เวทีเสวนา “มติชน” เลือกตั้ง 62 จุดเปลี่ยนประเทศไทย นักวิชาการฟันธง ทางเดียว “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ พปชร.ต้องได้ที่ 1

เวทีเสวนา “มติชน” เลือกตั้ง 62 จุดเปลี่ยนประเทศไทย “สุรชาติ” แนะหมอเตรียมจัดยา 3 ขนานให้ “ประยุทธ์”ถ้านั่งนายกฯต่อ “ปริญญา” ชี้เงื่อนไข “บิ๊กตู๋” นั่งนายกฯ ต่อ พปชร.ต้องได้ที่ 1 “บรรยง” เฉ่ง ยุทธศาสตร์ชาติมีแต่คำหรู

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เสวนา เลือกตั้ง’62 จุดเปลี่ยนประเทศไทย จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) นายอิสริยะ ไพรีผ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ไอที blognone.com

ทั้งนี้ นายอิสริยะกล่าวว่า ประเทศไทยเลือกตั้งครั้งสุดท้ายปี 2554 ซึ่งผ่านมา 8 ปีผ่านมา คนอายุ 18 ปี ในวันนั้น ปัจจุบัน 26 ปี ส่วน first time vote เด็กอายุ 10 ขวบเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน 18 ปี รวม 6.4 ล้านคน เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่คนรุ่นใหม่มีบทบาททางการเมืองมากขนาดนี้ โดยใช้โซเชียลมีเดีย ทั้งทวิตเตอร์ ยูทูป ไลน์ เฟซบุ๊ก ซึ่งช่วงที่มีการเลื่อนเลือกตั้งปฏิกิริยาในทวิตเตอร์แรงกว่าในเฟซบุ๊กมาก จนแฮชแทกสูงเป็นอันดับหนึ่ง

“ในทวิตเตอร์วัยรุ่นเยอะ แต่นักการเมืองหลายคนยังไม่เล่นทวิตเตอร์ อย่างไรก็ตาม ถ้า กกต.พยายามบล็อกไม่ให้นักการเมืองสื่อสารกับฐานเสียงได้โดยตรง อาจเกิดสงครามตัวแทนที่จะมาพูดเรื่องต่างๆ แทนนักการเมือง ซึ่งในทางประชาธิปไตยไม่ค่อยดีเท่าไหร่” นายอิสริยะกล่าว

อิสริยะ ไพรีผ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ไอที blognone.com

นายโคทมกล่าวว่า กฎหมาย กกต.ต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมให้กับประชาชน ซึ่งได้เสนอไปแล้วหลายรอบแต่ยังไม่ตกผลึก แต่หวังว่า กกต.จะเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามก่อนการเลือกตั้งการหาเสียงของนักการเมืองมันมีจรรยาบรรณที่ต้องใช้ควบคู่กับกฎหมายของ กกต. โดยข้อบังคับของ กกต. ผู้ช่วยหาเสียงถ้ากระเป๋าตุงไปที่ไหนนั้นแสดงว่าผิดกฎหมาย และมีผู้ช่วยมีได้เพียง 20 คนต่อวัน ถ้าเปลี่ยนตัวผู้ช่วยก็เปลี่ยนได้ 6 คน ดังนั้นเราต้องจับตาเรื่องนี้ด้วย ส่วนรถกระบวนหาเสียงนั้นมีได้ 10 คันต่อวัน ก็ต้องดูกันด้วยว่าเกินหรือไม่ ที่สำคัญทั้งข้าราชการ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นถ้าช่วยหาเสียงเมื่อใดนั้นก็ผิดวินัยทันที ส่วนการตัดสินใจของประชาชนนั้นตนได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนๆ ที่เป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพฯเขาสนับสนุนบทบาททหารทางการเมือง แต่ถ้าเรามาดูการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม แสดงว่า ส.ส.จะต้องมีสัดส่วนร่วมกับความนิยมของพรรค ดังนั้นขอแนะนำให้ท่านเองควรเลือกพรรคที่มีนโยบายที่ตรงกับแนวทางของท่านและสามารถปฏิบัติได้ เช่น นโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำที่เราอยากจะดูว่าพรรคไหนจะทำได้ เพราะเรื่องแบบนี้มันทำได้ยาก

โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

หลักการเลือกตั้ง คสช.อาจจะไปดูโมเดลที่เคยมีมาสมัยจอมพลสฤษธิ์ ธนะรัช หรือรูปแบบรัฐประหารเมื่อปี 19 เมื่อมาถึงปี 2557 ที่ขอเวลาไปม่นาน แต่มาเปลี่ยนใจว่าอยากอยู่ยาว แผนจึงดูเก่งกว่าในปี2519 แต่ก็ยังมีรูปแบบเดิมๆ แล้วท่านก็ตั้งพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมาโดยไม่มีชื่อพรรค ให้มีเสียงมากในรัฐสภา นี่ถือเป็นการยึดอำนาจอย่างละมุนละม่อมที่มีการเขียนกฎหมายโดยปรมาจารย์ท่านหนึ่ง ตนเสนอหลังการเลือกตั้งให้พรรคที่มีเสียงข้างมากเชิญพรรคพลังประชารัฐมาคุยก่อน พยายามให้ร่วมรัฐบาลเพราะพรรคนี้มีอำนาจในรัฐสภามาก อย่างไรก็ตามอนาคตอย่ายกให้แค่ พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว แต่อนาคตเป็นของท่านเองที่จะกำหนดประเทศ

ผศ.ดร.ปริญญา การเลือกนายกฯต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง หากรอบแรกเลือกนายกฯจากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไม่ได้ต้องใช้รอบสอง จะมีรอบสอง คือนายกฯคนนอก ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก คือ 500 เสียง ซึ่งเป็นจุดอ่อน เพราะนายกฯคนนอกเป็นของแสลงสำหรับคนไทยจากบทเรียนเมื่อปี 2535 นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงอยากเป็นนายกฯที่มาในรอบแรก ตนจึงอยากขอวิเคราะห์ให้ดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นนายกฯหรือไม่

ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า ทางเลือกแรก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการ ส.ส.เพียง 126 เสียง ซึ่งต่อให้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ ส.ส.ไม่ถึง 126 ก็ไม่เป็นเรื่องยากที่จะชวนพรรคอื่นมาร่วม แต่การจะอยู่ในสภาที่มี ส.ส. 500 เสียงจะอยู่ได้อย่างไร เพราะการพิจารณา พ.ร.บ.งบรายจ่ายประจำปีจะไม่ผ่าน และจะถูกลงมติไม่ไว้วางใจในเวลารวดเร็ว ฉะนั้นการที่จะอยู่ได้ต้องมี ส.ส. 250 ที่นั่ง ทั้งนี้ในการเลือกตั้ง 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า 2 พรรคใหญ่มี ส.ส.เกินครึ่งเสมอ และการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเชื่อว่า 2 พรรคใหญ่จะยังมี ส.ส.รวมได้แค่ 250 ที่นั่ง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะจัดตั้งรัฐบาลต้องดึงพรรคใดพรรคหนึ่งมาร่วม

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ การเมืองจะเป็น 3 ก๊ก ก๊กแรกพรรคที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ก๊กที่สองพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย และก๊กที่ 3 พรรคประชาธิปัตย์ ตัวแบบการเมืองมี 3 แบบที่หนึ่ง ส.ว. และพรรคเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะมีเสียงถึง 376 เสียง แต่เมื่อไม่รวม ส.ว.เสียง ส.ส.จะไม่ถึง 250 ที่นั่ง ทำให้อยู่ไม่ได้ แบบที่สอง ไม่ได้ 2.พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคเครือข่าย น่าจะไม่ถึง 376 ที่นั่ง และ 3.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็น่าจะมีที่นั่งไม่ถึง 376 ที่นั่ง ดังนั้น การจะเกิดรัฐบาลได้ต้องรวมกัน 2 ก๊ก ซึ่งการรวมกันของ พปชร. กับ พท.คงจะยาก พปชร. รวมกับ ปชป. ก็ดูน่าจะเป็นไปได้ และ พท. และปชป. รวมกันคงจะยากที่สุด

