“ปู”ออกเกาะช้าง-กัมพูชาเผ่นไปดูไบ คุกบุญทรง42ปีอดประกัน ภูมิ36ปี-เสี่ยเปี๋ยง48ปีชดใช้1.6หมื่นล.

ศาลออกหมายจับ”ปู” ไม่มาฟังคำตัดสิน คดีข้าว ไม่เชื่ออ้างป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน สั่งเลื่อนอ่านคำพิพากษาไป 27 ก.ย. “ปู”บินดูไบ หลบออกทางเกาะช้างเข้ากัมพูชา ก่อนบินสิงคโปร์ ส่วนน้องไปป์ให้อยู่กับพ่อ “บิ๊กป้อม” ปัดเปิดทางให้หนี ด้านคดีขายข้าวจีทูจี ศาลสั่งจำคุก “บุญทรง-ภูมิ” โดน 42 ปีและ 36 ปีตามลำดับ ส่วนเสี่ยเปี๋ยงคุก 48 ปี ชดใช้หมื่นหกพันล้าน ส่งตัวเข้าเรือนจำ-ไม่ให้ประกัน

ศาลฎีกาฯพร้อมอ่านคำพิพากษา

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 25 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษาคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ และพวกรวม 28 คน เป็นจำเลย และคดีปล่อยปละละเลยไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวทำให้ รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ที่มี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ได้เดินทางมาเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม ลงมติทำคำพิพากษารายคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลได้เปิดให้คู่ความ ทนายความ ผู้ติดตาม และสื่อมวลชนที่ลง รายชื่อแจ้งล่วงหน้าจะเข้าฟังคำตัดสินในห้องพิจารณา แลกบัตรเข้าในห้องพิจารณาตั้งแต่เวลา 08.00 น. ทั้งนี้ นอกจากสั่งเด็ดขาดห้ามพกโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด เข้าห้องพิจารณาคดี บริเวณห้องพิจารณาคดียังตัดสัญญาณโทรศัพท์ด้วย โดยทีมทนาย ความทั้งสองคดี ทยอยมาถึงศาลแล้วตั้งแต่เวลา 06.00 น. ส่วนจำเลยคดีระบายข้าวจีทูจีบางส่วนก็เดินทางมาถึงศาลเช่นกัน

มวลชน-ญาติให้กำลังใจพรึบ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีญาติพี่น้องคนสนิทของน.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตรัฐมนตรี แกนนำและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมทั้งแกนนำนปช. อาทิ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร, นายพายัพ ชินวัตร พี่ชาย, นางมณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล พี่สาว, นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรง ไพศาล, นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ, นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรมว.ยุติธรรม, นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ, นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์, นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ, นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย, นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. เป็นต้น เดินทาง มาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ขณะที่มวลชนที่สนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่างเดินทางมาให้กำลังใจ โดยทยอยมาปักหลักอยู่บริเวณ เกาะกลางและบริเวณทางเท้าริม ถ.แจ้งวัฒนะ ต่อเนื่องไปถึงด้านหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กันตั้งแต่ช่วงเช้ามืด เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าออกภายในศาล ส่งผลให้การจราจรถนนด้านหน้าทางเข้าศูนย์ราชการฝั่งดีเอสไอ เป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่มวลชนยังคง ปักหลักรอคอย

ผบ.ตร.รุดดูแลสถานการณ์เอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงเวลาที่ศาลนัดรายงานตัวในเวลา 09.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่เดินทางมาที่ศาล มีเพียงนายบุญทรง และ จำเลยในคดีที่มารายงานตัวและรับฟังพิพากษา ทั้งนี้บุคคลใกล้ชิดระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่ออกจากบ้านพัก โดยจะรอให้อ่านคำพิพากษาของนายบุญทรงสักระยะหนึ่งก่อน จึงจะเดินทางมา

สำหรับการรักษาความปลอดภัยโดยรอบศาลฎีกาฯ รวมทั้งโดยรอบศูนย์ราชการ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ได้มาบัญชาการสถานการณ์ พร้อมทั้งตรวจความเรียบร้อย โดยจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ 24 กองร้อย ชุดอีโอดี และชุดควบคุมฝูงชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ กระจายกำลังอยู่โดยรอบ เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลรักษาความปลอดภัย โดยตั้งจุดตรวจสอบบุคคลและรถยนต์ พร้อมตั้งเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย โดยมีจุดหลักบริเวณทางเข้าหน้าศาลฎีกาฯ ฝั่ง ถ.แจ้งวัฒนะ ซึ่งอนุญาตเฉพาะเจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และบุคคลที่ได้แจ้งรายชื่อเอาไว้ต่อศาล และจุดทางเข้าบริเวณศาลปกครอง เพื่อตรวจสอบบุคคลที่ผ่านเข้าออกอย่าง เข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ของสื่อมวลชน เข้ามา ทุกคนต้องเดินเท้าและผ่านเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัย ต้องแสดงบัตรประจำตัวข้าราชการ เจ้าหน้าที่หรือสื่อให้เห็นอย่างชัดเจน

บุญทรง-ภูมิพร้อมรับคำตัดสิน

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนฟังคำตัดสินว่า รู้สึกสดชื่นดี ทั้งนี้ ได้เตรียมหลักทรัพย์ขอยื่นประกันตัวและการยื่นอุทธรณ์ หากศาลมีคำตัดสินลงโทษ ยอมรับว่าคำตัดสินจะมีผลนำไปสู่การยึดทรัพย์ แต่ไม่กังวล เพราะที่ผ่านมาได้ต่อสู้เรื่องพยานหลักฐานและข้อมูลแล้ว ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับนายภูมิ สาระผล เพียงคนเดียว

