มองการเมืองแบบ “โฆษกชัย” เศรษฐา อยู่ยาว 4 ปีวัดกันที่ผลงาน

ขัย วัชรงค์
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโทรโข่งประจำตึกไทยคู่ฟ้า มา 6 เดือน โดยการชักชวนของ “นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” เลขาธิการนายกฯ

ช่วงก่อนเลือกตั้งเขาอยู่ในคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ที่มี “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ ห้อมล้อมด้วยนักเศรษฐศาสตร์ นักคิดนโยบายระดับกูรู เช่น พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ชัยจึงรู้ตื้น-ลึกนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลเพื่อไทยทุกมิติ

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับเขาที่ฐานบัญชาการโฆษก ตึกนารีสโมสร ในฐานะผู้คุมกระบอกเสียงรัฐบาล เขาบอกว่าเขาต้องสู้กับพวกแต่งนิยาย-ปั้นน้ำเป็นตัว โดยเฉพาะนิยายเรื่องเงินดิจิทัลวอลเลต-ทักษิณ ชินวัตร

สู้พวกแต่งนิยาย ปั้นน้ำเป็นตัว

เริ่มต้นจากนโยบายเรือธง “ดิจิทัลวอลเลต” ใช้เงินกว่า 5 แสนล้านบาท กว่าจะผ่านอุปสรรคจนได้ความชัดเจนในวันที่ 10 เมษายน 2567 ถูกตั้งคำถามมากมาย ถาม “ชัย” ว่าการเป็นโฆษกรัฐบาลยามนี้ลำบากหรือไม่

Advertisment

เขาตอบว่า ลำบากพอสมควร แต่ไม่เกินวิสัย ต้องอดทนในความเข้าใจ แม้นโยบายดิจิทัลวอลเลตเป็นเรือธง และทำไม่ได้สักที แต่รัฐบาลไม่ได้งอมืองอเท้าจะทำแต่ดิจิทัลวอลเลต จะเห็นว่านายกฯ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินหน้านโยบายอื่น ๆ รุดหน้าตลอดเวลา

และเราพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า นโยบายดิจิทัลวอลเลตไม่ใช่นโยบายสแตนด์อะโลน เราทำอย่างอื่นเป็นหน้ากระดาน โครงการนี้เป็นโครงการหนึ่งที่จะทำให้ผลงานทุกอย่างกระฉูด แต่ถ้ามาแกล้ง มาขัดขวาง ผลงานก็ยังจะเกิด แต่แทนที่จะเปรี้ยงปร้าง เพราะมีเม็ดเงินมาอัดฉีด ก็จะช้าหน่อย

คนมักจะเปรียบเทียบว่าต้องช่วยกลุ่มเปราะบาง 10-20 ล้านคน ช่วย 600-700 บาทไปเรื่อย ๆ นี่คือวิธีคิดแบบระบบอุปถัมภ์ ผ่านไป 2-3 ปี ใช้เม็ดเงินไม่ต่างกัน แต่ตอนนี้รัฐบาลใช้ครั้งเดียว สตาร์ตเครื่องทีเดียว เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าได้ เพราะมีนโยบายอื่น ๆ ที่จะมารับลูกกันอยู่แล้ว รัฐบาลเชื่อว่าเศรษฐกิจที่ดี พี่น้องประชาชนหารายได้ดีขึ้น ไม่ต้องไปอุปถัมภ์

เที่ยวนี้เราจึงไม่ได้แจกแบบสังคมสงเคราะห์ เราจึงแจกเป็นเงินดิจิทัล ไม่แจกเป็นเงินสด มีคนสร้างนิยายไปไกลถึงว่า อดีตนายกฯ (ทักษิณ ชินวัตร) ซื้อเหรียญ Token ไว้อย่างนู้นอย่างนี้

Advertisment

แต่ที่เราไม่ใช้เป็นเงินบาท เพราะควบคุมการสนองตอบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ ถ้าให้เป็นเงินบาท เอาไปซื้อเหล้า ซื้อเบียร์ ซื้อของนอก บางคนเอาเงินไปเล่นการพนัน ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจเลย และยังคอร์รัปชั่นได้ด้วย

“เขาคิดโครงการมาดีแล้ว แต่พวกปั้นนิยาย ปั้นน้ำเป็นตัว พูดตรง ๆ นะผมฟังเรื่องนี้ คนปั้นเรื่องนี้ ปั้นนิยายมัน”

“ชัย” กล่าวว่า สู้กับพวกนี้ไม่ถึงกับยาก แต่ไม่เคยหยุด การสร้างนิยายกันมาให้ร้ายทำลายกัน จบเรื่องนี้ มีเรื่องใหม่ มัน Nonstop และแปลกนะมีคนเชื่อด้วย

นิยายเพื่อไทยจบสวย

ถามว่านิยายอะไรที่อันตรายต่อรัฐบาลที่สุด เปิดมาแล้วเจ๊งเลย “ชัย” นึกไม่ออก เห็นแค่เรื่องเดียวคือ ความพยายามเรื่องดิจิทัลวอลเลต

