“ยิ่งลักษณ์และพวก” เหนือเมฆ มือที่มองไม่เห็นอุ้มหลุดวงล้อม คสช.

เช้าวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่การปรากฏตัวของ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ณ หน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ครั้งสุดท้ายขึ้นศาลชี้ชะตาคดีจำนำข้าว

ทว่าเหตุการณ์กลับตาลปัตร-หักมุมตอนจบ เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ล่องหนไม่เห็นแม้แต่เงา ไม่ปรากฏตัวต่อหน้าศาล-กองเชียร์ ที่มารอมอบดอกกุหลาบสีแดงสดเป็นกำลังใจ ต่างหดหู่ วิพากษ์วิจารณ์ว่า ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยพี่ชาย-ทักษิณ ชินวัตร

ข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศกระพือแพร่สะพัดไปทั่วแดนพิพากษา ชนิดไร้ร่องรอย แม้กระทั่งผู้มีอำนาจในรัฐบาล-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่างให้สัมภาษณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่รู้-ไม่เห็น

“ก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันว่าจะไม่หลบหนี ฝ่ายความมั่นคงก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะหลบหนี ยืนยันว่าฝ่ายความมั่นคงไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ” พล.อ.ประวิตร เปิดเผยภายหลังกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มาปรากฏตัวต่อหน้าศาลเข้าหู

ปฏิกิริยาของ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้บอกมาตลอดว่า มีหน้าที่นำผู้มีคดีติดตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ปฏิกิริยาของ พล.อ.ประวิตร ผู้ให้สัมภาษณ์ทุกครั้งที่ถูกโต้กลับทางการเมือง ว่าส่งเจ้าหน้าที่ทหารไปดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยเท่านั้น เพราะหากเกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัย รัฐบาล และ คสช.ก็จะถูกตำหนิอีก

คำถามคำโตจึงพุ่งเข้าใส่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร ว่า ปฏิบัติการไร้เงาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ครั้งนี้ รัฐบาล-ฝ่ายความมั่นคง และ คสช.เกี้ยเซี้ย-สมยอมให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนี-ลี้ภัยไปต่างประเทศชนิดไร้ร่องรอยหรือไม่ ?

ตลอด 1,190 วัน รัฐบาล-คสช.คล้องโซ่ตรวน น.ส.ยิ่งลักษณ์นอกเรือนจำตลอด 24 ชั่วโมงไม่ให้รอดหูรอดตา แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้เวลาไม่ถึง 3 วัน เล็ดลอดเงื้อมมือ-คำพิพากษาศาล

ย้อนไปตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรากฏภาพ-ข่าวทหาร-ตำรวจ ประกบ สอดแนมความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์และแกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย (พท.) ทุกฝีก้าว ชนิดหายใจรดต้นคอ

วันที่ 9 ก.พ. 2558 น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางกลับบ้านเกิดที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่วัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาค 3 เกาะรั้วบ้านพักของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่หมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 และตำรวจตั้งด่านจุดตรวจ-จุดสกัดระหว่างทาง และเข้าค้นขบวนรถติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเฝ้าประกบติดตามความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตลอดทั้งวัน

วันที่ 24 มิ.ย. 2558 น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมด้วย “น้องไปป์”-ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชายและแกนนำ พท. เดินทางไป จ.พิษณุโลก เพื่อสักการะพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ตลอดการเดินทางมีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบติดตาม-ถ่ายภาพรายงาน “นาย” ตลอดเวลา

วันที่ 20-22 ต.ค. 2558 น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปทำบุญสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จ.หนองคาย และ จ.อุดรฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งใน-นอกเครื่องแบบมาสังเกตการณ์ติดตามการเคลื่อนไหว

วันที่ 4 ม.ค. 2559 น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมด้วยอดีตรัฐมนตรี และ ส.ส.พท. ลงพื้นที่พบปะประชาชนและทำบุญเนื่องในเทศกาลปีใหม่ประจำปี 2559 บริเวณภายในตลาดสดเทศบาลเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น มีกำลังตำรวจ-ทหารและฝ่ายปกครอง รวมกว่า 100 นาย ประจำตามจุดต่าง ๆ และตรวจสอบพฤติกรรมและการดำเนินกิจกรรมที่ไม่ขัดคำสั่งของ คสช.

วันที่ 28 ก.พ. 2559 น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปงานสวดพระอภิธรรมพี่ชาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯ ที่บางบอน มีทหารบุกเข้าไปในศาลาเพื่อถ่ายรูป น.ส.ยิ่งลักษณ์ขณะที่นั่งเป็นประธานฟังพระสวดอภิธรรม

วันที่ 4 ม.ค. 2560 น.ส.ยิ่งลักษณ์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เท่าที่ดิฉันเข้าใจ การดูแลความปลอดภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น เจ้าหน้าที่ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบควรเข้ามาแสดงตัวหรือแนะนำตัวอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ มากกว่าที่จะบอกว่าเป็นเรื่องเนียนหรือไม่เนียน ที่สำคัญไม่ควรมาสะกดรอยตามทุกฝีก้าว หรือแอบถ่ายรูปมากเสียจนขาดความเป็นส่วนตัว หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล”

“นอกจากนั้น การไปติดตามสอบถามตามร้านค้าหรือทุกสถานที่ ทั้งก่อนที่ดิฉันจะไปและหลังจากกลับแล้ว ดูจะเป็นการสร้างความตระหนกตกใจแก่ผู้ประกอบการและประชาชนเสียมากกว่า ดิฉันจึงเห็นว่ารัฐบาลควรจะใช้เวลาและกำลังพลเพื่อทำประโยชน์แก่ประชาชนก็จะเป็นการดีกว่านะคะ”


เมื่อกุนซือนักการเมือง-เสนาบดี คสช.ประเมินตรงกันว่า ปล่อยให้ยิ่งลักษณ์หนี ดีกว่ายอมให้ติดคุก-สวมมงกุฎวีรสตรีประชาธิปไตย เป็นหนามทิ่มแทงรัฐบาลทหาร-คสช. ปิดฉากนารีขี่ม้าขาว