ด้านนายภูมิกล่าวว่า รอฟังคำตัดสินของศาล ซึ่งตนได้เตรียมความพร้อมเรื่องการขอประกันตัวเอาไว้แล้ว หากศาลมีคำสั่งลงโทษ

นางมณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล ให้สัมภาษณ์ ว่า ไม่ว่าคำตัดสินจะเป็นเช่นไร ขอให้ทุกคนมีสติ อยากให้พี่น้องทุกคนมีความสุข เป็นกำลังใจให้น้องและครอบครัวเพราะเรารักกันมาก เชื่อว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะยอมรับผลคำพิพากษาเพราะเดินมาทางนี้แล้ว ส่วนการยื่นอุทธรณ์คดี เป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมายดำเนินการ ส่วนกรณีมีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้น ยืนยันไม่เล่นการเมือง เพราะไม่มีความสามารถขนาดนั้น ยังมีคนเก่งๆ อีกเยอะ ตนไม่ สนใจด้านการเมือง เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่อยาก ยุ่งการเมือง อยากอยู่แบบสงบ

ปูป่วยขอเลื่อนฟังคำพิพากษา

เวลา 09.40 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายชีพ จุลมนต์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าวที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย รายงานกระบวนการพิจารณาคดีว่า จำเลย ไม่มา ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนฟังคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยมีอาการป่วย น้ำในหูไม่เท่ากัน วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ไม่สามารถเดินทางมาฟังคำพิพากษาได้ อัยการโจทก์ ได้ยื่นคัดค้านเห็นว่าอาการป่วย จำเลยน่าจะเดินทางมาฟังคำพิพากษาได้ และไม่มีใบรับรองแพทย์

องค์คณะพิจารณาแล้วไม่น่าเชื่อว่าอาการป่วยของจำเลย จะไม่สามารถเดินทางมาฟังได้ อีกทั้งไม่มีใบรับรองเเพทย์ มีพฤติการณ์หลบหนี จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ และปรับนายประกันเต็มจำนวน 30 ล้านบาท และนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้ง วันที่ 27 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

ทนายเผยไม่สบายกะทันหัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากศาลฎีกาฯ ออก หมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ไม่มาฟังคำพิพากษา แกนนำและอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และเกิดข้อกังขาถึงเหตุผลในการไม่มาศาล โดยบางส่วนแยกย้ายเดินทางกลับ ไม่รอฟังคำพิพากษาในคดีของนายบุญทรง ขณะที่มวลชนที่มาให้กำลังใจยังปักหลักรออยู่บริเวณจอดรถดีเอสไอ เนื่องจากยังไม่ทราบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เดินทางมาที่ศาลแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอยู่โดยรอบและประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอให้มวลชนรออย่างสงบในพื้นที่ที่จัดไว้

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า ได้รับการประสานเมื่อเวลา 08.00 น. ก่อนที่ศาลจะนั่งบัลลังก์ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีอาการป่วยแบบกะทันหัน แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากระเบียบศาลห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปภายใน จึงยังไม่ทราบอาการ ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ ก็เป็นไปตามที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาใหม่ อีกครั้งในวันที่ 27 ก.ย. เวลา 09.00 น. จากนี้ ทีมทนายคงต้องไปหารือว่าจะทำอย่างไรต่อไป ส่วนการออกหมายจับนั้น เป็นดุลพินิจของศาลว่าจะออกมาช่วงใด โดยหลักการของกฎหมายแล้ว เมื่อออกหมายจับหากเจอตัวที่ไหนก็จับกุมได้

ยัน”ปู”ป่วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ขณะนี้ข่าวสารสับสนไปหมด ตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แกนนำพรรคคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครทราบ และยังไม่มีใครสามารถติดต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ส่วนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นใบลาอ้างว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้น ทราบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ป่วยด้วยโรคดังกล่าวจริง และเป็นโรคประจำตัว ส่วนที่หลายฝ่ายสอบถามถึงอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว

ศาลออกหมายจับแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ออกหมายจับที่ 29/2560 คดีดำที่ อม.22/2558 ฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันละปราบปรามการทุจริต ให้ผบ.ตร. จับตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (จำเลย) อยู่บ้านเลขที่ 38/9 ซ.นวมินทร์ 111 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ซึ่งหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษา ไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ตอนนี้ศาลมีคำสั่งออกหมายจับน.ส. ยิ่งลักษณ์หรือจำเลย จากนั้นจะพิมพ์ข้อความตามหมายจับส่งให้เจ้าพนักงาน เพื่อจับกุมจำเลยให้มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย. ถ้าถึงวันที่ 27 ก.ย.ยังจับกุมไม่ได้ ศาลอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย หากมีคำพิพากษายกฟ้อง ศาลถอนหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ถ้าวินิจฉัยไม่เป็นคุณกับจำเลย ศาลจะบังคับคดีตามนั้นเลย ตอนนี้เป็นอำนาจเจ้าพนักงานตำรวจที่ต้องจัดการตามหมายจับ ถ้าจะไปจับกุม จำเลยสถานที่ใดต้องขอหมายค้นศาลก่อน

เมื่อถามว่าสมมติว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วจะทำอย่างไร นายสืบพงษ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่ว่าตอนปล่อยตัวชั่วคราว กรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ศาลออกเงื่อนไขห้ามเดินทางออกไปต่างประเทศ ถ้าจะออก ต้องขออนุญาตศาลก่อน ดังนั้นถ้าไปจริงถือว่าผิดเงื่อนไขการปล่อยตัว

