ฉากวันพิพากษา “ยิ่งลักษณ์” หลังพิง รธน. ยื่นอุทธรณ์ “บ่วงจำนำข้าว”

เหลือไม่ถึง 20 วัน จะรู้ชะตากรรม “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะรอดพ้นก้นเหวจำนำข้าวหรือไม่

ทว่าระหว่างทางการต่อสู้ 2 ปี 4 เดือน ที่ “ยิ่งลักษณ์” เดินขึ้นศาล 26 นัด

เต็มไปด้วยกลเม็ดการต่อสู้ทางกฎหมาย ระหว่างอัยการในฐานะฝ่ายโจทก์ กับทีมทนายที่ทำหน้าที่แก้ต่างแทน “ยิ่งลักษณ์”

ก่อนจะถึงวันนัดฟังคำพิพากษา มีหลายฉาก หลายตอนที่สมควรบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์

หมัดเด็ดอัยการ TDRI-หมอวรงค์

การไต่สวนพยานโจทก์ 5 นัด รวม 14 ปาก ตั้งแต่ 15 ม.ค.-24 มิ.ย. 2559 เปิดคดีต่อศาลครั้งแรก ด้วยการดึง “ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร” อดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสื่อมวลชน เป็นพยานชุดแรก นำสืบ เปิดประเด็นด้วยการเริ่มต้นโครงการ วิธีการจำนำข้าว

หลังจากนั้น อัยการในฐานะโจทก์ ได้นำพยานฝ่ายโจทก์ขึ้นไต่สวนในชั้นศาล เพื่อชี้ให้เห็นว่ามีการปล่อยปละละเลยจำนำข้าว อาทิ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่นำสืบเรื่องความเสียหายจากการดำเนินโครงการ

น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. อดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ตัวจี๊ดจากฝ่ายตรงข้ามที่เกาะติดเรื่องจำนำข้าวอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งลักษณ์ แถลงเปิดคดี 1 ชั่วโมง

ขณะที่การไต่สวนพยานจำเลยมี 16 นัด รวม 42 ปาก ตั้งแต่ 5 ส.ค. 2559-21 ก.ค. 2560

5 ส.ค. 2558 ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 1 ปากที่ “ยิ่งลักษณ์” ได้ขออนุญาตศาลใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในการแถลงเปิดคดี ยืนยันว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาตามฟ้องโจทก์

ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 4 “ยิ่งลักษณ์” เบิกตัวพยานสำคัญ “วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์” อดีตรองอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ขึ้นมา “ย้อนเกล็ด” หักล้างฝ่ายโจทก์ ที่เป็นฝ่ายอัยการ ชี้ให้เห็นว่ามีการเร่งรัดสรุปสำนวนฟ้องศาล

นายเกษม มกราภิรมย์ อดีตกรรมการผู้ทรงวุฒิ คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ชี้ให้เห็นว่า โครงการจำนำข้าวใช้เงินไม่ได้เกินกรอบหนี้สาธารณะ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำข้าว เบิกความยืนยันว่า “ยิ่งลักษณ์” ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ได้ตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ขึ้นตรวจสอบ

และในการไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้าย ฝ่าย “ยิ่งลักษณ์” นายพศดิษฐ์ ดีเย็น อดีตหัวหน้าคลังสินค้าจังหวัดนครราชสีมา เบิกความย้อนศรฝ่ายโจทก์ในประเด็นเจ้าหน้าที่ของ คสช. ที่มาตรวจความเสียหายของข้าวนั้นใช้วิธีไม่ถูกต้อง ทำให้ข้าวเสียหาย

ต่อด้วย นายกิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นพยานจำเลยที่ขึ้นเบิกความเป็นคนสุดท้าย โดยเบิกความเรื่องหลักการของนโยบายจำนำข้าว ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหาย หักล้างงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ

และใช้สิทธิทั้งแถลงปิดคดีด้วยวาจา 1 ชั่วโมงเต็ม ในวันที่ 1 ส.ค.

เช็กลิสต์ 9 ผู้พิพากษา

ขณะที่องค์คณะผู้พิพากษาคดีที่จะตัดสินอนาคตของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย

1.นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดี “ยิ่งลักษณ์” เป็นองค์คณะคดี “บุญทรง เตริยาภิรมย์” และคดี 7 ตุลา 51 ว่าที่ประธานศาลฎีกาคนใหม่ มีผล 1 ตุลาคมนี้

2.นายธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดี “บุญทรง” องค์คณะคดี “ยิ่งลักษณ์” องค์คณะคดี 7 ตุลาฯ 51 ว่าที่ประธานศาลอุทธรณ์คนใหม่ มีผล 1 ตุลาคมนี้

3.นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา เป็นองค์คณะคดี “ยิ่งลักษณ์” ว่าที่รองประธานศาลฎีกา ลำดับที่ 1 มีผล 1 ตุลาคมนี้

4.นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดี 7 ตุลา 51 เป็นองค์คณะคดี “ยิ่งลักษณ์” เป็นว่าที่รองประธานศาลฎีกา ลำดับที่ 2 มีผล 1 ตุลาคมนี้

5.นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดี “บุญทรง” องค์คณะคดี “ยิ่งลักษณ์” เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานศาลฎีกา ลำดับที่ 3 มีผล 1 ตุลาคมนี้

