“ชูศักดิ์” วิเคราะห์กับดักเลือกตั้ง ชนะเป็นรัฐบาล แต่ขาข้างหนึ่งอยู่ในตะราง

สัมภาษณ์

เมื่อระบบการเลือกตั้งที่ติดตั้งในรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เริ่มเห็นหัว เห็นหาง เห็นทิศทางในอนาคต

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ถึงการจัดทัพของเพื่อไทยภายใต้กติกาใหม่จะเป็นอย่างไร สิ่งไหนที่เป็น “กับดัก” ต้องระวังเป็นพิเศษ

Q : ข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ ใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.เลือกตั้ง จะทำให้การเมืองเป็นอย่างไร

พรรคการเมืองต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตรวจสอบได้ ไม่ถูกครอบงำ ต้องส่งเสริมให้สมาชิกมีสิทธิ์มีเสียงในทางการเมือง จึงกำหนดกติกา ต้องมีไพรมารี่โหวต เป็นต้น ต่อไปนี้การทำนโยบายอะไร จะต้องบ่งบอกที่มาของเงินงบประมาณที่จะใช้ว่ามาจากไหนและบอกด้วยว่ามีความเสี่ยงอะไรหรือไม่ จะต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ

ผลที่คาดเดาได้ว่า พรรคการเมืองใหญ่ ๆ เช่น เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ จะได้รับคะแนนเสียงลดลงในระบบบัญชีรายชื่อ คะแนนเหล่านั้นจะเพิ่มเติมให้พรรคขนาดกลาง คงจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด เป็นรัฐบาลผสม หรืออาจเป็นรัฐบาลที่มีคนนอกเป็นนายกฯ ตามที่รัฐธรรมนูญอนุญาตไว้ให้สามารถมีได้

Q : นำไปสู่สมมุติฐานว่าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแต่อาจไม่ได้เป็นรัฐบาล

เป็นไปได้สูง หมายความว่า เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องอย่างนั้นรัฐธรรมนูญใหม่มีบทเฉพาะกาลให้ ส.ว. 250 มาร่วมเลือกด้วย ใครจะได้เป็นนายกฯ ต้องมีเสียง 376 เสียงขึ้นไป ถ้าพรรคการเมืองรวมตัวกันได้อย่างเป็นเอกภาพ ยอมกัน รวมตัวกันได้ 400 ก็เป็นรัฐบาลโดยไม่ต้องกังวลกับเสียง ส.ว. 250 คน แต่ถ้ารวมกันไม่ได้ หรือมีบางพรรคหรือหลายพรรคอยากเอานายกฯ คนนอกที่ไม่ได้เป็น ส.ส. พรรคที่ชนะเลือกตั้งก็อาจไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ได้ โอกาสก็มีพอสมควร

Q : ระบบเลือกตั้งและรูปแบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนใหม่ จะทำให้พรรคใหญ่ ๆ ได้คะแนนน้อยลงไปอีกหรือไม่

ขณะนี้ที่เห็นจากรัฐธรรมนูญ เขตเลือกตั้งลดลงจากเดิม 375 เขต เหลือ 350 เขต เอา 25 ไปเพิ่มในบัญชีรายชื่อจาก 125 เป็น 150 คน แปลว่าเขตเลือกตั้งลดลงจึงกระทบจำนวน ส.ส.เขต อีกทั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหญ่ ๆ จะไม่ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อมากเท่าเดิม คิดคำนวณกันแล้ว พรรคเพื่อไทยเคยได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 60 คน แต่ต่อไปอาจไม่ถึง 30-40 คน

Q : เมื่อมีไพรมารี่โหวตพรรคเพื่อไทยจะจัดทัพอย่างไร

ใครจะเป็นผู้สมัครต้องผ่านสาขาพรรค หรือ ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองต้องไปประชุม แล้วเอาชื่อบุคคลที่จะสมัครรับเลือกตั้งไปผ่านการประชุมของสองวงนี้ โดยกฎหมายพรรคการเมืองที่จะประกาศใช้ ต้องมีสาขาพรรคมีสมาชิก 50 คน ต้องจัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด มีสมาชิก 100 คนขึ้นไป พรรคเพื่อไทยต้องไปเตรียมการสิ่งเหล่านี้ ถ้าทำไม่สุจริตก็มีบทกำหนดโทษต่าง ๆ นานา