ตร.ยังไม่พบข้อมูลหลบหนี

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. กล่าวถึงการดำเนินการตามหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ตำรวจดำเนินการได้ทันทีตั้งแต่ศาลออกหมายมา ส่วนการค้นบ้านพักเพื่อติดตามตัวนั้นต้องพิจารณาตาม ป.วิอาญา เนื่องจากตำรวจออกหมายค้นเองไม่ได้ ต้องขอศาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ขอหมายค้นไปแล้ว แต่ยังไม่ทราบผล

เมื่อถามว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังอยู่ในเมืองไทยหรือหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว พล.ต.อ. ศรีวราห์กล่าวว่า ตามที่ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรายงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังอยู่ในราชอาณาจักร ไม่มีหลักฐานเดินทางออกไปต่างประเทศ ตนได้สั่งการให้สตม.เฝ้าระวังตามด่านตรวจ และตั้งแต่มีหมายจับ ได้สั่งให้ตำรวจที่มีพื้นที่เขตติดต่อตามแนวชายแดน เฝ้าระวังการเดินทางเข้าออกตามช่องทางธรรมชาติ เพราะเป็นไปได้ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะใช้ช่องทางดังกล่าวเดินทางออกนอกประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่พบข้อมูล รวมทั้งกำชับให้ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยออกสืบสวนติดตามจับ กุมตัวตามป.วิอาญา ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อำนวยความสะดวกให้หลบหนีนั้น ได้ตรวจสอบแล้วแต่ยังไม่พบข้อมูล และได้ประสานประเทศเพื่อนบ้านแต่ยังไม่พบหลักฐานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกนอกประเทศ

หึ่งหลบไป”ดูไบ”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบ้านพักส่วนตัวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ซอยโยธินพัฒนา 3 ว่า หลังศาลออกหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ บรรยากาศ ที่บ้านพักยังเงียบสงบ ขณะที่มีสื่อมวลชนจำนวนมากทยอยมาปักหลักรายงานความคืบหน้า อย่างไรก็ดีตลอดทั้งวันบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลภายในบ้านพักเดินทางเข้าออกแต่อย่างใด โดยภายในบ้านไม่พบรถตู้โฟล์ก เลขทะเบียน ฮน 333 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถส่วนตัวที่น.ส. ยิ่งลักษณ์ ใช้เป็นประจำจอดอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบ พบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปทำบุญกราบไหว้สมเด็จโตที่วัดระฆัง กทม. เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นมีข้อมูลว่าวันที่ 24 ส.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์แล้ว ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เดินทางมาที่ประเทศสิงคโปร์เช่นเดียวกัน

รายงานข่าวเปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางออกจากประเทศไทยทางเกาะช้างผ่านช่องทางธรรมชาติทางชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ หรือสนามบินโปเชงตง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงพนมเปญไปทางตะวันตก 7 กิโลเมตร ก่อนบินตรงไปประเทศสิงคโปร์ แล้วบินต่อไปประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือดูไบ ต่ออีกทอด

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากบ้านพักในซอยโยธินพัฒนา 3 ในช่วงพลบค่ำ และไม่มีคณะติดตาม ซึ่งแม้แต่คนสนิทก็ไม่ทราบถึงการเดินทางดังกล่าวเนื่องจากเกรงข่าว จะรั่ว และการเดินทางออกนอกประเทศครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้พาน้องไปป์ นายศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชายคนเดียวไปด้วย โดยให้อยู่ในความรับผิดชอบของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร ผู้เป็นพ่อ โดยข้อความสุดท้ายที่อดีตนายกฯ ฝากไว้กับคนใกล้ชิดคือ “อย่าทิ้งน้องนะ”

คาดมีไฟเขียวผ่านด่านชายแดน

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย แจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้ช่องทางหลบหนีไปทางกัมพูชาแล้วนั่งเครื่องบินลงสิงคโปร์ เพื่อไปต่อเครื่องที่ดูไบ ซึ่งการหลบหนีครั้งนี้ต้องได้รับไฟเขียวจากทหารให้ผ่านด่านต่างๆ คาดว่ามีการหารือเพื่อให้ออกจากประเทศเพื่อแลกกับเงื่อนไขบางอย่างไปก่อนหน้า

รายงานข่าว แจ้งว่า การเดินทางออกนอกประเทศของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะทำให้อุณหภูมิการเมืองเบาลงกว่าการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ติดคุก ที่จะสร้างความไม่พอใจให้แก่มวลชน สร้างความกดดันให้ประเทศ ทำให้รัฐบาลคสช. มีปัญหา อีกทั้งไม่ใช่แค่คดีโครงการรับจำนำข้าวสิ้นสุด แล้วทุกอย่างจะจบเพราะน.ส. ยิ่งลักษณ์ยังมีคดีอีกมาก ขณะที่การออกจากประเทศจะสร้างประโยชน์ให้แก่ 2 ฝ่าย ฝั่งผู้มี อำนาจก็ใช้เรื่องนี้ถล่มพรรคเพื่อไทยได้ว่าหนีคดี ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับอิสรภาพ

รายงานข่าว แจ้งว่า ก่อนหน้านี้นายทักษิณเคยเอ่ยปากชวนน.ส.ยิ่งลักษณ์ มาใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศหากต้องเข้าคุก ซึ่งเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ญาติ คนสนิท ครอบครัวของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตส.ส.และผู้ติดตาม รวมถึงทุกคนในพรรคต่างงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเชื่อว่าคงมีสัญญาณอะไรบางอย่างมาก่อนแล้ว ไม่เช่นนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์คงไม่หนี เพราะเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ยังสั่งงานคนสนิทผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทีมงานได้เตรียมพร้อมจุดเดินทักทายกับประชาชนไว้แล้ว

น้องไปป์ยังอยู่กับพ่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบ้านพักของน.ส. ยิ่งลักษณ์ ว่า หลังจากศาลฎีกาฯ อ่านคำพิพากษา ลงโทษจำคุก นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ จำเลยในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) และพวกเสร็จสิ้น ปรากฏว่ามีรถตู้โฟล์ก สีทอง ทะเบียน ฮน 999 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่นายอนุสรณ์ อมรฉัตร และนายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ สามีและบุตรชายของน.ส. ยิ่งลักษณ์ ใช้เป็นพาหนะเดินทาง ซึ่งจอดอยู่ภายในบ้านพัก ขับออกจากบ้านพักทางประตูเล็กทางด้านหลัง โดยมีบุคคลนั่งโดยสารอยู่ภายในรถ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นวันนี้ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยตามปกติ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้นำหมายจับมาปิดแจ้งไว้ที่บริเวณบ้านพักของน.ส.ยิ่งลักษณ์แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อน ไหวของทีมทนาย ได้เตรียมความพร้อมอยู่ใกล้กับบริเวณบ้าน ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในกรณี ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำหมายศาลเข้าขอตรวจค้นบ้านพักของน.ส.ยิ่งลักษณ์

รปภ.ตู่ผวา-ยึดหนังสือมีรูป”ปู”

ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand Management Excellence Award 2017 ซึ่งปรากฏว่ามีมาตร การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เจ้าหน้าที่ ตำรวจ และทหาร ได้วางกำลังโดยรอบอิมแพ็ค ขณะที่ภายในอาคารมีการตั้งเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัย ทุกจุดทางเข้า ตรวจกระเป๋าและ ค้นตัวอย่างละเอียด พร้อมห้ามช่างภาพบันทึกภาพระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้น

ทั้งนี้ ระหว่างที่ตรวจค้น ผู้สื่อข่าวมติชนซึ่งถือนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ปกเป็นรูป น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมข้อความ “บทสรุปแห่งการเริ่มต้น” ติดตัวมา เจ้าหน้าที่ตรวจค้นพร้อมสอบถามว่าเอามาทำอะไร จากนั้นเมื่อเข้ามายังภายในห้องที่จัดงาน ได้มีเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นหน่วยล่วง หน้า เดินเข้ามาถามหานักข่าวมติชน พร้อมขอ เก็บหนังสือนิตยสารฉบับดังกล่าวเอาไว้ก่อน โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่จากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ขอให้มาเก็บนิตยสารดังกล่าว โดยผู้สื่อข่าวต่างตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่อาจเกรงว่าจะมีนำนิตยสารดังกล่าวขึ้นชูภายในงาน ในช่วงที่นายกฯ อยู่ในพิธี

ประยุทธ์ยันให้เกียรติทุกคน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า ตนไม่ได้ทำให้ใครแย่ลง ทุกประเทศ ก็เข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย มีมาพบ ปะพูดคุยและร่วมมือกับตน มีการทำสัญญา ลงนามเอ็มโอยู ลงทุนทั้งหมด ตนเคยถาม ผู้นำต่างประเทศว่ามาทำไม ในเมื่อตนอยู่ในสถานะเช่นนี้ เขาบอกว่าเป็นคนละเรื่องกัน ตนก็ทำในส่วนของประชาธิปไตย มีโรดแม็ป มีรัฐธรรมนูญ

“วันนี้ผมให้เกียรติทุกคน ผมไม่เคยไปอะไรกับใคร ผมให้เกียรติ แต่ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ต้องไปดูกัน เอง ขอให้ยอมรับในการกระบวนการยุติธรรม เข้ามาต่อสู้กัน ให้เกียรติกัน คนเราดูถูกกันไม่ได้ ก็ให้ความเป็นธรรมกับเขา และเขาก็ต้องรักษากติกา แค่นี้เองหน้าที่ของผม วันนี้ไม่มีพวกมาต่อต้านหรือไม่ ไม่มี เลิกมีได้แล้ว เรื่องสีสัน พอ วันนี้มีสีเดียวคือสีธงชาติ จะสีอะไรก็ไม่รู้ แต่เป็นสีธงชาติ จะไปเกลียดสีแดงได้อย่างไร สีแดงมันคือเลือด ใครจะมีเลือดสีอื่นบ้าง ทุกคนก็มีเลือดสีแดงทั้งนั้น ยกเว้นมีแต่คนไปทำสีเสียใช่หรือไม่” นายกฯกล่าว

ปัดไม่เกี่ยวออกหมายจับ”ปู”

พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงน.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลในคดีจำนำข้าว ว่า ได้รับรายงานแล้ว และการที่ศาลออกหมายจับ ไม่เกี่ยวอะไรกับตน เพราะไม่สามารถสั่งกระบวนการยุติธรรมได้ ถามว่าเขาทำตามกฎหมายหรือไม่ ตนทำได้เพียงกำชับฝ่ายความมั่นคงให้ติดตามว่าป่วยจริงหรือไม่ และขณะนี้อยู่ที่ไหน กำชับให้ติดตามเส้นทางเข้าออก ทั้งช่องทางธรรมชาติและปกติ เมื่อเช้าตนรู้สึกดีใจ และคิดว่าน.ส. ยิ่งลักษณ์ กล้าหาญดีที่เข้ามารับการพิจารณา แต่ได้รับแจ้งว่าไม่ได้มาเพราะมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน

เมื่อถามว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังอยู่ในประเทศหรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ทราบ ให้ติดตามอยู่ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติม กำลังหาตัวอยู่ ส่วนจะมีผลกระทบต่อการปรองดองหรือไม่นั้น ขึ้นกับประชาชน หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่แล้วไปไหน ใครทำให้เขาไป เรื่องนี้เป็นเรื่องกฎหมาย หากไม่อยู่แล้วกฎหมายว่าอย่างไร มีหมายเรียกหมายจับหรือไม่ อีก 1 เดือนที่ต้องพิจารณาใหม่ ถ้าไม่มาก็ยิ่งไปกันใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่โต

บ่นทำไมไม่มาฟังคำตัดสิน

“ทำไมไม่มา ทำไมไม่เข้าอยู่ในระบบ ในเมื่อมั่นใจ ผมก็ให้เกียรติ ก็เข้ามาอยู่ในระบบ แล้วคนที่มาออกันอยู่ที่ศาลมากันทำไม ทุกอย่างมันวุ่นวายปั่นป่วนไปหมด เพราะคนเยอะ และคนรอบๆ ข้าง ตอนแรกดีใจว่า จะมาฟัง ผมก็สบายใจ เดี๋ยวศาลก็ดูแลเอง ส่วนการพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรม แต่ไม่มาอีกแล้ว บอกว่าป่วย ผมก็หาตัวอยู่ว่าป่วยอยู่ที่ไหน ก็ยังหาไม่เจออยู่ ในเมื่อบอกว่าไม่มีอะไรผิดก็ต้องสู้คดีให้ได้ ซึ่งกฎหมายใหม่ก็ได้ช่วยแก้ปัญหาว่าไม่เป็นธรรมอย่างไร และให้มีสิทธิอุทธรณ์ ซึ่งผมและศาลได้พูดไปหลายครั้งในเรื่องนี้ แล้วยังไม่อยู่หมายความว่าอย่างไร จะบอกว่าไม่เป็นธรรมได้อีกหรือไม่ ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เมื่อถามว่าการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่ในขณะนี้ประเมินว่ามวลชนจะแผ่วลงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนไม่รู้แต่เชื่อว่าทุกคนเป็นประชาชนคนไทย ไม่ใช่พวกใคร แต่ความรักเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ไม่ว่าจะพวกไหนก็ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่ได้ เพราะจะมีปัญหา กับกฎหมายทั้งสิ้น

ป้อมยันไม่รู้เห็นเป็นใจให้หนี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวว่า ทราบว่าศาลออกหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว และต้องติดตามตัว และเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องทางการข่าวของฝ่ายความมั่นคง เขามีหลายบ้าน ไม่รู้อยู่บ้านหลังไหนและรถก็มีหลายคัน ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ส่วนเรื่องหลบหนียังไม่ชัดเจน เขาเป็นอดีตนายกฯ เจ้าหน้าที่จึงอาจมีคนเข้าไปช่วยเหลือ แต่ยังไม่แน่ใจ ทั้งนี้ ทุกฝ่ายต้องใจเย็นๆ หากหลบหนีก็ต้องติดตาม แต่เขาจะป่วยจริงๆ ก็ได้ เขาอาจไม่ได้หนี แต่อาจไปเก็บตัวที่โรงพยาบาลซึ่งเราก็ไม่รู้

เมื่อถามถึงกระแสข่าวรถของราชการระดับสูง พาหลบหนีไปตามเส้นทางเกาะช้าง เข้าประเทศกัมพูชา พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ทราบ อาจเป็นไปได้ว่าหนีไปแล้วจริงๆ เพราะมีเส้นทางการหลบหนีหลายเส้นทาง ก่อนหน้านี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันผ่านสื่อมาตลอดว่าจะไม่หลบหนี ฝ่ายความมั่นคงก็ไม่คิดว่าจะหลบหนี ยืนยันว่าฝ่ายความมั่นคงไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ หรือเปิดช่องทางให้หลบหนี ฝ่ายความมั่นคงได้ติดตามและดูแลตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด และตรวจสอบต่อไปว่าใช้เส้นทางใดหลบหนี ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าหลบหนีไปเส้นทางใด มีแต่กระแสข่าวว่าใช้เส้นทางเกาะช้างหลบหนี

ลั่นคนพาหนีมีความผิด

พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงข่าวมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่พาน.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีว่า หากรู้ว่าเป็นใคร ต้องได้รับโทษตามกฎหมายและหากเป็นข้าราชการทหาร ก็ต้องสั่งปลดจากตำแหน่ง ทันที ตนไม่แน่ใจว่ามีการเตรียมการล่วงหน้าหรือไม่ รวมถึงการเผยแพร่ภาพทำบุญผ่าน โซเชี่ยลก่อนหน้านี้ นับจากนี้จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนจะตั้งทีมติดตามตัวหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ อีกทั้งศาลยังไม่มีการพิพากษาเป็นที่สิ้นสุด หากจะตามก็คงตามเฉพาะคดีที่ศาลออกหมายจับเท่านั้น ยอมรับว่าฝ่ายความมั่นคงได้ติดตามความเคลื่อนไหว น.ส.ยิ่งลักษณ์ พบว่าไม่ได้ออกจากบ้านมา 2 วันแล้ว

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ส่วนกรณีน.ส. ยิ่งลักษณ์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าในวันนี้จะไม่เดินทาง มาศาลนั้น ไม่ทราบ สื่อคิดไปเอง อย่างไรก็ตาม นายกฯทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวแล้ว แต่ยัง ไม่มีสั่งมีการใดๆ

วิษณุชี้หมายจับตามขั้นตอนกม.

