“สมชัย” จี้ กกต.สอบโต๊ะอาหารหรู ชี้ถ้า4รมต.มีเงินจากการระดมทุนไม่โปร่งใส อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง5ปี

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสมาชิกพรรคปชป.แถลงถึงการจัดโต๊ะจีน เพื่อระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ถูกวิจารณ์ว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ว่าในมาตรา 73 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ระบุว่าห้ามไม่ให้ข้าราชการการเมืองใช้สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่เรี่ยไรหรือชักชวนให้มีการบริจาคให้พรรคการเมืองหรือ ส.ส.แต่การจัดงานระดมทุนของ พปชร.มีข้าราชการการเมืองที่เกี่ยวข้อง 4 รายการคือ กรณีโต๊ะจีนในนามนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีจำนวน 4 โต๊ะ 12 ล้านบาท ตรงนี้ต้องตรวจสอบให้ว่าได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปเรี่ยไรหรือไม่ หรือหากตัวรัฐมนตรีเป็นผู้บริจาคเอง ตามกฎหมายระบุว่าจะบริจาคให้พรรคการเมืองได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท

ดังนั้น อีก 2 ล้านบาทเป็นเงินที่ได้มาจากไหน ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ ส่วนกรณีโต๊ะของนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร. 1 โต๊ะ 3 ล้านบาท กรณีนี้ตรวจสอบไม่ยาก เพราะหากนายอุตตมเป็นผู้บริจาคเองก็จบ แต่ถ้าเงิน 3 ล้านบาทไปเรี่ยไรจากคนอื่น ก็จะผิดในฐานะใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีไปเรี่ยไรเงิน

นายสมชัยกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายณพพงศ์ ธีระวร หรือ “ดร.เอก” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความลึกลับซับซ้อน เพราะมีการบริจาคเงินเป็นจำนวนสูงมากที่สุด มีการระบุว่าจองโต๊ะถึง 24 โต๊ะจำนวน 72 ล้านบาท ถ้านายณพพงศ์เป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรี 2 คนนี้จริง และจ่ายเงินของตัวเองจริง ก็จ่ายได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท จึงเป็นภาระที่ต้องพิสูจน์ว่าเงินจำนวน 72 ล้านบาท เกิดจากการเรี่ยไรหรือไม่ แต่ในทางนิตินัยพบว่านายณพพงศ์ เป็นที่ปรึกษาจากการแต่งตั้งพิเศษของรัฐมนตรีพาณิชย์ ซึ่งไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ถือว่าเป็นที่รับรู้ของสังคม เพราะนายณพพงศ์ให้เครดิตตัวเองบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าเป็นที่ปรึกษา โดยไม่ได้เป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งมาตรา 73 แห่งพ.ร.ป.พรรคการเมือง ไม่ครอบคลุมถึง จึงเอาผิดไม่ได้ แต่ตนอยากชี้ให้สังคมเห็นว่ามีการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อทำหน้าที่หาเงินเข้าพรรค ดังนั้นคนที่เป็นรัฐมนตรี และคนที่มีคำสั่งแต่งตั้งนายณพพงค์ต้องรู้จักละอายและรับผิดชอบในเรื่องนี้ ขณะที่ กกต.ต้องไปตรวจสอบว่ามีใครชักชวน ให้มาร่วมบริจาคหรือไม่

นายสมชัยกล่าวต่อว่า ส่วนกรรมการบริหารพรรค ซื้อ 3 โต๊ะ 9 ล้านบาท ซึ่งมี 7 คน ใน 26 คน ที่เป็นข้าราชการการเมือง จึงต้องไปตรวจสอบว่าทั้ง 7 คนนี้ ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปชักชวนเรี่ยไรหรือไม่ ตนถือว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบในฐานะกรรมการบริหารพรรคด้วย ซึ่งต้องดูตามกฎหมายว่าจะพาดพิงถึงกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ โดยในมาตรา 127 แห่งพ.ร.ป.พรรคการเมือง กำหนดโทษไว้ชัดว่าใครทำผิดมาตรา 73 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เรื่องนี้จึงต้องเดินหน้าต่อ และทั้ง 7 คนต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาความผิด

“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และท้าทาย กกต.ว่าจะจัดการอย่างไร แม้มีผู้บริหารของ กกต.บางคน พูดว่าระหว่างที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองจะทำอะไรก็ได้นั้น ผมขอให้กลับไปดูกฎหมายอีกครั้ง เพราะใน พ.ร.ป.กกต.มาตรา 22 วรรครองสุดท้าย ระบุชัดว่าในการควบคุม กำกับ ดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้ถือเป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต.ที่จะสอดส่อง สืบสวน หรือไต่สวน เพื่อป้องกันและขจัดการกระทำหรืองดเว้นการกระทำอันใดที่อาจก่อให้เกิคความไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมในการเลือกตั้งได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาในระหว่างประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม ซึ่งมาตรานี้เป็นไม้เด็ดของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ให้อำนาจ กกต.ไว้” นายสมชัยกล่าว


นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับการจัดระดมทุนของ พปชร. แม้ยังไม่เข้าข่ายถูกยุบพรรค เพราะกฎหมายมุ่งไปที่ตัวบุคคล แต่ถ้าตัวบุคคลมีความผิด ก็ถึงขั้นถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จึงขอให้ กกต.อย่าทำงานเชิงรับ แต่ต้องติดต่อกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อขอดูรายชื่อแขกที่ร่วมงานทั้งหมด แผนผังจากบริษัทออร์แกไนซ์รับจัดงาน และต้องขอดูกล้องวงจรปิดภายในงานว่ามีใครบ้าง รวมทั้งสื่อที่ลงข่าวว่าได้แผนผังมาอย่างไร ซึ่งจะให้เวลา กกต.ในการรวบรวมข้อมูล 1 สัปดาห์ ถ้าหากยังไม่คิดทำอะไร อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดมาตรา 157 เพราะสังคมอยากเห็นการทำงานเชิงรุกของ กกต. เพื่อให้เห็นว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่นอนรอว่าเมื่อไหร่จะครบ 60 วันที่พรรคการเมืองจะส่งรายละเอียดมาให้ เพราะประเด็นนี้เป็นที่สงสัยของสังคม มีการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการการเมืองไปทำให้เกิดประโยชน์และความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง กกต.จะนิ่งเฉยไม่ได้ มิฉะนั้นจะเสื่อมไปมากกว่านี้

 


ที่มา : มติชนออนไลน์

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