“แล้วจะมีเหตุการณ์แบบไหน ที่ทำให้ ปชป.ยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายก คือต้องทำให้ พปชร. ต้องมาที่ 1 แต่หากอันดับ 1 เป็นพท. การจะให้ ปชป. จะยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นเรื่องยาก แต่หากว่าท่านเป็นพท. ท่านได้ที่ 1 และรู้ว่าพรรคที่เหลือรวมกันสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ท่านจะทำอย่างไรให้ไม่เป็นฝ่ายค้าน นั่นคือ ให้ปชป.เป็นนายกฯ ขณะเดียวกันถ้าหาก ปชป.มาเป็นอันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะกลายเป็นนายกฯ ดังนั้น พปชร. จึงต้องได้คะแนนเป็นที่ 1 เท่านั้น ทั้งนี้จากโพลคนอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์สูงถึง 26.20 เปอร์เซ็นต์ แต่โพลอยากให้คนอื่น เป็นนายกฯกลับมีถึง 74% ซึ่งหาก พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อโพลนี้จะต้องให้มีตัวเลขถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะน่าลงสมัครเป็นนายกฯ และจากโพลนี้พบว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคอนาคตใหม่ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะได้คะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก 6.4 ล้านคน และในโซเชียลมีเดีย ขณะเดียวกันถ้าดูจากจำนวนสมาชิกพรรคของแต่ละพรรคจะพบว่า การที่ พปชร.จะมาเป็นที่ 1 ไม่ใช่เรื่องง่าย จากสถิติเมื่อวันที่ 25 มกราคม 62 พบว่า พปชร.มีสมาชิกพรรคแค่ 4,206 คน ดังนั้น ระยะเปลี่ยนผ่านแค่นี้เพียงพอ มี ส.ว.คุมการเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนผ่าน คุมรัฐบาลให้ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ทางที่ดีที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ ควรถอย” นายปริญญา กล่าว

นายบรรยงกล่าวว่า ก่อนเลือกตั้งเป็นธรรมเนียมทั่วไปที่เศรษฐกิจจะคึกคักและหลังเลือกตั้ง ผู้มีอำนาจเดิมพยายามปิดโปรเจ็กต์ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งเสร็จ ผู้นำใหม่ก็จะเพื่อนใหม่ ความคึกคักมีต้นทุน แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยก็จะไปแบบเดิม เป็นประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง เป็นคนป่วยแห่งเอเชียต่อไป ศักยภาพเติบโต 3-4 เปอร์เซ็นต์ และมีลักษณะความอ่อนแอ แข็งนอกอ่อนใน พึ่งพาเศรษฐกิจโลก พึ่งพาท่องเที่ยว การส่งออก แข็งบนอ่อนล่าง คนระดับล่าง แข็งไม่ถาวรยังมีความเปราะบางในการเติบโต แต่ยังมีข้อดีมีเสถียรภาพทางการเงิน การคลังที่อยู่ในค่อนข้างดี โอกาสเกิดวิกฤตในระยะสั้นค่อนข้างต่ำ แต่เป็นประเทศที่แป้กถาวร ทางเศรษฐกิจไม่ค่อยตื่นเต้น เพราะรัฐบาลใหม่คงจะใช้นโยบายเดิมๆ ถ้าแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่แผลงฤทธิ์ในทางลบ

นายบรรยงกล่าวว่า ที่น่ากลัว ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศยิ่งขยายรัฐแบบมโหฬาร เพราะเขียนโดยข้าราชการ อดีตข้าราชการ นักธุรกิจที่พึ่งพารัฐ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ผิดฝาผิดตัว เกิดโดยอารมณ์ชั่ววูบ ไม่คิดว่าเนติบริกรจะไปทำให้เป็นรูปร่าง ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติไม่ควรเป็นกฎหมาย เพราะพยายามทักท้วงตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของรัฐบาล เพราะมีสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเต็มไปหมด ถ้าไม่ทำตามก็จะมีอำนาจที่จะชี้โทษและส่งให้ ป.ป.ช.ชี้โทษ ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แม้แต่นาฬิกายังหาไม่เจอ