6.นายธานิศ เกศวพิทักษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา เคยดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ หลังการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นหนึ่งใน 9 องค์คณะยุบพรรคไทยรักไทย ด้วยเสียงเอกฉันท์ แต่เป็น 1 ใน 3 เสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เวลา 5 ปี

7.นายโสภณ โรจน์อนนท์ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ องค์คณะคดี 7 ตุลาฯ 51 องค์คณะคดี “ยิ่งลักษณ์” เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานศาลฎีกา ลำดับที่ 4 มีผล 1 ตุลาคมนี้

8.นายพิศล พิรุณ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา องค์คณะคดี “บุญทรง” องค์คณะคดี 7 ตุลาฯ 51 โดยเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีผล 1 ตุลาคมนี้

9.นายวิรุฬห์ แสงเทียน รองประธานศาลฎีกา องค์คณะคดีบุญทรง และองค์คณะคดียิ่งลักษณ์

สำหรับตุลาการที่อยู่ในองค์คณะคดี “ยิ่งลักษณ์” และ “บุญทรง” มี 5 คน ประกอบด้วย นายชีพ จุลมนต์ นายธนฤกษ์ นิติเศรณี นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายพิศล พิรุณ

เปิดแฟ้มส่องทีมทนายสู้คดี

ด้านทีมทนายความของ “ยิ่งลักษณ์” มีรูปแบบว่าจ้างทนายความมาทำในรูปแบบคณะทำงาน ซึ่งมี “พิชิต ชื่นบาน” เป็นหัวหน้าทีม ดูแลทั้งข้อต่อสู้ด้านกฎหมาย และด้านแท็กติกในคดีการสู้คดีการเมือง

แกนหลักเป็นทีมทนายที่เคยว่าความให้ “ทักษิณ ชินวัตร” ในคดีที่ดินรัชดาฯ เมื่อปี 2550-2551 ภายใต้สำนักกฎหมายพิชิต ชื่นบาน แอนด์เอสโซซิเอทส์ ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” จ้างมาสู้คดีที่เป็นคดีงอกจากรัฐประหาร 2549 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สำนักกฎหมายของพิชิตได้รับค่าจ้าง 10 ล้านบาท

อีกทั้งในการว่าคดีที่ดินรัชดาฯ มี “เอนก คำชุ่ม” เป็นหนึ่งในทีมทนายความว่าความในชั้นศาลให้กับ “ทักษิณ” ก่อนที่ศาลฎีกาจะพิพากษาจำคุก 2 ปี เมื่อปี 2551 ซึ่งร่วมเป็นทีมทนายให้กับ “ยิ่งลักษณ์” ด้วย

นรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความที่รับหน้าที่เป็นโฆษกด้วยนั้น ช่วงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย “นรวิชญ์” ได้นั่งเป็นบอร์ด และที่ปรึกษารัฐวิสาหกิจ เช่น ที่ปรึกษา การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บอร์ดบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) รับเป็นทนายความผู้รับมอบอำนาจจากครอบครัวชินวัตรให้ดำเนินการเอาผิดฝ่ายตรงข้ามหลายกรณี

และ “สมหมาย กู้ทรัพย์” ทนายความ เป็นทนายความว่าความคดีการเมืองให้ “ยิ่งลักษณ์” ก่อนถูกยึดอำนาจคือ คดีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยให้ “ยิ่งลักษณ์” มีความผิด และต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯรักษาการ

แม้ทีมทนายชุดนี้จะว่าความให้ “ยิ่งลักษณ์” ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และแพ้แทบทุกครั้ง “ยิ่งลักษณ์” ก็ยังคงไว้ใจให้ทำหน้าที่ว่าความคดีจำนำข้าวต่อไป

วัดดวงยื่นอุทธรณ์ประกันตัว

อย่างไรก็ตาม หากผลคำพิพากษาไม่เป็นใจ มีรายงานว่า ทีมทนายความอาจใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ และขอยื่นประกันตัว “ยิ่งลักษณ์” ทันที แม้ขณะนี้ยังไม่มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับใหม่ จะยังไม่ประกาศใช้

แต่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้อุทธรณ์ได้ ในมาตรา 195 วรรคสี่ บัญญัติว่า “คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา”

และวรรคห้า บัญญัติขั้นตอนว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะทำการคัดเลือก “องค์คณะใหม่ 9 คน” ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลฎีกา และไม่เกี่ยวพันกับคดี “ยิ่งลักษณ์” ขึ้นมาวินิจฉัยคำอุทธรณ์

ระหว่างนั้น “ยิ่งลักษณ์” สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ โดยใช้สิทธิตามมาตรา 25 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมนุมย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

สอดคล้องกับ “ภัทรศักดิ์ วรรณแสง” ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นอดีตประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญานักการเมือง กล่าวยืนยันเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ โดยนำมาตรา 25 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยมารองรับ เพราะตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ 6 เม.ย.เป็นต้นมา ทุกคดีมีสิทธิอุทธรณ์ได้ทุกคดี และมีสิทธิยื่นประกันตัวได้ทันที


การต่อสู้กว่า 2 ปี 4 เดือน กำลังจะมีคำตอบในวันที่ 25 ส.ค.นี้