จะอยู่กันอย่างไร

File Photo by Anusak Laowilas/NurPhoto via Getty Images

คอลัมน์ คนเดินตรอก

โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

 

สงครามการค้าระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง กำลังสนุก ใครจะเสียหายมากกว่ากัน ระหว่างโรงงานของโลกกับสังคมบริโภคนิยมที่สร้างหนี้ไว้ให้คนอเมริกันต้องทำงานเสียภาษีใช้ต้นและดอกเบี้ย แทนที่จะได้เอาไปลงทุนผลิตสินค้าและบริการทำมาค้าขายให้กับชาวโลก อยู่ดี ๆ ก็เกิดการระบาดของโคโรน่าไวรัส หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลกว่า โรคโควิด-19 ผู้คนในเมืองจีนติดโรคนี้มากมายจำนวนหลายหมื่น ยอดคนตายหลายพันคน จนเป็นที่วิตกไปทั่วโลก ทางการจีนสั่งปิดประเทศไม่ให้คนและสินค้าเข้าออกจากประเทศจีน ยกเว้นของจำเป็น เช่น หน้ากากและยาเวชภัณฑ์จากประเทศไทย เพราะกฎหมายของเราไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนประเทศอื่น

ขณะที่กำลังมีโรคระบาด เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และคนไทยขาดแคลนหน้ากาก กระทรวงพาณิชย์ของเรากลับลงนามอนุญาตการส่งออกหน้าตาเฉย รัฐบาลมีอำนาจยกเลิกสิ่งของที่คนไทยด้วยกันต้องใช้ด้วยความจำเป็นได้เสมอ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ

เมื่อเมืองจีนควบคุมโรคได้เพราะอำนาจรัฐของเขามีความเข้มแข็งกว่าของเรามาก การควบคุมกันเองของสังคมที่พรรคคอมมิวนิสต์ปกครองนั้นเข้มแข็งกว่าของเรา อย่างที่เห็นในกรณีผีน้อยที่กลับมาจากเกาหลีใต้ที่จะต้องกักกันตัวเองอยู่แต่ในบ้าน 14 วัน เหมือน ๆ กับที่กลับมาจากจีน 139 คน ที่ต้องไปอยู่ในหอพักเพื่อดูอาการ อย่างไรก็ตาม ผีน้อยที่กลับจากเกาหลีใต้ก็ยังไม่มีรายงานว่า มีใครติดโรคโควิด-19 ก็โชคดีไป เรื่องการควบคุมโรคร้ายก็พอจะเบาใจ และไว้ใจในความสามารถของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข

แต่เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะเมื่อโรงงานโลก world factory หรือจีน ประกาศปิดประเทศ ห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมทั่วโลกน่าจะต้องหยุดชะงัก และเมื่อการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปเมืองจีน การนำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากเมืองจีนเป็นอันหยุดชะงัก ห่วงโซ่ของการผลิตทั่วโลกก็คงจะหยุดชะงัก สินค้าอุปโภคบริโภคที่อเมริกาและยุโรปก็จะเกิดการขาดแคลน ความตระหนกตกใจของคนอเมริกันและคนยุโรปเกิดขึ้นทันที มีการแห่กันไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เอามากักตุนไว้จนหมดร้าน ความตระหนกตกใจลามมาถึงประเทศในทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย ทั้ง ๆ ที่เข้าใจว่ามีของให้ใช้เหลือเฟือ

พวกที่ตกใจรีบกักตุนข้าวของมากที่สุดก็คือ บุคลากรทางการแพทย์ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รัฐบาลก็ไม่มีปัญญาที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน เผลอ ๆ บ้านของหัวหน้ารัฐบาล และคณะรัฐมนตรีนั่นเอง ที่รีบกักตุนสินค้ามากที่สุด จนคนอื่นตกใจแห่ทำตาม

ที่ตกใจตื่นตูมมากที่สุดในทุกบ้าน ทุกครอบครัว ก็คือแม่บ้าน บัดนี้ในครัวเต็มไปด้วยข้าวสารอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง หมูเนื้อกระป๋อง ราวกับจะกินได้ทั้งปี แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ของขาดตลาดได้อย่างไร ผู้คนตามห้างร้านสรรพสินค้าหายไปเข้าคิวจ่ายเงินอยู่ที่ร้านค้าปลีกและร้านค้าส่ง รวมทั้งร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน มหาวิทยาลัยทำท่าจะต้องปิด

ประชาชนทุกคนทุกวันนี้สำลักข่าวโควิด-19 จากข้อมูลทุกรูปแบบที่ส่งเข้ามา จากออนไลน์ จากโทรทัศน์ จากหนังสือพิมพ์ สำนักข่าวจริงและไม่จริง ผู้รู้และผู้ไม่รู้ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ยินว่าประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี เยอรมนี อังกฤษ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ประกาศปิดประเทศไปแล้ว