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อศาลเลื่อนไปก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างอยู่ที่ศาล มีเยอะที่ป่วยกะทันหัน ซึ่งศาลต้องออกหมายจับไว้ก่อนเพราะไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่ภายหลังถ้าตรวจสอบได้ว่าป่วยจริง หรือฟังขึ้น สามารถยกเลิกได้ และเมื่อออกหมายจับแล้ว ถ้าเจอตัวที่ไหนจับกุมได้เลย จับคือจับ จับแล้วก็บอกศาลเพื่อให้ศาลบอกว่า จะทำอย่างไรต่อ ทุกอย่างเป็นขั้นตอนปกติ หมายถึงคืนไปสู่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามปกติ เรื่องนี้คนเป็นตำรวจ ทนาย อัยการ เขารู้หมดอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร

เมื่อถามว่าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ หนีออกนอกประเทศแล้ว การดำเนินการต่างๆ จะเหมือนกับกรณีนายทักษิณใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ครับ ส่วนการยึดทรัพย์เรียกค่าเสียหายในคดีทางปกครองนั้น ไม่ได้รอผลของคดีในศาลฎีกาฯ ตอนนี้รอดูผลของศาลปกครองว่าจะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับยึดทรัพย์ หรือไม่

นิพิฏฐ์จี้คสช.แจงหนีได้อย่างไร

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) กล่าวว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่พบประวัติการเดินทางออกนอกประเทศของน.ส.ยิ่งลักษณ์ผ่านทางด่านตรวจคนเข้าเมืองใดๆ ไม่ว่าจะเป็นที่สนามบินทั่วประเทศ หรือด่านตรวจคนเข้าเมืองตามแนวชายแดน เพราะตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 2558 หลังจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีโครงการรับจำนำข้าว ก็ส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาฯ ซึ่งศาลมีคำสั่งห้ามไม่ให้น.ส. ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศ ระหว่างปล่อยตัวชั่วคราวจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่หากออกนอกประเทศผ่านทางพรมแดนธรรมชาติ ทางตม.จะไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทาง ออกทางช่องทางนี้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า หากยังอยู่ในประเทศ เจ้าหน้าที่จะต้องจับกุมตัวโดยเร็วไม่เกิน 24 ชั่วโมง แต่หากอยู่ต่างประเทศแล้ว คสช.รวมถึงเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าหนีออกไปได้อย่างไร เพราะเรื่องนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในตัว คสช.ด้วย ซึ่งเชื่อว่าคนระดับนี้น่าจะออกนอกประเทศไปแล้ว ถ้าหากจับกุมตัวไม่ได้ คสช.ก็คงมีปัญหา

“มีชัย”ยันปูมีสิทธิ์อุทธรณ์

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่ประกาศ ใช้ กระบวนการสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายที่มีอยู่ ส่วนสิทธิตามรัฐธรรมนูญ จะเกิดขึ้น ต่อเมื่อศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาแล้ว หากวันที่ 27 ก.ย.นี้ ผลออกมาเป็นโทษกับจำเลย จำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่จำเลยต้องมายื่นอุทธรณ์ด้วยตัวเอง

เมื่อถามว่า หากยื่นอุทธรณ์แล้วจะใช้กระบวนการวิธีพิจารณาอะไร ในเมื่อกฎหมายคดีอาญานักการเมืองใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ นายมีชัยกล่าวว่า ถ้ายังไม่มี ประธานศาลฎีกาสามารถออกข้อกำหนดวิธีพิจารณาคดีออกมาได้ ซึ่งต้องใช้องค์คณะพิจารณาคดีใหม่ เพราะเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญบอกไว้ ถ้าครบ 30 วันหลังศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว หากจำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์คดีต้องสิ้นสุด ส่วนจะนับอายุความอย่างไร วันนี้ยังตอบชัดเจนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการตีความของศาลว่า การนับอายุความเป็นคุณหรือโทษหรือไม่ ถ้าเป็นโทษก็ใช้ย้อนหลังไม่ได้ ขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหา ถ้าโทษสูง อายุความ ก็จะสูงด้วย แต่หากศาลมองว่าใช้วิธีพิจารณาตามกฎหมายใหม่กับกรณีนี้ได้ ก็จะไม่มีการนับ อายุความ

ศาลตัดสินคดีขายข้าวจีทูจี

เวลา 10.00 น. ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อม. 25/2558 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กรมการค้าต่างประเทศ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ผู้ร้อง นายภูมิ สาระผล ที่ 1 กับพวกรวม 21 คน จำเลย และคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2559 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กรมการค้าต่างประเทศ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน จำเลย

คดีแรก โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 มี.ค.2558 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1-21 ซึ่งเป็นอดีตรมช.พาณิชย์ อดีตรมว.พาณิชย์ อดีตข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์ และพ่อค้าข้าวร่วมกันทำความผิดเกี่ยวกับการทำสัญญาขายข้าวให้แก่รัฐวิสาหกิจจีน โดยอ้างเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐ ในราคาต่ำกว่าท้องตลาดทำให้รัฐเสียหาย แต่ความจริงขายข้าวบางส่วนให้แก่พ่อค้าข้าวในประเทศ

