วิสัยทัศน์ ทางการศึกษาของเจ้าสัว

คอลัมม์ คนเดินตรอก โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

ได้อ่านวิสัยทัศน์ย่อ ๆ ของเจ้าสัวท่านหนึ่งที่ไปแสดงที่เวทีสำหรับการศึกษาของโลกที่ปารีส การศึกษาควรจะเป็นแค่การสร้างคนเอาไว้ให้นายทุนเอาไว้ใช้งานเท่านั้น ดังนั้น อย่าได้เสียเวลาเรียนในโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ให้เสียเวลานาน ๆ เลย มหาวิทยาลัยที่แท้จริง คือ สังคม ลดเวลาการเรียนในโรงเรียนลง เป็นชั้นประถมแทนที่จะเรียน 6 ปี

เรียนทางอ่านออกเขียนได้บวกลบคูณหารเป็นก็พอแล้ว ที่เหลือเชื่อก็คือ ไม่มีสื่อกระแสหลักช่องใด หรือฉบับใด วิพากษ์วิจารณ์เจ้าสัวคนนี้เลย

ความเห็นเช่นนี้เป็นความเห็นของคนรวยที่เมืองไทยอันเป็นสังคมที่ยกย่อง “คนรวย” ทางทรัพย์สิน ต่างจากสังคมในยุโรป หรือแม้แต่สังคมจีน ที่ยกย่อง “คนรวย” ทางปัญญา มากกว่าสังคมอินเดีย ชาวฮินดูที่เหนือชั้นวรรณะ พ่อค้าถูกให้สังกัดวรรณะแพศย์ รองลงมาจากวรรณะกษัตริย์ หรือนักปราชญ์ นักรบ วรรณะพราหมณ์ นักปราชญ์ ราชบัณฑิต นักคิด ที่แปลกก็คือคำว่า แพศยา กลับแปลว่า โสเภณี หรือคนสำส่อนมากชู้หลายผัว แพศยาเป็นคำนามเพศหญิง ส่วนแพศย์เป็นคำนามเพศชาย ความคิดความเห็นของคนในวรรณะนี้จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าความคิดที่จะหาเงินเท่านั้น

การพัฒนาคนนั้นมีความหมายมากกว่าการให้การศึกษาเพียงเพื่อให้เป็นเหมือนวัตถุดิบ หรือเครื่องมือเครื่องจักรในวงจรการผลิตเหมือนสิ่งมีชีวิตอย่างอื่น เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย โค กระบือ ล่อ ลา

ซึ่งมนุษย์ที่เป็นเจ้าของซื้อหรือสร้างขึ้นมา เพื่อใช้งานในการผลิตสิ่งของหรือผลิตของอย่างอื่น แต่มนุษย์นั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตประเภทนั้น แต่มนุษย์เป็นผู้มีจรรยา เป็นผู้สร้างสังคม เรียนรู้จากสังคมและนำสังคมไปข้างหน้า

เจ้าสัวเองก็เป็นคนหรือมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นคนโชคดี ร่ำรวยจากการใช้แรงงาน และสามารถสะสมแรงงานผู้อื่นไว้เป็นความมั่งคั่งและเป็นทุนสำหรับจะผลิตต่อไป ผู้คนในสังคมไทยยกย่องเพราะร่ำรวยมีทุนรอนลงทุนสร้างงานให้ผู้อื่น

น่ายกย่องในความฉลาดในการทำมาหากิน ทำกำไรจนคนอื่นแข่งขันด้วยไม่ได้ เพราะเจ้าสัวมีเครือข่ายการตลาด และที่ตั้งของร้านรวงที่สะดวกในการไปมาหาซื้อ ขณะเดียวกันก็ได้เปรียบเพราะสามารถผลิตได้ทีละมาก ๆ แล้วนำออกมาขายในร้านค้าย่อยสะดวกซื้อ ซึ่งชาวบ้านขนาดกลางและขนาดย่อยทำสู้ไม่ได้ กลายเป็น “ปลาเล็ก” เป็นเหยื่อของ “ปลาใหญ่”