ในท้ายที่สุด เราพอจะรู้ ๆ กันอยู่ว่าในจังหวัด ใครประสงค์เป็นผู้สมัครบ้าง ใครเป็นอดีต ส.ส.คนเหล่านี้ก็มีคะแนนเสียง มีคนรู้จักมักคุ้นอยู่แล้วและคนเหล่านี้จะไปสมัคร แต่ขึ้นอยู่กับว่าในท้ายที่สุดกรรมการบริหารพรรคเห็นอย่างไร เพราะกฎหมายเปิดช่องว่าแม้มีไพรมารี่โหวตแล้ว ถ้ากรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบก็ได้ ก็ต้องไปเลือกใหม่


Q : ข้อที่พรรคเพื่อไทยต้องระวังในไพรมารี่โหวตมีหรือไม่

กำหนดความผิดไว้เยอะ ถึงขั้นตัดสิทธิทางการเมือง มีโทษจำคุก โทษปรับ เช่น การกระทำที่ไม่สุจริต ให้อามิสสินจ้าง ทำไพรมารี่ปลอม ๆ ต้องระวัง

Q : จะกลายเป็นกับดักการเมืองเหมือนรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ทำผิดคนเดียวกรรมการบริหารพรรคโดนยกเข่งหรือไม่

ผมก็ห่วงตรงนี้พอสมควร คนที่จะเป็นกรรมการบริหารพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ต้องระมัดระวังเรื่องนี้สูง ไม่เช่นนั้นจะโดนเหมือนในอดีต แม้ไม่มีโทษยุบพรรค แต่มีโทษจำคุก โทษปรับ ตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ถือว่ารุนแรงมาก

Q : จะเปิดช่องให้มีการจับผิดทางการเมืองหรือไม่

จะมีสูงมาก และจะมีการร้องเรียนกัน เช่น สมมุติว่าให้มีการเชิญประชุมโดยมีสมาชิกมาประชุมสาขาพรรคไม่ต่ำกว่า 50 คน จะเชิญอย่างไร ในจังหวัดมีสมาชิก 200 คน หรือจะเลือกเชิญ 100 คน แล้วมาแค่ 60 คน แต่ 100 คนที่เหลือก็บอกว่าแล้วทำไมไม่เชิญผม

Q : ถ้าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเป็นวันเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยต้องกำชับให้ผู้สมัครพรรคระวังเรื่องไหนเป็นพิเศษ

โอ๊ย… มันต้องระวังทุกระดับ 1.ไพรมารี่คุณถูกไหม 2.นโยบายคิดมาอย่างไร จะประกาศนโยบายถูกต้องตามรัฐธรรมนูญไหม 3.ระหว่างเลือกตั้งมีกฎกติกาต่าง ๆ

ถ้าปล่อยปละละเลย ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต กรรมการบริหารพรรคต้องรับผิดชอบ

ถ้าจับพลัดจับผลูไปเป็นรัฐบาล ยิ่งต้องระวังมากที่สุด เคยใช้คำว่า อนาคตจะบริหารประเทศสุ่มเสี่ยงเหลือเกินว่าขาข้างหนึ่งไปอยู่ในตะราง แค่จะประกาศนโยบายต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นอาจถูก ป.ป.ช.ไต่สวนให้พ้นจากตำแหน่ง

รัฐมนตรีที่แต่งตั้งต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หากแต่งตั้งไปแล้วมีคนร้องว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ก็มีช่องทางให้ร้องอีก แล้วเอาออกจากตำแหน่งได้ กับดักเต็มไปหมด ถ้าถามว่าระวังอะไร…ต้องระวังทุกอย่าง ถ้าอนาคตกฎหมายเป็นอย่างนี้ ใครเข้าไปเล่นการเมืองท่าทางเปลืองตัวสุด ๆ ไม่ได้ปลอดภัยกับชีวิตเลย