ต่อมาโจทก์ฟ้องวันที่ 13 ม.ค. 2559 โจทก์คดีที่สอง กล่าวหาจำเลยที่ 22-28 ซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้าข้าวอีก 7 ราย สนับสนุนการกระทำ ความผิดในคดีแรก ศาลจึงรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน วันที่ 20 เม.ย. กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง อ.ต.ก. และ อคส. ยื่นคำร้อง ให้จำเลยที่ 7-28 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 26,366,708,172.42 บาท รูปคดีจึงกลายเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา โดยเริ่มไต่สวนนัดแรกวันที่ 15 มิ.ย. 2559 ไต่สวนพยานแล้วเสร็จนัดสุดท้ายวันที่ 5 ก.ค. 2560

สั่งคุกบุญทรง 42 ปี-ภูมิ 36 ปี

ศาลพิเคราะห์ เป็นมติโดยนายธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกาเจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน สั่งจำคุกนายภูมิ 4 กระทง 36 ปี ตามความพ.ร.บ.เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทหนักสุด กรณีเปิดโอกาสให้ 2 บริษัทในจีนทำสัญญารับซื้อข้าว รวม 2 สัญญา อ้างหลักการทำสัญญาตามจีทูจีระหว่าง ไทยกับจีน แต่ข้อเท็จจริงเป็นการทำสัญญาที่ให้เอกชนรับซื้อข้าวจากรัฐบาลไทยไปขายต่อประเทศที่ 3 ซึ่งผิดหลักเกณฑ์ และข้าวไม่ได้นำสู่จีนตามที่อ้าง ส่วนนายบุญทรงให้จำคุก 4 กระทง ในความผิดเดียวกันและความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 151 จึงรวมจำคุกทั้งสิ้น เป็นเวลาสูงสุดของกลุ่มรายการเวลา 42 ปี

ด้าน เสี่ยเปี๋ยง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร ให้จำคุก 4 กระทง ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่กระทำความผิดฮั้วประมูล, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม พศ.2542 มาตรา 123/1 ให้คุกทั้งสิ้น 48 ปี ขณะที่น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21 ลูกสาวเสี่ยเปี๋ยง ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ ก็มีความผิดเช่นเดียวกัน ซึ่งศาลพิพากษาให้ร่วมกับบริษัทกีธาฯ จำเลยที่ 20 ชดใช้เงิน 1,294,109,764.80 บาท แต่น.ส.ธันยพร ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มจำนวน เพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษา ต่อไปในวันที่ 27 ก.ย. เวลา 09.00 น.

เสี่ยเปี๋ยงชดใช้ 1.6 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ในส่วนของเสี่ยเปี๋ยง และบริษัทสยามอินดิก้า และนายนิมล ลูกน้องเสี่ยเปี๋ยง ศาลให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับกระทรวงการคลังเป็นเงิน 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี

โดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องนายสมยศ คุณจักร จำเลยที่ 19 ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติเสี่ยเปี๋ยง และจำเลยที่ 22-28 ซึ่งเป็นกลุ่มเอกชนโรงสีข้าวและกรรมการบริษัทรวม 7 ราย เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ ยังฟังไม่ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำตามฟ้อง

คุมตัวส่งคุก-ชวดประกัน

ต่อมาเวลา 15.30 น. ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้คุมตัวจำเลยทั้งหมดขึ้นรถไปที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ โดยนายบุญทรงและนายภูมิ มีสีหน้าเรียบเฉย เช่นเดียวกับจำเลยรายอื่นๆ ขณะเดียวกันทีมทนายจำเลย ได้ทำเอกสารยื่นประกันจำเลยระหว่างที่รอใช้สิทธิ์การยื่นอุทธรณ์คดี ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ปี 2560 มาตรา 195 โดยขอให้องค์คณะพิจารณาประกันตัวว่าจะปล่อยตัวหรือไม่ หากศาลมีคำสั่งให้ประกันก็จะปล่อยตัวจำเลยที่นั่น

ต่อมาเวลา 16.50 น. นายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ศาลยกคำร้องการขอปล่อยตัวชั่วคราวหรือประกันตัวนายบุญทรงและจำเลยทั้งหมดรวม 25 คน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่กระชั้นชิด อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ทีมทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่สามารถ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ภายใน 30 วันโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานใหม่เห็นว่าเบื้องต้นยังไม่ได้มีบางประเด็นมาพิจารณาแต่ไม่ขอเปิดเผยว่ามีประเด็นใดบ้าง โดยนายบุญทรงบอกแต่เพียงว่าให้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

เรือนจำนำตัวเข้าแดนแรกรับ

นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีควบคุมตัวนายบุญทรง เและนายภูมิ กับพวก รวม 10 คนว่า หลังจากเจ้าหน้าที่เรือนจำได้รับตัว ผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว ได้ตรวจร่างกาย พร้อมทำ ประวัติผู้ต้องขังใหม่ ซึ่งจากการตรวจร่างกายพบว่านายบุญทรง มีโรคประจำตัวคือ โรคภูมิแพ้ และโรคความดัน โดยพบว่าวันนี้นายบุญทรงมีความดันสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจจะเกิดจากความเครียด ส่วนนายภูมินั้น พบว่ามีโรคประจำของคนสูงอายุ เช่น โรคไขมัน ความดัน

