุคเข็ญ มีเมืองอโยธยาหรืออยุธยาเป็นราชธานี พระนามของพระมหากษัตริย์ไทยจึงมีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ เป็นพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีเสมอ ทั้งกรุงเทพฯและกรุงศรีอยุธยา ก็มีชื่อเป็นทางการว่าเป็นกรุงศรีอยุธยาของพระราม งานพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 จึงเป็นวรรณกรรมที่สำคัญของคนไทย ตราครุฑพ่าห์ที่สถิตอยู่บนธงมหาราชพื้นสีเหลือง จึงเป็นเครื่องหมายของพระมหากษัตริย์ หรือพระวิษณุที่ทรงครุฑ หรือทรงสุบรรณ

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สืบมรรคา” เป็นตอนที่หนุมานเดินทางไปล่วงหน้าเพื่อสืบหาหนทางนำทัพของพระราม พระลักษณ์ข้ามไปตีกรุงลงกา เพื่อนำนางสีดาซึ่งถูกทศกัณฐ์ลักพากลับสู่พระนครอโยธยาราชธานี ผ่านพบกับอุปสรรคต่าง ๆ รวมทั้งได้ช่วยให้ผู้ที่ถูกคำสาปได้พ้นคำสาปด้วย รามเกียรติ์ตอนนี้ไม่สู้จะได้เห็นได้ชมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางอังกาศตไล ผีเสื้อผู้รักษาเมืองลังกาทางอากาศ กรุงเทพฯเราก็มีศาลพระเสื้อเมือง น่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นนาง ส่วนนางผีเสื้อสมุทรในรามเกียรติ์ เป็นนายด่านป้องกันทางน้ำ หนุมานเหาะเข้าปากออกหู เข้าหูออกปาก เข้าจมูกลงไปแหวะท้องนางผีเสื้อสมุทรจนตาย นางผีเสื้อสมุทรของพระอภัยมณีของสุนทรภู่ก็น่าจะเอาความคิดมาจากผีเสื้อสมุทรในเรื่องรามเกียรติ์ก็ได้ นอกจากนี้ ก็ได้ทราบที่มาของคำว่ายักษ์ปักหลั่น

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดีเกินคาด ตั้งแต่การแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2547 จนถึงตอน “สืบมรรคา” รวมเป็น 8 ตอนแล้ว และคงจะแสดงสืบต่อไปเรื่อย ๆ

ขอชื่นชมยินดีกับท่านผู้อำนวยการผลิตและประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแสดง รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ทั้งผู้กำกับการแสดง ผู้เขียนบทผู้ออกแบบฉาก ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายนักร้อง นักดนตรี นักแสดงทุกคนเป็นอย่างยิ่ง ต้องถือว่าทุกท่านและทุกคนได้มีส่วนสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของไทยให้ยั่งยืนต่อไป

ขอแสดงความชื่นชมอีกครั้ง


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