วิโรจน์ บุกสรรพากร จี้วินิจฉัยกรณี ‘ตั๋ว PN’ นายกฯ ให้เป็นลายลักษณ์อักษร

วิโรจน์ บุกสรรพากร จี้วินิจฉัยกรณี 'ตั๋ว PN' นายกฯ ให้เป็นลายลักษณ์อักษร

วิโรจน์ บุกสรรพากร ยื่นหนังสือจี้วินิจฉัยกรณี ‘ตั๋ว PN’ นายกฯ เป็นลายลักษณ์อักษร หวั่นสร้างบรรทัดฐานใช้เครื่องมือการเงินเลี่ยงภาษี บุกต่อกรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดินโรงแรม

ที่กรมสรรพากร นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางไปยื่นหนังสือต่อกรมสรรพากร ให้วินิจฉัยการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (ตั๋ว PN) ในการซื้อหุ้น จากกรณีที่ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าอาจจะเข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่

นายวิโรจน์ระบุว่า กรณีการซื้อหุ้นของนายกรัฐมนตรี ต้องมีการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการและเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าเข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เจตนาที่แท้จริงคือการรับให้หุ้นจากบุคคลในครอบครัว แต่ใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อทำนิติกรรมอำพราง เปลี่ยนเจตนาที่แท้จริงคือการรับให้ เป็นการซื้อขายเพียงแค่รูปแบบ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้ 5% ใช่หรือไม่

ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะ น.ส.แพทองธารไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นผู้นำประเทศที่ถืออำนาจรัฐ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ประมุขฝ่ายบริหาร และประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐโดยตำแหน่งด้วย ซึ่งถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสียต่อสาธารณะในเรื่องวินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน

ส่วนกรณีที่นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาชี้แจง ก็เป็นการชี้แจงในลักษณะที่เป็นการปักใจเชื่อไปแล้วว่านี่เป็นการทำธุรกรรมซื้อขายกันจริง ๆ แต่ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยเลยว่าเป็นนิติกรรมอำพราง อธิบดีชี้แจงในลักษณะที่ว่าถ้ามีการชำระเงินตามตั๋ว PN ทางผู้ขายซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว หากมีกำไรจากการขายหุ้น ก็ต้องไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภงด.90/91 มาตรา 40 (4 ช)

วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า แต่นั่นไม่ได้เป็นประเด็นข้อสงสัยของสาธารณะ ที่สาธารณะสงสัยคือนี่ไม่ใช่การซื้อขายกันจริง ๆ ใช่หรือไม่ เป็นเพียงการทำธุรกรรมซื้อขายเพียงแค่รูปแบบเพื่อบดบังเจตนาที่แท้จริง คือการรับให้หุ้นจากครอบครัว หรือได้หุ้นมาจากการให้ของพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ โดยหากเป็นการรับให้ ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทจากแม่ก็ต้องเสียภาษี 5% ส่วนที่เกิน 10 ล้านจากบาทพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ ก็ต้องเสียภาษีในอัตรา 5%

ADVERTISMENT

ดังนั้น การวินิจฉัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นทางการ จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะประชาชนโดยทั่วไปก็มีความสงสัย ว่าถ้าเกิดประชาชนทำตามนายกรัฐมนตรีเหมือนกันบ้าง เช่น เจ้าของกิจการกำลังจะโอนหุ้นให้ลูกมูลค่าเกิน 20 ล้านบาท ถ้าเกิดแต่เดิมเคยตัดสินใจว่าจะโอนให้เลย เปลี่ยนใจไม่โอนหุ้นให้ลูกแล้ว

แต่ให้ลูกออกตั๋ว PN หรือการทำสัญญาเงินกู้อื่นใดแลกกลับมาโดยไม่มีกำหนดว่าจะจ่ายเงินค่าซื้อหุ้นกันเมื่อไหร่ และไม่มีอัตราดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกับแพทองธารบ้างจะทำได้หรือไม่ กรมสรรพากรจะไม่เลือกปฏิบัติกับเขาใช่หรือไม่ จะไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียกเก็บภาษีการรับให้กับประชาชนรายนั้นใช่หรือไม่