นายกฤช กล่าวว่า อย่างไรก็ตามผู้ต้องขังทั้งหมดจะถูกควบคุมตัวอยู่ภายในแดนแรกรับของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น ทางเรือนจำมีขั้นตอนการดูแลตามระเบียบอยู่แล้ว และไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษกับเจ้าหน้าที่

ด้านนายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า จากนี้จะนำตัวไปควบคุมยังเรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากโทษผู้ต้องขังเกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากนั้นเรือนจำกลางคลองเปรมจะส่งตัวไปยังแดนแรกรับของเรือนจำตามขั้นตอน สำหรับนายบุญทรงและนายภูมิ ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำ คงไม่เจอกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมเช่นกัน เนื่องจากนายสนธิอยู่ในแดนคนชรา ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำนปช. อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และถูกจำแนกแยกแดนออกไปยังแดนควบคุมในเรือนจำ

ณัฐวุฒิชี้มีแต่คนเห็นใจยิ่งลักษณ์

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า เอาใจช่วยน.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสู้คดีมาตลอด แต่ก็เคารพในการตัดสินใจ เพราะเห็นว่าคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่เป็นธรรมทางการเมือง และกระบวนการก่อนถึงชั้นศาล ก็มีหลายคำถามเรื่องหลักนิติธรรม อย่างน้อย ที่สุดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยืนหยัดต่อสู้ตามกระบวนการจนถึงวินาทีสุดท้าย ใครจะตอกย้ำ ซ้ำเติมอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ แต่ขอใช้สิทธิ์เข้าใจและเห็นใจอดีตนายกฯ จากการเลือกตั้งที่ต้องคดีจากการดำเนินนโยบายสาธารณะเพื่อช่วยเหลือชาวนายากจน

“จากที่ได้พูดคุยกับหลายคนที่เดินทางมา แม้จะไม่ได้พบคุณยิ่งลักษณ์แต่ก็ไม่เสียกำลังใจ กลับสงสารเห็นใจทั้งในฐานะอดีตนายกฯ และในฐานะแม่ของลูกชาย นับจากนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าชีวิตทั้งครอบครัวจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณยิ่งลักษณ์ ใครไม่เจอกับตัวคงไม่เข้าใจ แต่เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากสัมผัสได้ถึงความบอบช้ำในหัวใจที่แสดง ออกต่างกรรมต่างวาระตลอด 3 ปีที่ผ่านมา” เลขาธิการนปช.กล่าว

ทูตยูเออียังไม่พบ”ปู”เข้าดูไบ

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า คดีนี้จะมีคำพิพากษา 2 ด้าน คือวันที่ 27 ก.ย.นี้จะอ่านคำพิพากษาทางคดีโดยศาลฎีกาฯ ซึ่งทุกฝ่ายต้องเคารพ และคำพิพากษาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งกาลเวลาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงจะทำหน้าที่อธิบายข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ แม้วันนี้เราจะไม่เห็นอดีตนายกฯมาฟังคำพิพากษา แต่คิดว่าทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้มีอำนาจควรมองเห็นประชาชนที่มาจากทั่วประเทศด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีการจ้างวาน ไม่มีใครทำผิดกฎหมายหรือสร้างสถานการณ์วุ่นวายใดๆ ภาพวันนี้เจ้าหน้าที่ทั้งหลายควรตระหนักและปฏิบัติต่อประชาชนในพื้นที่ด้วยการให้เกียรติ ไม่มีการข่มขู่กดดันอีกต่อไป

วันเดียวกัน ร.ท.โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กล่าวถึงกระแสข่าวน.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีออกนอกประเทศมุ่งหน้าไปยังนครดูไบ เพื่อไปพบกับนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชายว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางมาถึงยูเออีแล้วหรือไม่ หรือว่าเข้ามาในช่องทางใด ระหว่างเครื่องบินส่วนตัวหรือพาณิชย์ โดยสถานทูตกำลังติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่การเดินทางเข้ามายังยูเออีจำเป็นที่ต้องใช้วีซ่า เพราะแม้ แต่ผู้ที่ถือหนังสือเดินทางทางการทูตของไทยยังต้องใช้เช่นกัน

“ปู ไปรยา”ขอบคุณตู่ช่วยผู้ลี้ภัย

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้การต้อนรับ น.ส.ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทูตสันถวไมตรี สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวแสดงความยินดีแก่น.ส.ไปรยา ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ โดยถือ เป็นทูตสันถวไมตรีคนแรกของประเทศไทยและคนแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย เชื่อมั่นว่าการเป็นบุคคลสาธารณะและเป็นผู้นำทางความคิดจะช่วยให้งานของยูเอ็นเอชซีอาร์เป็นที่รู้จักมากขึ้น เกิดความเข้าใจ ตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งทุกประเทศต้องร่วมมือกันรับมือกับปัญหา จัดการและป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุในประเทศต้นทาง

ด้านทูตสันถวไมตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลและนายกฯที่ให้การดูแลผู้ลี้ภัย และร่วมมือ อย่างใกล้ชิดกับยูเอ็นเอชซีอาร์ในการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครอง การอำนวยความสะดวก การไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม และการเดินทางกลับประเทศต้นทางโดยสมัครใจ ส่วนนายฟรองซัวส์ มาร์ริเยต์ เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายโครงการยูเอ็นเอชซีอาร์ กล่าวว่าน.ส. ไปรยาทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรี และเป็นตัวแทนของประเทศไทยได้อย่างดี โดยยูเอ็นเอช ซีอาร์ พร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์และร่วมมือกับรัฐบาลไทย ในการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างยั่งยืน

 

ที่มา ข่าวสดออนไลน์