ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ 77 ปี “แพ้โหวต ย้ายพรรค ยุติบทบาทการเมือง”

ชิงหัวหน้า ปชป.
คอลัมน์ : Politics policy people forum

พรรคประชาธิปัตย์ กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางหน้าประวัติศาสตร์ 77 ปี

เพราะกำลังอยู่ในช่วงหา “หัวหน้าพรรค” คนใหม่ ที่จะมาฟื้นฟูพรรคให้กลับมามีตัวตน หลังจากกลายเป็นพรรคต่ำร้อย และพรรคต่ำ 50

และเวลานี้ยังหา “ผู้นำ” ที่จะมานำพรรคไม่ได้ มีการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้ว อำนาจใหม่กับอำนาจเก่า ส่งผลให้การประชุม “ล่ม” มาแล้ว 2 ครั้ง

กลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่คุมอำนาจปัจจุบันในพรรคประชาธิปัตย์ เรียกขานกันว่ากลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย แกนหลักคือ เฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรค ที่ยุติบทบาทหน้าม่านการเมือง แต่ยังมากบารมีอยู่เบื้องหลัง ผนึกกำลังกับ “เดชอิศม์ ขาวทอง” สส.สงขลา รักษาการรองหัวหน้าพรรคภาคใต้

มีชื่อ “นราพัฒน์ แก้วทอง” รักษาการรองหัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตผู้ท้าชิงหัวหน้าพรรคฝ่ายแรก

ขณะที่อีกกลุ่มขั้วอำนาจเก่า นำโดยกลุ่มผู้อาวุโสในพรรค ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แล้วจู่ ๆ “มาดามเดียร์” วทันยา บุนนาค อดีตประธานคณะทำงานของพรรคด้านการผลิตนโยบายและการคัดเลือกผู้สมัครในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก็ปรากฏกายเป็นผู้ท้าชิงอีกคน

กว่าจะถึงวันที่ 9 ธันวาคม อันเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3/2566 เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและ กก.บห.ชุดใหม่ ในวันที่ 9 ธันวาคม 2566 ก็ยังฝุ่นตลบ ใครคือตัวจริง-ใครคือตัวหลอก

แต่ร่องรอยประวัติศาสตร์ 77 ปี พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด มีหัวหน้าพรรคมาแล้ว 8 คน มีการขับเคี่ยวอย่างดุเดือด คนชนะขึ้นสู่อำนาจ คนแพ้ไม่มีที่ยืนก็หลายหน

ต่อไปนี้คือ ที่มา-ที่ไป หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 8 คน ก่อนจะถึงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนที่ 9

ควง คานอำนาจปรีดี

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนแรกคือ “ควง อภัยวงศ์” การก่อตัวของพรรคประชาธิปัตย์ เกิดจากการรวมกลุ่มของคนการเมืองที่อยู่ต่างขั้วกับ “ปรีดี พนมยงค์” เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช-ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช-โชติ คุ้มพันธ์-เลียง ไชยกาล

“พรรคประชาธิปัตย์” ในเวลานั้น เดินเกมรุก ตั้งกระทู้เรื่องการใช้จ่ายเงินและอภิสิทธิ์ของฝ่ายเสรีไทย ไปจนถึง กรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับรัฐบาลปรีดี หมดวาระ รัฐบาลเจอแรงกดดันอย่างหนัก แต่ปรีดีก็สามารถฝ่าด่านเลือกตั้งเข้าสภาได้สำเร็จ กลับตัดสินใจส่งไม้ต่อให้ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาสวัสดิ์ เป็นนายกฯ สุดท้ายเกิดการรัฐประหาร 2490 นำโดย จอมพลผิน ชุณหะวัณ

และหนึ่งในผลพวงการรัฐประหาร การเลือกตั้งในเวลาต่อมา พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมากในสภา โดยมี “ควง” เป็นนายกฯ แม้ต่อมา ถูกจี้ลงจากตำแหน่ง เปิดทางให้ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” กลับเข้าสู่อำนาจ เป็นนายกฯ

แต่ “ควง” ก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เรื่อยมา ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน-ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ทั้งรัฐบาลจอมพล ป. รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ รัฐบาลจอมพลถนอม จนดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อปี 2511

ตำนาน เสนีย์ นายกฯ แพ้โหวต

ม.ร.ว.เสนีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แทน “ควง”

นำพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 26 มกราคม 2518 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงในสภาเกินครึ่ง แต่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสียงมากเป็นอันดับ 1 มี สส. 72 เสียง จึงต้องเป็นรัฐบาลผสม

