“สุวัจน์” เปิดเจรจาพันธมิตรทุกขั้ว ดีล 3 ก๊ก จัดรัฐบาล-ชิงบัลลังก์ประธานรัฐสภา

"สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา
สัมภาษณ์พิเศษ โดย ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ, ปิยะ สารสุวรรณ

 

โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง พรรคใหญ่ พรรคตัวแปร เปิดแคมเปญต้าน-หนุน การสืบทอดอำนาจกันอย่างเข้มข้น ดุเดือด

แต่พรรคขนาดกลาง “ชาติพัฒนา” ภายใต้ร่มเงาของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานที่ปรึกษาพรรค ในฐานะ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขอยืนเป็นขั้วกลาง เปิดประตูรับพันธมิตร ไม่สร้างเงื่อนไข ต่อไปนี้คือเสียงของ “สุวัจน์” ช่วงที่การเมืองกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม

แผนรักษาที่มั่นโคราช ?

นครราชสีมาเป็นจังหวัดใหญ่ เป็นประตูสู่อีสาน และมี ส.ส. 14 เขต รวมปาร์ตี้ลิสต์น่าจะได้ 20 คน ดังนั้น ทุกพรรคต้องไปแข่งขันกัน และการเลือกตั้งครั้งนี้ทุกคะแนนมีความหมาย ชาติพัฒนาทำเต็มที่ ตั้งแต่การทำนโยบาย เฉพาะเมืองโคราชในการเป็นประตูสู่อีสานภาคสอง จะต้องมีระบบคมนาคมทั่วถึง ต่อมอเตอร์เวย์ ต่อรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ภาคอีสาน 20 จังหวัดไม่มีทางออกทะเล จะใช้โคราชเป็นประตูออกทะเลที่ทางหลวงหมายเลข 304 นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าภาคสอง พัฒนาโคราชให้มีอุตสาหกรรมการเกษตร แปลงสินค้าเกษตรให้มาเป็นพลังงาน เพื่อดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม สร้างราคาให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น มีกองทุนช่วยเหลือสวัสดิการเกษตรกรอีก 2 หมื่นล้าน เป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

ทำนโยบายต้องร่วมรัฐบาล ?

ยังไม่ได้คิดไกลไปถึงจุดนั้น เรามั่นใจว่านโยบายของพรรคโดนใจ และนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ เพียงแต่ทำอย่างไรให้นโยบายของเราไปถึงมือประชาชน ถึงใจ ถึงความคิด เป็นครั้งแรกที่ 14 เขตเลือกตั้งในโคราชต้องไปปราศรัยทุกเขต จึงต้องออกแบบนโยบายที่ประชาชนจำได้ เศรษฐกิจยุคทอง ยุคน้าชาติ และเพิ่มความทันสมัยด้วยเทคโนโลยี

ส่วนผลการเลือกตั้ง เมื่อเป็นพรรคนักกีฬาพร้อมยอมรับ ไม่ว่าผลอย่างไรถือว่าทำหน้าที่ของเราได้ดีที่สุดแล้ว ส่วนจะได้เป็นรัฐบาล หรือเป็นฝ่ายค้านก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่สบายใจว่า นโยบายที่เสนอไปไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้นถึงจะทำได้ แม้ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็มีสิทธิเสนอเรื่อง เสนอนโยบาย ฝ่ายค้านก็เป็นผู้ชี้เป้าเสนอแนะ กำชับผู้สมัครว่าต้องทำเช็กลิสต์ไว้เลยว่าสัญญาอะไรไว้ และต้องทำสิ่งนั้นหลังเลือกตั้ง 

ต้องมี ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ ?

