ลุ้นระทึกในศาลรัฐธรรมนูญ คดีคุณสมบัติ พิชิต-ยุบก้าวไกล

ศาลรัฐธรรมนูญ
คอลัมน์ : Politics policy people forum

ในเดือนมิถุนายน ไม่แน่ว่าการเมืองอาจเปลี่ยนโฉมหน้าแบบพลิกฝ่ามือ

เพราะเป็นห้วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจนั่งบัลลังก์วินิจฉัย 2 คดีสำคัญไล่เลี่ยกัน ไม่ว่าผลเป็นลบ หรือบวก ย่อมสะเทือนการเมืองไทยนับจากนี้

หนึ่งคือ คดีที่ 40 สว.ยื่นคำร้องประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ถูกร้องที่ 1 และนายพิชิต ชื่นบาน ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่

ดยคำร้องของกลุ่ม 40 สว.อ้างถึงการแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” ซึ่งมีปัญหาด้านมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นที่ประจักษ์ และ “เศรษฐา” ได้ตั้งให้มาเป็นรัฐมนตรี

เป็นเหตุผลให้ 21 พฤษภาคม 2567 “พิชิต” ต้องลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี โดยลั่นวาจาลาออกเพื่อชาติ ตัดตอนไม่ให้ไฟ (การเมือง) ลามทุ่ง

Advertisment

คำร้องของกลุ่ม 40 สว.มี 2 ขยัก หนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง สอง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ “เศรษฐา” หยุดปฏิบัติหน้าที่

ปรากฏว่าศาลรับคำร้องไว้วินิจฉัย เมื่อ 23 พฤษภาคม 2567 มีมติ 6 ต่อ 3 ให้รับคำร้อง

และเสียงข้างมากแบบ “เฉียดฉิว” 5 ต่อ 4 เห็นว่า นายกฯเศรษฐาไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ส่งคำชี้แจงภายใน 15 วัน

เศรษฐากางปฏิทินชี้ว่า วันที่ 10 มิถุนายน คือเส้นตายที่ต้องยื่นคำชี้แจง และไม่ต้องการขยายเวลาออกไป

Advertisment

อย่างไรก็ตาม แผนการของกลุ่ม 40 สว.ถูกกางออกมาผ่านตัวละคร สว. 40 คน ส่วนใหญ่ถูกนำไปผูกโยงกับขั้วอำนาจเก่า

คนในพรรคเพื่อไทย ชี้ว่าเป็นการวางหมากของ สว.เครือข่ายบ้านป่ารอยต่อ และ สว.ขั้วอำนาจ คสช. หวังเขย่าเก้าอี้-ล้มกระดานนายกรัฐมนตรี

“พิชิต” อาจกลายเป็นแค่เบี้ยที่ต้องสละชีพในเกมนี้ ขณะเดียวกัน การสู้คดีนี้รัฐบาลจำเป็นต้องแก้กับดัก และคนที่รู้ช่องทาง “กับดัก” รัฐธรรมนูญแบบทะลุปรุโปร่งคือ วิษณุ เครืองาม ที่ถูกดึงมาเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ตรวจร่างคำชี้แจงก่อนให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

“ได้มีการปรึกษานายวิษณุ เพราะเป็นหนึ่งในคนที่ต้องไปขอคำปรึกษา” นายกฯกล่าว

เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 หัวเรือใหญ่ในการร่างคือ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ในฐานะประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

และ วิษณุ-มีชัย คือ 2 มือกฎหมายระดับปรมาจารย์ที่ทำงานด้วยกันมาหลายทศวรรษ

“วิษณุ” เคยบันทึกไว้ว่า “การได้ทำงานกับคุณมีชัยถือว่าเป็นกำไรสุดยอดในชีวิต เหมือนเข้าโรงเรียนโดยไม่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิต เหมือนดูหนังดูละครแล้วเต็มอิ่ม”

และนับแต่ยุค คสช. “วิษณุ-มีชัย” ก็เข้ามาร่วมกันเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพราะ คสช.มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นฝ่ายเขียน

และเมื่อมีการฟอร์มอำนาจการบริหาร “วิษณุ” เป็น รองนายกฯ ในรัฐบาลประยุทธ์ จากนั้นปีเศษ “มีชัย” ก็เป็นหัวหน้าคณะเขียนรัฐธรรมนูญ 60

รัฐบาลเศรษฐาจึงย้อนกลับมาใช้บริการ “วิษณุ” อีกครั้ง แก้เกมกลุ่ม 40 สว.