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นมีแต่คำสวยหรู มองว่าที่ไม่ออกแผนที่ละเอียดมา เพราะไม่รู้จะเขียนอย่างไรเขียนไม่ได้ หรือดึงไว้ก่อนว่าแผนนี้มันจะบังคับตัวเองหรือเปล่า ก่อนเลือกตั้งเรื่องนี้ก็ยังไม่จบ ถ้าเรามองว่าถ้าท่านมาเป็นนายกฯเองจะทำได้หรือไม่ ดังนั้นทางที่ดีไม่ควรลงเลือกตั้งจะดีกว่า ยุทธศาสตร์ชาติต้องเลิกให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะล็อกชาติ เชื่อในพลังสังคมที่ตระหนักความอันตรายของยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าจะแก้ให้หมดก็ต้องแก้โดยรัฐธรรมนูญแต่เป็นเรื่องยาก อาจจะต้องแก้กฎหมายลูก 2 ฉบับทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ หรือแก้ที่ตัวแผนจาก 3 พันหน้าให้เหลือ 4 หน้า ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์ชาติต้องเลิก ต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก และทางเดียวที่ต้องเลิกคือเจ้าของไอเดียไม่อยู่ในตำแหน่งต่อไป” นายบรรยง กล่าว

ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า ถ้า คสช.อยู่ในอำนาจต่อ จะเป็นเผด็จการครึ่งใบ รัสเซีย ตุรกี กัมพูชา ถ้าการเมืองไทยถูกออกแบบให้เป็นกึ่งเผด็จการ คสช.สร้าง 5 แอกการเมืองไทย ถ้าเชื่อว่าอยู่กับจะปลดแอก 5 แอก 1. คิดเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง 2.กฎหมายลูกไม่ตอบสนองพาสังคมไทยไปสู่อนาคต ต้องรื้อกฎหมายลูก 3.ยุทธศาสตร์ไม่ได้ออกแบบการดำรงอยู่ของคนไทยในอนาคต 4.การยกสถานะ กอ.รมน. กลายเป็นกระทรวงหนึ่งในการบริหารราชการไทย ต้องถอย กอ.รมน.กลับสู่สถานะเดิม 5.จะเอาอย่างไรกับทหารกับการเมืองไทย ผู้นำทหารออกมาพูดจาคุกคามทางการเมือง โจทย์นี้ถึงเวลาที่กองทัพไทยกลับสู่กองทัพอาชีพ ประเทศไทยในอนาคตไม่ต้องการนักการเมืองในเครื่องแบบอีกต่อไป แต่ถ้าผู้นำทหารจะเล่นการเมืองไม่ห้าม แต่ต้องตามกติกา ไม่ใช่แบบที่เห็น มียุคไหนบ้างที่พรรคทหารประสบความสำเร็จ จะประสบความล้มเหลวครั้งใหญ่เช่นกัน

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า ห่วงและกลัว คสช.แพ้เลือกตั้ง แต่ตนก็อยากเห็น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แต่ก็อยากให้เตรียมโอสถ 3 ขนานคือ ยาบำรุงหัวใจ ยาประสาท และยากล่อมประสาทให้นอนหลับ เพราะถ้า พล.อ.ประยุทธ์ในบุคลิกที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปอยู่ในสภาก็ต้องเตรียมตามนี้ ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเดิมพันครั้งใหม่ อีกทั้งกลัวความไม่ชัดเจนของกฎหมายลูก ซึ่งกฎหมาย กกต.มีการตีความจนไม่รู้จะตีความกันไปอย่างไรแล้ว ซึ่งตอนนี้สถาปนิกของ คสช.ออกแบบให้ประเทศไทยมีสภาวะที่ยุ่งวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น และกลัวว่าจะจัดตั้ง ครม.กันอย่างไรได้

Previous articleไฟเขียวเหมืองหิน 8 โครงการ ใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ได้ มูลค่าแร่กว่า 169,000 ล้านบาท ย้ำปูนซีเมนต์ไม่ขาดตลาด
Next articleห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้น หวั่นมลพิษจากเตาเก่า-เหล็กล้นตลาด ให้เวลา 5 ปีผู้ผลิตปรับตัว