เป็นพื้นฐาน เหมือนรถแรงม้าเยอะก็วิ่งได้เร็ว แรงม้าต่ำก็วิ่งช้าหน่อย จึงพยายามให้ได้ ส.ส.เยอะ ซึ่งระบบการเลือกตั้งวันนี้ ต้องสู้กันทุกเขตเพื่อเก็บคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ คิดจำนวน ส.ส.จากคะแนนรวมเป็นหลักว่าได้มากี่คะแนนแล้วหาร 7-8 หมื่นคะแนน ใครได้ 1 ล้านคะแนน จะได้ ส.ส.ประมาณ 12 คน จึงต้องหาคะแนนทุกจุด ชาติพัฒนาจึงมี 3 นโยบาย ของทั้งประเทศ

ส่วนนโยบายโคราช และนโยบาย กทม. พรรคการเมืองต้องมากำหนดยุทธศาสตร์ วางแผนการเลือกตั้งให้ประสบชัยชนะ ไม่วิเคราะห์ว่า รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร เราเป็นนักกีฬา เมื่อกติกาเป็นอย่างนี้ ต้องวิเคราะห์กติกาแล้ววางแผนการเล่นให้สอดคล้องกับกติกา

อยู่ขั้วประชาธิปไตย-หนุนลุง ?

เรา no problem เราไม่มีปัญหา ต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ต้องการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เห็นความขัดแย้งมา 10 กว่าปี ที่บ้านเมืองติดหล่มเพราะการเมือง ทั้งที่พื้นฐานเศรษฐกิจดีมาก ถ้าการเมืองนิ่ง ในภูมิภาคนี้ไม่มีใครแข่งกับประเทศไทยได้ ถ้าการเมืองนิ่งมีเสถียรภาพ ประเทศไทยไปโลด พรรคจึงให้ความสำคัญยุติความขัดแย้งทางการเมือง ทำการเมืองแบบ compromise ประนีประนอม เข้าได้กับทุกฝ่าย ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถ้าจะอยู่ฝ่ายไหนก็อยู่ฝ่ายประชาชนเป็นหลัก

เราไม่ตั้ง precondition เราไม่สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดทางเดินที่แคบสำหรับการเมือง ต้องเปิดพื้นที่ให้กว้างไว้ ต้องเปิดประตูมิตรภาพเอาไว้ก่อน ไม่ใช่เริ่มต้น ผมไม่คุยกับคุณนะ อยู่คนละฝั่งกับคุณนะ ชาติพัฒนาไม่ต้องการอยู่ในจุดนั้น เพราะเราต้องการอยู่ฝ่ายตรงกลางที่ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่การตัดสินใจจะอยู่บนพื้นฐานว่า ตัดสินใจอย่างนี้แล้วเศรษฐกิจดี การเมืองมีเสถียรภาพ ตัดสินใจตามความต้องการของประชาชน

ขั้วไหนตั้งรัฐบาลการเมืองนิ่ง ?

ไม่มองที่ตัวบุคคล แต่การเมืองจะนิ่งได้ต้องเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม มาจากการเลือกตั้งที่ประชาชนให้การยอมรับกับผลการเลือกตั้งที่เป็นธรรม คนมาใช้สิทธิเยอะ และการจัดตั้งรัฐบาลได้รับการยอมรับในวิธีการว่าถูกต้อง ตามเสียงประชาชนและรัฐธรรมนูญ สุดท้าย รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพในสภาล่าง

เวลาบริหารประเทศหลักอยู่ที่สภาล่าง ส.ส. 500 คน รัฐบาลต่ำกว่า 251 ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เสนองบประมาณไม่ผ่าน รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ แต่ถ้าเกินน้อย ๆ ก็ไม่มีเสถียรภาพอีก จะโหวตกฎหมายก็เฉียดฉิวตลอดเวลา ดังนั้น รัฐบาลต้องมีเสียงในสภาล่างที่มีเสถียรภาพ 251 คือเกณฑ์ขั้นต่ำ ถ้ามีรัฐบาล 300 เสียง ฝ่ายค้าน 200 เสียง ก็ถือว่ามีเสถียรภาพที่มีสมดุล ถ้ามีเสถียรภาพมากจนเกินไป เสียงข้างฝ่ายค้านเบา ไม่ค่อยได้ยิน หรือได้ยินแล้วไม่อยากจะทำตามก็ไม่ค่อยดี