แต่การศึกษานั้นมีจุดมุ่งหมายสูงส่งกว่าการฝึกฝนให้เอาไว้ใช้งานแบบฝึกช้าง ม้า วัว ควาย โค กระบือ ล่อ ลา ที่เขาฝึกไว้ใช้งานโดยไม่ต้องใช้สมองมากนัก แต่การฝึกมนุษย์ให้เป็นคน ให้เป็นอัจฉริยะ ให้คิดเองเป็น เป็นคนที่สร้างสมโลกทั้งที่จับต้องได้อย่างที่เจ้าสัวทำอยู่ และได้รับการยกย่องอยู่ในขณะนี้ และกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น การเป็นผู้นำทางด้านศิลปวัฒนธรรม คุณธรรม และจริยธรรม รวมทั้งคุณค่า หรือ value อันดีงามของสังคม ซึ่งเจ้าสัวยังไม่ได้ทำหรือทำก็น้อย นอกจากฮวงซุ้ยหินอ่อนจากอิตาลีอันสวยงามเมื่อปิดลงแล้วก็ไม่มีใครเห็น แม้แต่เจ้าสัวเองก็ไม่แน่ใจนักว่าจะได้เห็น จะได้ชื่นชมในสังคมหลักย่อมมีผู้คนหลายชั้นหลายวรรณะอย่างที่อินเดียโบราณแบ่งไว้ก็ไม่แปลก แต่ที่แปลกก็คือ ผู้คนในสังคมไทยนั้นเปิดโอกาส สามารถเปลี่ยนชั้นวรรณะได้ บรรพบุรุษของเฮียมาเมืองไทยด้วยเสื่อผืนหมอนใบจาก

ดินแดนที่แห้งแล้งจากตำบลโผเล้ง หรือเตียเอี้ย หรือซัวเถา หรือซัวม้วย ในจังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ด้วยความประหยัดมัธยัสถ์ ขยันขันแข็ง แม้การศึกษาจะไม่เท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร เพราะสมัยนั้นการแข่งขันก็ยังไม่สูง โอกาสทางการเมืองก็ยังไม่เปิดสำหรับคนไทยเชื้อสายจีน ประกอบกับคนไทยถ้าไม่เป็นขุนนางมีการศึกษาก็เป็นไพร่ ทำไร่ทำนา ศึกษาแต่ภาคบังคับประถมปีที่ 4 จบออกมาแล้วไม่ฝึกก็ลืมอ่านเขียนหนังสือ เพราะไม่มีหนังสือจะอ่านมีคำพังเพยดูถูกพ่อค้าว่า “สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง” คนไทยหยิ่งจองหอง

ขายอาหารจานร้อนเหมือนกันถูกลูกค้าด่าทอว่า “เฮ้ย กินวันนี้นะ ไม่ใช่พรุ่งนี้” พ่อค้าแม่ค้าไทยจะตอบว่า “อยากเร็วก็ไปกินร้านอื่นซิ ร้านนี้ช้าอย่างนี้แหละ” ถ้าเป็นร้านพ่อค้าแม่ค้าจีน ทั้ง ๆ ที่มือระวิงมิได้หยุด ก็จะตอบว่า “จ้ะ ๆ เสร็จแล้วจ้า ได้เดี๋ยวนี้จ้า” ต่อไปลูกค้าจะเข้าร้านไหนความซื่อสัตย์สุจริต การรักษาชื่อแซ่ ยี่ห้อ การรวมเข้าเป็นพวกช่วยเหลือซึ่งกันและกันในฐานะคนต่างด้าวด้วยกัน ถูกกีดกันทำการเกษตรก็ไม่ได้ เคยถูกรัฐบาลเผด็จการก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เข้าร่วมสงครามกับญี่ปุ่นและเยอรมันว่าเป็น “ยิวแห่งบูรพาทิศ” เศรษฐกิจไทยทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองจึงตกอยู่ในมือของคนจีนเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการที่ต้องรับสัมปทานจากรัฐ หรือได้รับนิติกรสิทธิสามารถผูกขาดโดยการซื้อนิติกรสิทธิในการผลิตก่อนที่จะหมดอายุก็สามารถตั้งตัวได้ เพราะมีช่วงระยะเวลาของการผูกขาด

วิสัยทัศน์และคุณค่าของชีวิตของคนเหล่านี้จึงเป็นไปในสิ่งที่ตนประสบความสำเร็จ คือการแสวงหา “ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ” หรือ economic rent ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น ชนชั้นคนเท่านั้นที่