แล้วนิยายเรื่อง “ทักษิณ ชินวัตร” จะทำให้รัฐบาลพังไหม โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เรื่องคุณทักษิณ จริง ๆ ผมไม่อยากพูดเท่าไหร่ แต่เรายอมรับความจริงไหมว่า ผู้นำทุกคนเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีใครทำถูกทุกอย่าง คุณทักษิณเป็นคนหนึ่งที่อาจเคยทำอะไรที่ผิดพลาด แต่การลงโทษคุณทักษิณได้สัดส่วนหรือไม่

และโดย Common Sense หลายคดีเป็นคดีการเมือง เป็นการยัดคดี พูดง่าย ๆ เป็นการให้ร้ายป้ายสี ผลลัพธ์ออกมาโดยรวม โดนไม่รู้กี่คดี อยู่นอกประเทศ 17 ปี การอยู่นอกประเทศทั้งที่ใจจะขาด อยากกลับบ้าน เขาต้องทรมานใจ คนที่ฝังหัวว่าเขาเป็นคนไม่ดี ก็แฮปปี้ แล้วพูดคำเดียวว่าถ้าไม่ผิดจริงทำไมไม่กลับมา

แต่เราก็รู้อยู่การเมืองเมืองไทยเป็นอะไร ไม่ต้องอธิบายมาก แต่ให้ดูว่าต่างประเทศเขามีปฏิกิริยากับคุณทักษิณอย่างไร ถ้าคุณทักษิณโกงขนาดที่เมืองไทยประณามกันจริง คิดว่าเขาอนุญาตให้ไปอยู่เหรอ ถ้าเขาเป็นอาชญากร ประเทศที่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทยทำไมไม่จับ ทำไมเขานิ่งเฉย

เพราะเขารู้ว่านี่เป็นเรื่องการเมืองในประเทศ เพียงแต่ของเรามีอคติ และโชคไม่ดีที่ถูกสร้าง Story กลายเป็นปีศาจ

นิยายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมักจบไม่สวย ครั้งนี้คิดว่าตอนจบของนิยายจบสวยหรือไม่ “ชัย” กล่าวว่า ผมคิดว่าจบสวยแน่นอน ภายใต้การนำของนายกฯ เศรษฐา สังเกตได้ว่าน้อยครั้งมากที่ท่านจะพูด Hate Speech ดีลกับความ ไม่ใช่ดีลกับคน น้อยมากที่จะโจมตีตัวบุคคล และใครวิพากษ์วิจารณ์ท่านมักจะน้อมรับ น้อยมาก ๆ ที่จะว่าใครไม่ดี

“ถ้าโมโห คือโมโหไม่ได้ดั่งใจ งานไม่เดิน งานไม่มีประสิทธิภาพ แต่โมโหไม่ประณามที่คน ดังนั้น ด้วยแคแร็กเตอร์แบบนี้ และบรรยากาศการเมืองแบบนี้ ผมว่ายังไงท่านอยู่ยาวแน่ และเพื่อไทยไปได้สวย แต่สุดท้ายวัดที่ผลงาน 4 ปี ผลงานจะเป็นตัวบอก”

เห็นความเชื่อมั่นนายกฯ

ตามนายกฯเศรษฐา มา 6 เดือนเห็นอะไร “ชัย” ตอบว่า นายกฯเศรษฐาขยัน มาก ๆ และมีพลังมหาศาล เป็นคนที่มีความสามารถ มีความจุเยอะมาก แล้วก็จับประเด็นได้ไว สื่อสารได้ดี สื่อสารไม่อ้อมค้อม ตรงไป และยิ่งนับวัน ในช่วง 4-5 เดือนไปแล้ว ผมเห็นความเชื่อมั่นของท่านนายกสูงขึ้น ความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองทำ ทำไปด้วยความเป็นตัวของตัวเองจริงๆ ทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเห็นผล มีความหวังว่าที่ตัวเองลงแรงไปจะได้ผลแน่นอน”

กับคำถามที่ดังก้องทั้งนอกและในสภาว่า ไปต่างประเทศปิดดีลได้หรือไม่ หรือเป็นแค่แมลงวัน “หมอชัย” ท้วงว่า เขาวิจารณ์ ผมเข้าใจ คนที่ไม่เคยทำธุรกิจมา คนเป็นนักกฎหมาย คนรับราชการ ไม่เคยดีลใหญ่ ๆ เกี่ยวกับการค้า การลงทุน เขาอาจพูดไปด้วยความไม่รู้ ว่าการไปดีลใหญ่ ๆ แบบนี้เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ถ้าคนมีประสบการณ์เขาไม่เร่งหรอก เพราะต้องใช้เวลา 1-2 ปี เพราะไม่ใช่ไปซื้อของชิ้นละแสน สองแสน คนวิจารณ์อาจเป็นไปได้ว่าเขาไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน จินตนาการไม่ออก

คนอยู่ในแวดวงธุรกิจเขาก็ยิ้มว่า พวกนี้เอาอะไรมาพูด นายกฯเพิ่งกลับมา และบีโอไอ ประธานผู้แทนการค้าไทยก็อัพเดตแล้วว่าจะมีการลงทุนแน่ 558,000 ล้าน คนพูดคือไม่รู้ ถ้าคนรู้จริงไม่วิจารณ์อย่างนั้น

