“ธนาธร” ปลุกกระจายอำนาจ ท้องถิ่นมีส่วนช่วยจัดการด้านสาธารณสุข-ดูแลสุขภาพคนไทย

“ธนาธร” ขออย่าทำให้นโยบายที่ดีถูกโยงเป็นการเมือง เชื่ออนาคตกองทุนสุขภาพรวมกันได้ บอกเป็นรบ.พี่ตูนคงไม่ได้วิ่งระดมทุน เชื่อไทยมีศักยภาพแก้ปัญหาฝุ่นละอองได้

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน เวิร์คพอยท์ จัดเวที “ผ่าแนวคิดพรรคการเมือง อนาคตสุขภาพคนไทย” โดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงการให้สิทธิรักษาพยาบาลฟรีเฉพาะผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น ว่า นโยบายประกันสุขภาพเป็นมิติใหม่ด้านนโยบาย เป็นการต่อยอดที่สำคัญ นับตั้งแต่มีหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า แสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยกินได้จริง คือ ทุหคนมีสิทธิและใช้ได้ร่วมกันได้ ส่วนแนวคิดให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ณ จุดบริการนั้น เรามีงบเพียงพอดูแลคนป่วย แต่ในการบริหารจัดการยังมีช่องว่างที่เราสามารถ นำ อสม. มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่านี้ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำได้ ซึ่งจะทำให้ลดงบประมาณ และอาจเพิ่มผลตอบแทนให้ อสม.ได้ด้วย ทั้งนี้ตนขอเสนอว่าควรให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารช่วยในการป้องกันมากกว่ารักษา อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2546-2549 เงินในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8 เปอร์เซ็นต่อหัว เท่ากับงบข้าราชการที่เพิ่มขึ้น แต่ก็มากกว่างบบัตรทอง ซึ่งแม้เราเชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ทุกกองทุนก็ยังไม่เท่ากันไม่ว่าจะใช้เวลากี่ปีก็ต้องทำให้เท่ากันและรวมกองทุนให้ได้ อย่างไรก็ตามเราจึงต้องทำให้การเติบโตของงบประมาณของบัตรทองเพิ่มขึ้น และดึงการเติบโตของระบบอื่นไว้เพื่อให้เท่ากันในที่สุด ทั้งนี้ข้อเสียของหลักประกันสุขภาพคือถูกทำให้เป็นการเมือง การพัฒนาต่อถูกตราหน้าว่าเป็นประชานิยม แม้แต่นายกฯคนปัจจุบันยังพูดตลอดว่าจะเอาเงินที่ไหน ฉะนั้นหากนโยบายดีอย่าทำให้เป็นการเมือง ควรจะผลักดันให้ดีขึ้น ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นผู้เสนอก็ตาม และจากการร่วมเสวนาในวันนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน ทั้งนี้หากพรรคได้เป็นรัฐบาลพี่ตูนหรือพี่ตู่ไม่ควรต้องวิ่งเพื่อระดมเงิน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐ ควรจะรณรงค์เพื่อนำอำนาจการจัดสรรทรัพยากรกลับไปสู่ท้องถิ่นมากกว่า

นายธนาธร กล่าวว่าหากตนได้เป็นนายกรัฐมนตรีปัญหาฝุ่นละออง ว่า pm2.5 แก้ไขไม่ได้ด้วยการสวดมนต์แน่ๆแต่ต้องแก้ไขด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือการรับหลักเกณฑ์รถยูโร 5 หรือ การใช้รถเมล์ไฟฟ้า สามารถทำได้ทันที และทำให้เกิดอุตสาหกรรมการแข่งขันในไทยได้ อย่างไรก็ตามในการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่มีต่อประชาชน นายกฯต้องนั่งหัวโต๊ะไม่ใช่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. หรือ ให้ผู้ว่าฯเขตจัดการ แล้วเมื่อค่าฝุ่นเพิ่มจะสั่งลงโทษ เพราะแค่ลมพัดก็ไม่เขตอื่นแล้ว ทั้งนี้การจัดการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่เยอะขนาดนี้จะต้องมีผู้นำ เราเคยดึงหน่วยงานต่างๆเข้ามาแก้ไขปัญหาได้สำเร็จในกรณีช่วยทีมหมูป่าที่ถ้ำหลวง เรามีศักยภาพเพียงพอ

 

 

 

 

ที่มา มติชนออนไลน์

Previous articleแฟนคลับโผล่เชียร์! “ธนาธร” ถึงเวทีเสวนา วัยรุ่น-นศ. แห่ชูป้ายไฟ “ฟ้ารักพ่อ”
Next articleผู้ว่าฯกทม. ยันเดินหน้า ‘โรงเผาขยะ’ 1.3 หมื่นล. พร้อมชี้แจงศาลกรณีส่อล็อกสเปก