อนค. จ่อยื่นศาลรธน. วินิจฉัยสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์แจกที่นั่งพรรคเล็ก

สูตร 27 พรรคเอฟเฟค! “ปิยบุตร” เตรียมใช้ 2 วิธี ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สูตรแจกที่นั่งพรรคเล็ก ขัดรธน.หรือไม่ งง แค่จังหวัดละ 417 คะแนน ก็ได้ ส.ส. 1 คน ด้าน “ธนาธร” ปลุก 378 เสียงในสภา ร่วมปิดสวิตซ์ ส.ว. จี้ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา ต้านสืบทอดอำนาจ ยัน ยังหนุน “สุดารัตน์” เป็นนายกฯ ซัด พวกแต่งตั้งส.ว. ไม่อยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม ที่พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองรายชื่อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยนายปิยบุตร กล่าวว่า 1.การคำนวณจำนวนที่นั่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ ตามที่ตนได้ยื่นจดหมายไปยัง กกต. ว่า การคำนวณที่นั่ง ต้องยึดหลักตามมาตรา 91 ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะใช้สูตรใดก็ตามแต่ แต่เพดานอยู่ที่มาตรา 91 ที่ประมาณ 71,000 คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คน แต่เมื่อ กกต. ได้แถลงแล้ว พร้อมระบุว่า เราได้ส.ส.รวมทั้งหมด 80 คน แสดงว่า กกต. เลือกใช้สูตร 27 พรรคในการคำนวณ ในความเห็นของเรา การใช้วิธีการที่ กกต.ใช้ น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91

นายปิยบุตร กล่าวว่า สำหรับคะแนนของพรรคอนาคตใหม่ที่ทิ้งน้ำ คิดเป็นคะแนนดิบ ประมาณ 600,000 คะแนน เราพูดเสมอว่าระบบการเลือกตั้งนี้ อยากให้ทุกคะแนนมีความสำคัญ ไม่อยากให้มีคะแนนทิ้งน้ำ แต่เมื่อคำนวณออกมา ปรากฎว่า คะแนนเราหายไป 600,000 คะแนน เมื่อรวมพรรคอื่นได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเสรีรวมไทย จะมีประมาณ 1.5 ล้านคะแนน ในขณะเดียวกัน เมื่อนำคะแนน อีก 11 พรรคมารวมกันทั้งประเทศ รวมได้เพียง 550,000 คะแนน เท่านั้น หมายความว่า กกต.เลือกที่จะทิ้งคะแนนเสียงกว่า 1.5 ล้านเสียง หากเป็นแบบนี้ สิ่งที่เราพูดมาตลอดว่าทุกคะแนนมีความหมาย แต่พอนำมาใช้ กลับผิดไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น

“ลองเปรียบเทียบว่า คุณเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ เขต 1 จ.แพร่ ได้คะแนนรายเขตสูงที่สุดในประเทศไทย 72,000 คะแนน ได้ ส.ส.1 คน แต่พรรคอื่นได้ระหว่าง 30,000-60,000 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าพรรคอนาคตใหม่พรรคเดียว แต่เรากลับได้ 1 คนเท่ากัน พรรคสุดท้ายที่ได้ 33,000 คะแนนจากทั่วประเทศ เมื่อหาร 77 จังหวัด ขอเพียงจังหวัดละ 417 คะแนน 350 เขตทั่วประเทศ ขอเพียงเขตละ 100 คะแนน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความผิดเพี้ยน ปล่อยให้พรรคการเมืองที่ได้ 30,000 กว่าคะแนน ได้ ส.ส. 1 คน นี่คือการคำนวณที่ทำให้เกิดปัญหา” นายปิยบุตรกล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า ในส่วนของพรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้เสียหายโดยตรง 600,000 คะแนนถูกทิ้งน้ำไปหมด และยังมีคนที่เราคาดหวังว่าจะเป็น ส.ส. หายไป 7 คน พรรคเราในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาช่องทางในการดำเนินการต่อไป ได้แก่ 1. ยื่นคำร้องไปยัง กกต. เสนอให้ กกต. เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 210(2) เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่า กรณีนี้มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2.ใช้อำนาจตามมาตรา 213 ที่ระบุว่า บุคคลใดที่ถูกละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้น มีสิทธิยื่นเรื่องฟ้องตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เขียนประกอบไว้ว่า หากจะฟ้องตรง ต้องเริ่มจากการใช้ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งเรื่องต่อ คนที่เริ่มร้องสามารถส่งเรื่องด้วยตนเอง ซึ่งเรายืนยันว่าจะทำ ทั้ง 2 วิธี เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้สูตรคำนวณแบบ 27 พรรค นั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยวินิจฉัยประเด็นนี้