ทว่า แม้สภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากจะโหวต ม.ร.ว.เสนีย์ ได้เป็นนายกฯ แต่ทันทีที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กลับถูกคว่ำ-แพ้โหวตกลางสภา เมื่อ 15 มีนาคม 2518 “ม.ร.ว.เสนีย์” เป็นนายกฯ ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น

แต่ในปี 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ พาพรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้ง วันที่ 4 เมษายน 2519 อีกครั้ง และได้เป็นนายกฯ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กระทั่งต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และวางมือทางการเมือง ในปี 2522

ถนัด ปาดหน้า อุทัย-ชวน

พ.อ. (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 3 เมื่อ 26 พฤษภาคม 2522 สามารถเอาชนะ “อุทัย พิมพ์ใจชน” และ ชวน หลีกภัย ทั้งที่ 2 คน อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน จึงทำให้หลังการพ่ายแพ้ “อุทัย” แยกตัวไปตั้งพรรคปฏิวัติ ซึ่งกลายเป็นพรรคก้าวหน้าในเวลาต่อมา

แม้ พ.อ. (พิเศษ) ถนัด จะไม่ได้ขึ้นสูงได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ร่วมรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และครบวาระดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในปี 2525

พิชัย รัตตกุล

“พิชัย” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค คนที่ 4 ในยุคนี้ถือเป็น “ลมใต้ปีก” ของรัฐบาล พล.อ.เปรม แต่เหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลานี้คือ การเกิด “กบฏ 10 มกรา” ที่สะเทือนไปถึงรัฐบาล

โดยเหตุเกิดที่โรงแรมเอเชีย เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2530 ในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 4

เป็นการแข่งขันกันระหว่าง กลุ่มของนายวีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น ที่สนับสนุนนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ อดีตเลขาธิการพรรคคนที่ 7 เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค กับกลุ่มของนายชวน หลีกภัย และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่เสนอชื่อนาย พิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค สุดท้ายกลุ่มของนายวีระแพ้ให้กับกลุ่มของนายชวน-เสธ.หนั่น

ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2531 กลุ่ม 10 มกรา ออกฤทธิ์เดช “สวนมติพรรค” และ “มติวิปรัฐบาล” โดยการลงมติ แม้ว่า “กฎหมายรัฐบาล” จะได้รับความเห็นชอบ (183 ต่อ 134 เสียง) ถัดมาเพียงวันเดียว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยุบสภาในวันถัดมา และต่อมา เฉลิมพันธ์, วีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรค แยกไปตั้งพรรคประชาชน

ปชป.รุ่งเรืองยุค ชวน

เมื่อ “พิชัย” ครบวาระดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในปี 2534 ชวน หลีกภัย รองหัวหน้าพรรค ภาคใต้ ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค โดยเอาชนะ “มารุต บุนนาค” รองหัวหน้าพรรค กทม. โดย “ชวน” ได้รับการเลือกจากที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2534 ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค คนที่ 5 และพาพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลถึง 2 ครั้ง ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับพรรคไทยรักไทย ของ “ทักษิณ ชินวัตร”

สปิริต บัญญัติ

20 เมษายน 2546 “บัญญัติ บรรทัดฐาน” ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 6 เอาชนะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ อาทิตย์ อุไรรัตน์ แต่หลังจากนำพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 กลับแพ้ให้กับพรรคไทยรักไทย อย่างราบคาบ ได้ สส.เพียง 96 คน เขา และ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค

อภิสิทธิ์ นายกฯ คนที่ 27

หลังจาก “บัญญัติ” แสดงสปิริตลาออก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 23 เมษายน 2548 ให้เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 7

เป็นคนที่นำพาพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง และเป็นนายกฯ คนที่ 27 แต่สุดท้ายพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2554 ให้กับพรรคเพื่อไทย

ต่อมากลายเป็นพรรค “ต่ำร้อย” ในการเลือกตั้ง 2562 เขาแสดงสปิริตลาออก และเหมือนจะถอยห่างการเมือง แต่ก็ไม่เคยห่าง

จุรินทร์ ต่ำ 50

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ภายหลัง “อภิสิทธิ์” ลาออก โดยเอาชนะ อภิรักษ์ โกษะโยธิน-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค-กรณ์ จาติกวณิช

พีระพันธุ์ – กรณ์ลาออก ผู้ชนะร่วมรัฐบาล แต่หลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม พรรคประชาธิปัตย์ได้เพียง 25 เสียง ต่ำกว่าเดิม จุรินทร์ ลาออก


77 ปีแห่งการชิงหัวหน้าพรรคผู้แพ้ บางคนอยู่ต่อ บางคนย้ายพรรคในฐานะกบฏ บางคนยุติการเมือง