คำถามสุดท้าย นายกฯเศรษฐาเป็นคนน่ารัก หรือน่ากลัวในสายตาโฆษกรัฐบาล เขาตอบว่า ท่านนายกฯเป็นคนที่น่านับถือ น่ากลัว..ผมไม่เห็นภาพนั้น ใครที่เหลาะแหละ คนที่ไม่เอาไหน ไม่จริงจัง อาจจะไปกับท่านยาก จะรู้สึกว่า..เฮ้ย ลำบาก พูดง่าย ๆ ไปกับท่านนายกฯจะต้องเอาจริงเอาจัง

“ถ้าคุณทำงานหนักมากพอ ละเอียดมากพอ อดทนมากพอ และสุดท้ายมีโฟกัส ทำอะไรก็สำเร็จ ผมว่าจริงนะ 4 ข้อท่านเดินแบบนี้เลย ถ้าใครไม่ทำตามนี้ เดินตามท่านก็ลำบาก อาจเจอแรงกดดันจากความคาดหวังว่าคุณต้องทำแบบนี้”

สร้างเม็ดเงินใหม่ อัดฉีดเข้าระบบ

เศรษฐาเดินทาง 6 เดือน 14 ประเทศ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร “ชัย” เล่าว่า ผลลัพธ์การเจรจาถือว่ายอดเยี่ยม มีความหวัง ความหวังที่คนไทยจะได้เห็นคือเม็ดเงินลงทุน เพราะเศรษฐกิจไทยช่วงหลายปีหลังซบเซาเรื้อรัง หลังจากโควิด-19 จีดีพีของเราต่ำกว่า 2 ผลลัพธ์ของมันแทบกระจายไปไม่ไปถึงคนฐานราก ผลของมันคือนำไปสู่รายรับไม่พอกับรายจ่าย สะท้อนออกมาตัวเลขหนี้ครัวเรือน บวกกับไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้ามา หากินแต่เม็ดเงินเก่า ๆ รายได้ไม่เพิ่ม แถมยังต้องเจียดไปจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กำลังซื้อไม่มี

เราจำเป็นต้องมีเม็ดเงินใหม่ที่ต้องอัดฉีดเข้ามา ที่เร็วคือการท่องเที่ยว ผ่านมา 3 เดือน 9 ล้านคน ใช้จ่ายต่อคนเฉลี่ยต่อหัว 5 หมื่น รวมกว่า 4.5 แสนล้าน มากกว่าปีที่แล้ว

สินค้าเกษตรแทบจะขึ้นยกแผง เช่น ราคายางพาราขึ้นกว่าเมื่อก่อนในช่วงเดียวกัน เพราะเมื่อก่อนราคาไม่เคยขึ้น อย่างเก่งกิโลกรัมละ 40-50 บาท อ้อย ปีนี้ 1,700 บาทต่อตัน ในอดีต 1,100 บาทต่อตัน ถือว่าขึ้นสูงสุดในอุตสาหกรรมอ้อยไทย มันสำปะหลังสูงสุดในรอบ 5 ปี ข้าวช่วงนี้ก็สูงที่สุด หนี้สิน 16 ล้านล้าน ในระบบและนอกระบบถ้าแก้ไขได้ เท่ากับดึงเม็ดเงินที่ถูกดูดออกจากระบบเศรษฐกิจกลับสู่เศรษฐกิจ

Ease of Doing Business รัฐบาลเพิ่งประกาศไป ใบอนุญาตที่เคยขอกันปีแล้วปีเล่าก็ไม่ได้ ต่อไปนี้ถึงกำหนดแล้วถ้ายังไม่ได้ต้องให้อัตโนมัติ และใบอนุญาตที่ซับซ้อน ต้องกำหนดใบใดใบหนึ่งเป็นใบอนุญาตหลัก การต่อใบอนุญาตไม่ต้องยุ่งยากเหมือนในอดีต ไม่ต้องเตรียมเอกสารเหมือนเดิม

จ่ายค่าธรรมเนียมแล้วออกใบอนุญาตได้เลย ใบขับขี่ บัตรประชาชนหาย ไม่ต้องแจ้งความ การเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนทำมาหากิน โดยการบริหารจัดการภาครัฐ ประหยัด รวดเร็ว สะดวกขึ้น ประหยัดขึ้น จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพมหาศาลโดยไม่ต้องใช้เม็ดเงิน

อาจารย์ศุภวุฒิ สายเชื้อ บอกกับผมว่า ถ้าแก้ตรงนี้ได้จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ 10% ของจีดีพี หรือ 1.8 ล้านล้าน เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว

ทั้งหมดที่เล่ามา ตอบคำถามว่าบริหารแล้วจะดีขึ้นได้อย่างไร ดีขึ้นด้วยเม็ดเงินเข้าสู่ระบบที่ขาดเลือด ทำให้กลไกเศรษฐกิจมันคึกคักขึ้น เพราะเราต้องการเม็ดเงิน และโครงการดิจิทัลวอลเลตต้องทำ