ADVERTISMENT

นายวิโรจน์กล่าวต่อไปว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องชี้แจงต่อสาธารณะ ถ้า น.ส.แพทองธารทำได้ประชาชนทั่วไปก็ต้องทำได้ ไม่ใช่แค่การโอนหุ้นอย่างเดียว ทรัพย์สินอื่นใดโดยเฉพาะที่มีการจดทะเบียน อย่างเช่น ที่ดิน ถ้าโอนให้ลูก หากเกิน 20 ล้านบาท นอกจากค่าโอนแล้วลูกก็อาจต้องจ่ายภาษีการรับให้ด้วย แต่ถ้าทำแบบ น.ส.แพทองธารก็ไม่ต้องไปชำระภาษีการรับให้แล้ว ก็เอาตั๋ว PN หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่มีกำหนดชำระเงิน ไม่มีอัตราดอกเบี้ยมาแลกกับคุณพ่อ ก็จะเปลี่ยนจากการรับให้เป็นการซื้อขายที่ดินกันไปแล้วโดยใช้ตั๋ว PN ใช่หรือไม่

ดังนั้น วันนี้ตนจึงมาทำหนังสือเพื่อขอให้อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการตาม มาตรา 13 สัตต (3) ของประมวลรัษฎากร ขอความเห็นไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร วินิจฉัยกรณีของแพทองธารออกมาอย่างเป็นทางการและเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อจะได้เป็นแนวปฏิบัติของประชาชนทั่วไปต่อไป

“ผมตั้งคำถามกลับว่า ถ้าเราคิดว่ากรณีของคุณแพทองธารทำได้ถูกต้องแล้ว ทุกคนทั้งประเทศที่มีความมั่งมีทำแบบคุณแพทองธารทั้งหมด สาธารณะได้ประโยชน์อะไร สังคมได้ประโยชน์อะไร รัฐได้ประโยชน์อะไร สุดท้ายมันจะเป็นผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน” วิโรจน์กล่าว

วิโรจน์ยังกล่าวต่อไปว่า ตั๋ว PN โดยตัวมันเองเป็นเครื่องมือทางการเงินในการให้เครดิตกันระยะสั้น ไม่ได้ผิดอะไร ปัญหาหรือประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือกรณีนี้เจตนาที่แท้จริงเป็นการซื้อขายจริงหรือไม่ หรือเป็นการซื้อขายเพียงรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้หรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยไม่ใช่เรื่องตั๋ว PN

แต่คือพฤติกรรมการดำเนินการในกรณีนี้ของนายกรัฐมนตรี ถ้าเจตนาที่แท้จริงเป็นการซื้อขายและทำธุรกรรมการซื้อขายกันจริง ๆ ก็ไม่ผิด แต่หากเจตนาที่แท้จริงคือการจงใจทำนิติกรรมอำพราง สร้างรูปแบบการซื้อขายขึ้นมา ทั้งที่เจตนาที่แท้จริงคือการรับให้หุ้น ถ้าเจตนาเป็นนิติกรรมอำพรางตนยืนยันว่าผิด

ดังนั้น คนที่จะสืบสวนในเรื่องนี้และมีคำวินิจฉัยออกมาว่าเงื่อนไขและองค์ประกอบแห่งพฤติการณ์อะไรที่เข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพรางที่สร้างการซื้อขายเพียงรูปแบบเพื่อเปลี่ยนจากการให้เป็นการซื้อขาย ก็คือคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร กรณีนี้จะดูแค่ปลายทางไม่ได้ ต้องดูถึงพฤติกรรมและอาจต้องย้อนดูไปถึงการยักย้ายถ่ายเทหุ้นของแพทองธารกับบุคคลอื่น ๆ ด้วย จะได้ดูว่าพฤติการณ์ในลักษณะนี้เป็นการซื้อขายกันจริง ๆ หรือไม่

จากนั้นวิโรจน์ได้เดินทางต่อไปยังกรมที่ดิน เพื่อยื่นหนังสือขอให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม เทมส์วัลเลย์ เขาใหญ่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ธีรัจชัยได้อภิปรายไม่ไว้วางใจกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่ามีการประกอบกิจการโรงแรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นที่ต้นน้ำหรือไม่