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ว่ากระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญจะไปยุติด้วยคำตอบแบบใด แต่ถ้าย้อนกลับไปดูยุค พล.อ.ประยุทธ์ คำตอบคือคลื่นอย่างไรก็ล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่รัฐบาลเศรษฐาก็อาจจะต้องดูผลที่เกิดขึ้น

มติ 5 ต่อ 4 ตีความได้ 2 อย่าง ด้านหนึ่งเหมือนกับยืดอายุให้รัฐบาลไม่ล้มทันที ให้รัฐบาลชี้แจง แต่สุดท้ายอาจถูกศาลตัดสิน หรือเปิดโอกาสให้รัฐบาลชี้แจง รัฐบาลอาจชี้แจงภายใต้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ตอบคำถามเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของพิชิต

แต่อาจถูกโต้แย้งว่าคำถามที่มีธงทางการเมืองอยู่ ดังนั้น เราอาจคาดเดาไม่ได้คือ 5 ต่อ 4 ของศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายจะยังเป็น 5 ต่อ 4 หรือไม่ในท้ายที่สุด หรือจะกลายเป็น 6 ต่อ 3 จบลงด้วยคำตัดสินของศาล เหมือนยุคที่รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย เจอ

“แปลว่าวันนี้กระบวนการล้มรัฐบาลของฝ่ายขวา ไม่ต้องอาศัยการรัฐประหาร แต่ผลที่ตามมาคือความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และทำให้การเมืองไทยขาดความน่าเชื่อถือบนเวทีโลก เพราะเป็นการเมืองของความไม่แน่นอน”

ระทึกยุบ-ไม่ยุบก้าวไกล

อีกคดีหนึ่งคือ คดีของพรรคก้าวไกล ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรค กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)

พรรคก้าวไกลขอขยายการยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาออกไปแล้ว 3 ครั้ง

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ตามกระบวนการเราจะยื่นในวันที่ 4 มิถุนายน จะมีการแถลงแนวทางการต่อสู้ รวมถึงการเผยแพร่เอกสารที่เราได้ยื่นต่อศาลในวันที่ 9 มิถุนายน

โดยแนวทางในการต่อสู้ เราตั้งใจจะแถลงในวันนั้นทีเดียว ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ทำเต็มที่ในสิ่งที่เราทำได้ เพื่อยืนยันแนวทางการต่อสู้คดีของเรา โดยทั้งนี้ ทาง สส.ของเราก็เตรียมงานในสภาอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน ทั้งในเรื่องร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติ และการประชุมงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568

เราก็ทำเต็มที่ในการปกป้องพรรค เรายังมองว่านี่คือภารกิจสำคัญที่ไม่ใช่เฉพาะการปกป้องพรรค แต่มันเป็นการยืนยันหลักการที่เราเห็นว่าถูกต้องอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้เราเสียสมาธิในการทำงานด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะงานในส่วนของสภา ขอยืนยันว่าเรายังคงเดินหน้าเต็มที่เป็นเอกภาพ

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง (พรรคก้าวไกล และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์) เป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทั้งนี้ จากการที่พรรคก้าวไกลและพิธา หัวหน้าพรรคในเวลานั้น หาเสียงช่วงก่อนเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 มีนโยบายนแก้ไขมาตรา 112

กกต.จึงหยิบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 พิจารณา แล้วมีมติชงศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกลอีกรอบ

มีรายงานว่า การต่อสู้ของพรรคก้าวไกล อาจหยิบยกข้อกฎหมาย-ข้อเท็จจริงที่พรรคก้าวไกลได้หยุดรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 49 และสั่งให้พรรคก้าวไกล “หยุดการกระทำ” แล้ว

ดังนั้น จึงยังไม่เข้าข่ายรัฐธรรมนูญมาตรา 92 (1) (2) มีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทั้ง 2 คดีสุดระทึกสำหรับคนการเมือง อาจมีคำตอบในเดือนนี้