พล.อ.ชาติชายพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า ประชาธิปไตยชนะกันเสียงเดียวก็พอ ถ้าชนะกันเยอะ ๆ ฝ่ายแพ้ก็ช้ำใจ มิตรภาพก็ไม่เหลือ พอชนะเยอะ ๆ ไม่สนใจฝ่ายค้าน รัฐบาลก็เหลิง ใช้เสียงข้างมากในสิ่งที่ไม่ได้ยับยั้งชั่งใจให้ดี ถ้าชนะกันน้อย ๆ เป็นการถ่วงดุลความรู้สึก ถ่วงดุลความคิด เสียงในสภาทำให้เกิดความรอบคอบในการอยู่ด้วยกัน และขึ้นอยู่กับนายกฯว่า เสถียรภาพของรัฐบาลควรมีองค์ประกอบของพรรคการเมืองแบบไหน ไม่ใช่แค่เสียง เหมือนทีมเวิร์ก อย่างนี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพของประเทศ

พรรคอันดับ 2 ชิงตั้งรัฐบาล ?

แล้วแต่เหตุการณ์ตอนนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ใครได้เสียงข้างมากก็ตั้งรัฐบาล ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น เรามีประเพณีทางการเมืองมาตลอด ตัวเลขก็จะเป็นตัวบอกว่า พรรคไหนจะเป็นฝ่ายสตาร์ต 5 โมงก็จะเห็นแล้วว่าใครเป็นฝ่ายสตาร์ต

คนที่สตาร์ตตั้งรัฐบาลได้ ก็ต้องมี 375 เสียง เมื่อก่อนนี้พอเราได้ 251 ก็สบายใจแล้ว ชัวร์พรรคเราเกินครึ่งแล้ว จบตั้งแต่วันนั้น แต่วันนี้ไม่จบ แม้จะได้เสียงเกินครึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 375 ซึ่งการตั้งรัฐบาลครั้งนี้มี 3 ก๊อก ก๊อกแรก ชิงประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน ไม่เกี่ยวกับ ส.ว. 250 คน ฝ่ายใดจะเป็นประธานสภาต้องได้ 251 เสียง

ก๊อกสอง 376 ชิงนายกฯ ก๊อกสาม ใครเป็นนายกฯ แล้วต้องย้อนกลับมาในสภาว่ามีเกิน 251 เสียง อีกรอบหนึ่ง ซึ่งผมว่ายากทุกก๊อก มีความหมายทุกก๊อก เป็นเกมที่น่าติดตาม เพราะเกมก๊อกหนึ่งอาจไปผูกกับเกมก๊อกสอง ใครเป็นประธานสภาอาจไปผูกกับตัวนายกฯไว้ก่อน หรืออาจจะไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ ก๊อกหนึ่งก็ก๊อกหนึ่งเลือกประธานสภา ตอนนั้นแล้วแต่กลไก ผมยังประเมินไม่ได้ว่าออกมาอย่างไร แต่รู้ว่ากลไก 3 ก๊อก

ฝ่ายตั้งรัฐบาลต้องชนะ 3 ก๊อก ?