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลประกาศว่าประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์โรคระบาดระยะที่ 2 ทั้ง ๆ ที่เงื่อนไขของการเข้าสู่ระยะที่ 3 ตามมาตรฐานสากลดูน่าจะครบถ้วนแล้ว แต่รัฐบาลไทยประกาศว่าประเทศไทยมีมาตรฐานของตนเอง ไม่จำเป็นต้องตามมาตรฐานสากล แต่ไม่มีใครรู้ว่ามาตรฐานของประเทศไทยในการประกาศว่า ประเทศไทยยังอยู่ในระยะที่ 2 ยังไม่มีเงื่อนไขที่จะประกาศว่าประเทศได้เข้าสู่ระยะที่ 3 ของโรคระบาดมหาภัย แต่เงื่อนไขที่ว่าไม่ใช่เงื่อนไขตามมาตรฐานสากล แต่เป็นเงื่อนไขตามมาตรฐานของไทยนั้น ไม่มีใครรู้ว่าแตกต่างจากมาตรฐานสากลอย่างไร ของใครเคร่งกว่ากัน อย่างไรตรงไหน ฟังดูรู้สึกว่ายังไม่มีใครเข้าใจ ก็ต้องอยู่อย่างงง ๆ กันไป

ฟังดูจากสื่อ ไม่ใช่จากรัฐบาล ก็เข้าใจว่าโรคร้ายนี้ไม่สามารถยับยั้งการติดต่อได้ ตราบใดที่คนเรายังต้องทำมาหากิน แม้ว่าธุรกิจหลังร้านอาคารพาณิชย์ทั้งหลายจะประกาศปิดอาคาร ปิดสำนักงาน ตึกที่มีความสูง 50-60 ชั้น เป็นที่ทำการของบริษัท 40-50 บริษัท แต่พนักงานก็ต้องหอบเอางานไปทำที่บ้าน หลายบริษัทประกาศให้พนักงานสลับกันมาทำงาน หรือเหลื่อมเวลาการทำงานกัน อย่างไรก็ต้องลดกำลังการผลิตสินค้าและบริการอยู่แล้ว เพราะตลาดของทุกสินค้าหดตัวกันหมด

ในปี 2563 นี้ ทุกบริษัทห้างร้านคงจะขาดทุนกันหมด คงไม่มีบริษัทใดได้กำไร ดังจะเห็นได้จากราคาหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งราคาตกกันหมด พนักงานทุกคนตั้งแต่ระดับบริหารลงมาถึงระดับพนักงานข้างล่าง ผู้ใช้แรงงานต้องระวังตัวแจว่าจะถูกปลดออกจากงาน จะถูกยื่นซองขาวหรือไม่ การขึ้นเงินเดือนหรือการได้โบนัสประจำปีคงต้องลืมไปได้เลย

ทางด้านภาคเกษตรกรรม เกษตรกรชาวไร่ชาวนาจะทำการเพาะปลูกเต็มกำลังการผลิตอยู่แล้ว แต่ภาวะเศรษฐกิจของโลกและประเทศคู่ค้าของเรามีปัญหา ความต้องการสินค้าเกษตรของเรา ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง น้ำตาล ยางพารา น้ำมันปาล์ม ราคาคงจะแห่กันตกหมด รายได้ของครัวเรือนก็คงจะตกต่ำลง

ยิ่งถ้าค่าเงินบาทแข็งเพราะความโง่เขลาของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ไม่ให้ความสนใจอัตราแลกเปลี่ยน ไปให้น้ำหนักกับอัตราเงินเฟ้อซึ่งไม่มีเลย อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ตกต่ำ แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดและบัญชีการชำระเงินเกินดุล ทำให้เงินบาทแข็ง ถ้าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ถูกผู้นำรัฐบาลเรียกมาเล่นงาน ก็คงไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยและแทรกแซงเงินบาทให้อ่อนลง ค่าเงินบาทคงหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ไปแล้ว

ประเทศไทยโชคร้ายที่มีธนาคารกลางที่เต็มไปด้วยอวิชชา ยังหวาดผวากับความผิดพลาดของตนในอดีต กลัวเศรษฐกิจจะเป็น “ฟองสบู่” ในยามที่เศรษฐกิจซบเซา พอเห็นเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวก็รีบใช้มาตรการทางการเงินต่อต้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทันที เป็นเรื่องแปลกประหลาดเหลือเชื่อ

ทัศนคติเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ผิด สะท้อนได้จากอดีตพนักงานชั้นสูงของธนาคารชาติที่ผันตัวไปเล่นการเมือง เป็นอดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง ออกมาให้ความเห็นสนับสนุนให้เงินบาทแข็ง เพราะธุรกิจจะได้เปลี่ยนเครื่องจักร เพราะการนำเข้าเครื่องจักรใหม่จะมีราคาถูกเมื่อคิดเป็นเงินบาท โดยไม่ได้ลืมหูลืมตาดูว่า ขณะนี้โรงงานต่าง ๆ ไม่ได้ใช้เครื่องจักรอย่างเต็มที่ เฉลี่ยแล้วใช้เพียง 50-60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วใครจะสั่งเครื่องจักรใหม่มา ไม่ว่าจะถูกหรือแพง เท่าที่มีอยู่ถ้าขายเป็นเศษเหล็กได้ก็อยากจะขายอยู่แล้ว แต่มันขายไม่ได้ ย้ายไปประเทศอื่นก็หยุดหมด

ที่สำคัญ คือ สื่อมวลชนก็ยังไม่ตระหนักว่า ชาวบ้านจะอยู่ได้อย่างไรในยามนี้ ยังสนับสนุนรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพและปัญญาให้อยู่ต่อไป เพราะความที่ตนก็ไม่รู้สถานการณ์เศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ เหมือนกับกบต้มที่น้ำค่อย ๆ ร้อนขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวเองก็สุกไปแล้ว แล้วพวกเราชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร

รัฐบาลที่ประกาศขึ้นภาษีอากรเมื่อปีที่แล้ว จนเกิดภาพตลกที่มีการปลูกมะนาวบนที่ดินแปลงใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ภาษีที่ว่าแม้จะเป็นภาษีที่เก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในยามที่เศรษฐกิจซบเซา แม้จะอ้างว่าผู้ที่เสียภาษีเป็นพวกชนชั้นสูง ซึ่งก็ไม่จริง เพราะคนร่ำคนรวยที่มีบริษัท มีธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน รถยนต์ เรือยนต์ เรือยอชต์ เครื่องบิน ของเหล่านี้เป็นของบริษัทที่ใช้นำมาหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งนั้น ส่วนเจ้าของตัวจริงเวลาใช้งานก็จ่ายเป็นค่าเช่าถูก ๆ เงินที่ขาดทุนก็นำมาหักภาษีได้

การขึ้นภาษีดังกล่าว ขบวนการจัดเก็บมีปัญหาในเรื่องความเป็นธรรมมาก เพราะต้องใช้ดุลพินิจของข้าราชการ อันเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมากมาย คนยิ่งรวยก็ยิ่งเสียภาษีน้อย เพราะอัตราภาษีเงินได้ประเภทดอกเบี้ย และเงินปันผลเป็นภาษีอัตราเดียว และเป็นอัตราที่ต่ำ ไม่ใช่อัตราภาษีก้าวหน้าเหมือนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่รายได้มาจากเงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ นั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย

มีภาษีชนิดเดียวที่เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะมีระบบตรวจเช็ก แม้จะเป็นภาษีที่อัตราภาษีแท้จริงเป็นอัตราถดถอย คนรวยคนจนเสียภาษีในอัตราเดียวกัน แต่เนื่องจากหนีได้ยาก ไม่ต้องใช้ดุลพินิจของข้าราชการ ก็เลยดีกว่าภาษีชนิดอื่น ๆ ในเรื่องความเป็นธรรม

ถ้าจะขึ้นภาษีก็ควรขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่กฎหมายอนุญาตให้เก็บได้ในอัตราสูงสุด 10 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย ภาษีมูลค่าเพิ่มถ้าทำตรงไปตรงมา ผู้บริโภค คนสุดท้ายเป็นผู้รับภาระภาษี แต่เท่าที่สังเกตดู คนต่อต้านมักจะเป็นพ่อค้าผู้ผลิตผู้ขายที่หนีได้ยากกว่า แม้ว่าจะหนีได้อยู่บ้างก็ตาม

ความทุกข์ยากของประชาชนระดับรากหญ้าจากความซบเซาทางเศรษฐกิจ อันสืบเนื่องมาจากรัฐบาลทหารคงจะอยู่กับเราไปอีกนาน จนกว่าเศรษฐกิจจะพังพินาศ แข่งขันกับใครในภูมิภาคไม่ได้เลย

อย่ามาอ้างบุญคุณเลย ที่เข้ามาได้ก็เพราะเสียงจากวุฒิสมาชิกที่ตนแต่งตั้งเอง เลือกกันเอง รวมทั้งการเลือกตั้งก็เอาเปรียบผู้อื่นทุกวิถีทาง

ไม่ได้มีใครเขาเลือกให้มาซะหน่อย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