เป็นคน ส่วนมนุษย์ทั่วไปเป็นเพียงเครื่องมือในการผลิต จึงไม่จำเป็นต้องมีการศึกษา ไม่ควรอยู่ในโรงเรียนนาน เสียเวลา ออกมาทำงานหาเงินกับนายทุนดีกว่า แต่งงานเร็ว ๆ มีลูกเร็ว ๆ เพื่อผลิตมนุษย์ออกมาทำงานให้คนดีกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอารยะ ผลิตศิลปวัฒนธรรม อยู่ดีกินดี อ่านออกเขียนได้ บวกลบคูณหารได้ มีเงินใช้ไปวัน ๆ ก็พอแล้ว เสียเวลาศึกษาอยู่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็พอแล้ว เรียนเป็นด็อกเตอร์ ดุษฎีบัณฑิต ในที่สุดก็กลับมาเป็นลูกน้องคนจบเพียง ป.4 เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งส่งออก ก็เท่านั้นเอง

ไม่มีอะไรมาก การศึกษาก่อนมหาวิทยาลัย 12 ปี มหาวิทยาลัยอีก 4 ปี ก็ไม่มีประโยชน์ เรียนประถมศึกษา 2 ปี มัธยมศึกษา 2-4 ปี มหาวิทยาลัย 2 ปี หรือไม่ต้องเรียนก็พอแล้ว จะได้รวยเหมือนเจ้าสัว เป็นปัญญาชนไปทำไมไม่จำเป็น ไม่ได้ผลิตอะไร สร้างอะไรให้สังคม ตำรับตำรา วรรณคดี หนังสือประวัติศาสตร์ เผาทิ้งเสียให้หมด เอาไว้แต่คู่มือการเพาะปลูก เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา เลี้ยงนกกระทา นกพิราบ คู่มือในการทำงานในโรงงาน เท่านั้นก็พอแล้ว ช่างเป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลจริง ๆ แต่ไม่รับรองว่าเมื่อทุกคนทำเช่นนี้แล้วจะได้เป็นเจ้าสัวหรือไม่สักกี่คน คนรวยพูดอะไรก็น่ารักเสียหมด พูดอะไรก็ถูกเสียหมด เสียอย่างเดียวพูดไม่ชัดเท่านั้นเอง

ทฤษฎี 2 สูง ก็เคยเสนอมาแล้วว่า ถ้าอยากให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าแบบอเมริกา หรือยุโรป ต้องให้ราคาสินค้าทุกชนิดมีราคาสูง ขณะเดียวกันก็ต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานให้สูง ค่าจ้างแรงงานต้องสูงกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน 10 เท่า ขณะเดียวกันก็ให้ราคาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ มีราคาสูงขึ้น 10 เท่าด้วย ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่เจริญ เพียงแต่ไม่ได้บอกว่าควรทำอย่างไร

ถ้าจะให้ตรงใจเจ้าสัวก็มี 2 วิธี

วิธีที่ 1 ก็คือ เร่งพัฒนาประเทศให้เจริญมั่นคงขึ้น จนผลผลิตต่อหัวเทียบเท่ากับยุโรป และอเมริกา ซึ่งไม่ง่าย ต้องใช้เวลาแข่งกับเขาเป็น 100 ปี ก็ไม่แน่ใจว่าจะทันเขาหรือเปล่า วิธีที่ 2 ก็คือ พิมพ์เงินออกมาใช้มาก ๆ จนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาข้าวของและค่าแรงก็คงจะเพิ่ม 10 เท่าได้ ไม่แน่ใจว่าเจ้าสัวท่านจะแบบไหน สำหรับทฤษฎี 2 สูงของท่าน คนไทยทุกคนเงียบหมด ไม่รู้ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

อีกทฤษฎีหนึ่งเสนอให้เกาะภูเก็ตเป็นเขตปลอดภาษี หรือเป็น free port แบบฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ลดภาษีลงเพื่อรับนักท่องเที่ยวและการลงทุนแข่งกับฮ่องกง และสิงคโปร์ ลืมนึกไปว่า เรามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่สร้างปัญหาให้กับฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว จะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษภูเก็ต หรือสมุยขึ้นมาอีก ให้มีปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก เงินที่ได้จากนักท่องเที่ยว ไม่แน่ว่าจะพอให้กับฝ่ายความมั่นคง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือไม่

ความจริง ฟังข้อเสนอทฤษฎี 2 สูงบ้าง ทฤษฎีการศึกษาบ้าง ข้อเสนอทำให้ภูเก็ตเป็นฮ่องกง สิงคโปร์บ้าง ไม่ต้องคิดอะไรก็เพลินดี ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่ต้องโต้ตอบและไม่ต้องทำตาม คนไทยจะได้ไม่เป็นแต่เพียงมนุษย์ที่เป็นปัจจัยการผลิตเท่านั้นแต่เป็นคนด้วย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @Prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