ไม่จำเป็น ก๊อกหนึ่งอาจเป็นอีกฝั่งหนึ่ง แต่พอมาก๊อกสอง ฝั่งที่ได้เป็นประธานสภาอาจมาแพ้ตอนก๊อกโหวตนายกฯก็ได้ เพราะฝั่งที่ชนะประธานสภาได้มาแล้ว 251 เสียง ต้องหาอีก 125 เสียง จะหาได้หรือเปล่า ถ้าหาได้ก็ชนะก๊อก 2 แต่ถ้าหาไม่ได้ก๊อก 2 อาจไม่ชนะ เป็นการเลือกตั้งที่สนุกและตื่นเต้น

สมมุติ พรรค ก.สามารถรวบรวมเสียงก๊อกหนึ่งได้ 251 เสียง ชนะที่ประธานสภา พอมาก๊อก 2 หาไม่ถึง 375 เสียง ปรากฏว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นนายกฯ รวบรวมเสียงได้ 375 เพราะนำเสียง ส.ว.มารวม

แต่ตอนจัดรัฐบาลไม่สามารถหา 251 เสียง ในสภาล่างได้ แต่วันนั้นรัฐบาลเกิดแล้ว เพราะเป็นนายกฯแล้ว ก็จะฟอร์มรัฐบาลต่ำกว่า 251 เสียง เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ เวลาบริหารประเทศ เสนอกฎหมายก็จะแพ้ฝ่ายค้านตลอด

หรือกรณีมี 5-6 พรรค ไปยกมือให้เกิดประธานสภา แล้วใน 5-6 พรรค จะต้องมาเริ่มต้นในก๊อกสอง ที่จะหาเสียงโหวตนายกฯให้ได้ 375 เสียง แต่หาไม่ได้ ผิดกับอีกฝ่ายที่หา 375 ได้ เขาก็เป็นนายกฯ พอก๊อกสาม คนเป็นนายกฯก็ต้องมาหาให้ได้ 251 ในสภา ตอนนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า 5-6 พรรค ที่ไปโหวตให้ประธานสภาจะเปลี่ยนใจหรือไม่ เพราะนายกฯย้ายไปอยู่อีกซีกหนึ่งแล้ว

และการโหวตนายกฯก็ไม่ได้อัตโนมัติว่าคนที่โหวตประธานสภาแล้วคิดอย่างไรกับการโหวตนายกฯ เพราะคนละวัน คนละขั้นตอน จึงต้องติดตามทั้ง 3 ก๊อก

จะได้เห็นเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ ?

ก็เคยเป็นมาแล้ว ไม่เห็นเป็นไร เคยเป็นฝ่ายค้านช่วงปี”37-38 ตอนที่ท่านบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกฯ พอ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกฯ ก็เป็นรัฐบาลมาตลอด มีเป็นฝ่ายค้านช่วงสั้น ๆ 2 ช่วง ช่วงละไม่ถึงปีแล้วก็เป็นรัฐบาล ที่ชาติพัฒนาเป็นรัฐบาลก็เพราะ เป็นพรรคที่ไม่มีปัญหา เข้าได้ ประนีประนอมกับทุกฝ่าย

และเป็นพรรคที่ทำงานเป็น ไม่สร้างปัญหา มีเพื่อน อยู่บนเหตุผลนี้เอง ส่วนที่บอกว่าเป็นพรรครอเสียบ ก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน ดังนั้น ใครอยากจะคุยกับชาติพัฒนา ก็อยู่บนพื้นฐานเจรจา ไม่เคยสร้างปัญหาและทำงาน แต่ไม่ได้หมายความอัตโนมัติว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

คอนเซ็ปต์นายกฯในใจ ? 

ผมไม่มองตัวบุคคล นึกถึงบุคลิกแบบท่านชาติชาย เข้าได้กับทุกฝ่าย เข้าใจเรื่อง เข้าใจโลก เข้าใจเศรษฐกิจ เข้าใจคนรุ่นใหม่

เข้าใจเรื่องเทคโนโลยี และไม่ขัดแย้งกับใคร

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลยพิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

Previous articleโมโนเรล”สีชมพู-เหลือง”ปรับแบบวุ่น หนีท่อประปา-กทม.ยื้อทุบสะพานเดอะมอลล์บางกะปิ
Next articleเค้งหงษ์ทอง เฟ้นหานักกอล์ฟมือดี  ร่วมแข่งขัน MercedesTrophy Qualify  2019