Q : พรรคเพื่อไทยพร้อมลงเลือกตั้ง

ก็คงจะหลีกเลี่ยงลำบาก แม้กฎหมายจะออกมาแบบนี้ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่มีประวัติบอยคอตเลือกตั้ง เป็นอีกมิติหนึ่งที่ลงเลือกตั้งโดยใช้ความระมัดระวังสูงสุดทุกขั้นตอน ในอนาคตจะหาใครมาลงเลือกตั้งก็ยากเหมือนกัน (หัวเราะ) เพราะกฎหมายมันเข้มมาก

Q : แต่หัวขบวนของเพื่อไทยก็ยังคลุมเครือไม่รู้ว่าใครเป็นคนนำทัพ

เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องของอนาคต เพราะสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เปิดโอกาสให้คิด ให้ทำ ประชุมพรรคก็ทำไม่ได้ ได้แต่เดินเฉพาะบุคคล จะไปตั้งใครเป็นหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้ จะตั้งใครนำทัพก็ยังมีปัญหา หลายคนถึงบอกว่าให้ถึงเวลาเมื่อสถานการณ์นั้นมาถึงก็ยังมีความชัดเจน

Q : 3 ชื่อ ที่จะอยู่ในบัญชีนายกฯของพรรคสำคัญกว่าชื่อหัวหน้าพรรคหรือไม่

ไม่ใช่ไม่สำคัญ ที่น่าคิดคือบทบัญญัติกฎหมายที่บอกว่า พรรคต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้บุคคลที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำหรือเข้ามาสั่งการในพรรค กฎหมายเขียนไว้เช่นนี้ อนาคตก็ต้องทบทวนเหมือนกันคิดว่าหัวหน้าพรรคอาจไม่สำคัญ ก็อาจจะไม่ใช่ หัวหน้าพรรคก็ต้องเป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 หรือไปลงเขตเลือกตั้ง จะทำเหมือนในอดีตก็อาจจะไม่ได้ เช่น คนนี้เป็นหัวหน้าพรรค แต่ไม่ใช่เสียงจริง ก็อาจจะต้องคิดหนักว่าทำไม่ได้โดยผลของกฎหมาย

Q : คนที่จะเป็นหัวหน้าพรรค ต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีนายกฯของพรรคด้วย

ก็อาจจะทำนองนั้น เพราะไม่เช่นนั้น จะเข้าข่ายถูกครอบงำ ถึงบอกว่าต้องระมัดระวังสูงทุกลำดับทุกขั้นตอน

Q : รัฐธรรมนูญ 50 ทำให้ถูกยุบพรรค นายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งไป 2 คน แล้วรัฐธรรมนูญใหม่จะรอดหรือไม่

น่าคิด ลำบากลำบน

Q : คนที่จะเป็นนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยยังมีเหลือหรือไม่

ผมว่ายังมีมากพอสมควร เรามีบุคลากรเยอะ มีความรู้ความสามารถ เพียงแต่อนาคตต้องมาทำความเข้าใจ ต้องชำระ ต้องจัดลำดับความคิด แต่ที่คิดคือต้องเข้าใจบริบททางการเมืองว่ากฎหมายเป็นอย่างนี้ ทำอย่างไรจะสามารถประคับประคองพรรคให้อยู่รอดปลอดภัยได้ในอนาคต จะมาคิดว่า เอ้า.. เอาคนนี้ โดยไม่คิดไต่ตรองให้รอบคอบ ไม่คำนึงถึงบริบททางการเมือง กฎหมาย กับดักที่เต็มไปหมดไม่ได้ ใครที่จะมา Run พรรคในอนาคตต้องคิดบริบทแบบนี้ ถ้าเห็นตรงกันถูกต้องแล้ว ถึงจะไปได้

Q : อาจจะไม่จำเป็นต้องมีนามสกุลชินวัตร


อนาคตก็ชัดเจน ถ้าเข้าใจบริบทขณะนี้เป็นแบบนี้ ความคิดก็จะปรับเปลี่ยนได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นบริบทเก่า ๆ ถ้ามาแผ่ปัญหากันแบบตรงไปตรงมาว่าปัญหาเป็นแบบนี้ ให้เห็นชัดเจน เลือกทางเดินที่ดีที่สุด Save ที่สุดสำหรับพรรค เข้าใจตรงกันในอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ขณะนี้..ผมว่าไปได้