ด้านนายธนาธร กล่าวว่า วันนี้เรามีความชัดเจนเรื่องจำนวนส.ส.แล้ว ถึงวันนี้จะยังไม่ได้ 500 คน แต่สิ่งที่กกต.ประกาศรวมกันคือ 498 คน ขาดไป 2 คน เนื่องจากงดว่าที่ส.ส.เขต 8 จ.เชียงใหม่ที่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม 498 คนก็เพียงพอทำให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง ตนอยากชักชวนทุกคนให้คิดถึงก้าวต่อไปของประเทศไทย ว่าหลังจากนี้จะเดินไปทางไหน ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ขอเสนอให้นำข้อเสนอที่เราพูดไว้ก่อนการเลือกตั้ง คือการปิดสวิตช์ส.ว. กลับมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แล้วช่วยกันกดดันทำให้เกิดขึ้นจริง กล่าวคือ เราสามารถเลือกนายกฯได้ที่สภาผู้แทนราษฎร โดยปิดสวิตช์ไม่ให้ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากประชาชน สามารถทำงานได้ ซึ่ง 3 พรรคการเมืองที่ประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯต่อ คือ พรรคพลังประชารัฐ 115 ที่นั่ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง พรรคประชาชนปฏิรูป 1 ที่นั่ง รวม 3 พรรคได้ 121 ที่นั่ง ข้อเสนอปิดสวิตช์ส.ว. มีข้อแม้ 1 ข้อ คือ พรรคสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ต้องได้น้อยกว่า 126 ที่นั่ง ดังนั้นการปิดสวิตช์ส.ว.จึงเป็นไปได้

“ผมขอเรียกร้องให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตย ที่ต้องการยืนหยัด กลับไปทวงถามคำสัญญาที่พรรคการเมืองต่างๆให้ไว้เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล มาร่วมกันปิดสวิตช์ส.ว. เพราะตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า พรรคที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ได้ไม่ถึง 126 เสียง ทำให้การปิดสวิตช์ส.ว.เป็นไปได้ ถ้าต้องการยับยั้งกลไกที่ไม่ได้มาจากประชาชน ถ้าต้องการยับยั้งวัฒนธรรมไม่ฟังเสียงประชาชน ถ้าเราเชื่อว่านายกฯต้องมาจากประชาชน พรรคทุกพรรคที่ไม่ใช่ 3 พรรคนี้ สามารถมีส่วนทำให้ประเทศไทยไปข้างหน้า การเมืองไม่ไปสู่ทางตันได้ สามารถยกมือรับรองนายกฯที่ถูกเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมากได้ เพราะพรรคการเมืองนอกจาก 3 พรรค จะมีเสียงรวมกัน 378 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร มากกว่าจำนวนเสียงของทั้ง 3 พรรค บวกกับ 250 ส.ว.แต่งตั้ง นั่นจะทำให้การเมืองเดินหน้าไปได้ ผมเรียนขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคมาร่วมกันปิดสวิตช์ส.ว. ทำให้เรื่องการเลือกนายกฯเป็นของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน ทำให้การเลือกนายกฯ ไม่มาจากกลไกการสืบทอดอำนาจ ไม่มาจากส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของคสช.” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธร กล่าวว่า นี่จะเป็นบันไดก้าวแรกให้ประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตยได้ อนาคตใหม่ยินดีไปพบพูดคุยกับพรรคที่ไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อร่วมปิดสวิตช์ส.ว. ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล พวกเราทุกคน นักการเมืองที่มาจากประชาชนสามารถทำให้ประเทศกลับมาสู่ความปกติ หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของคสช. และเปิดประตูบานใหม่ให้สังคม เดินฝ่าความขัดแย้ง นำประชาธิปไตยกลับคืนมา ผมพร้อมเดินทางไปพูดคุยกับพรรคการเมืองทุกพรรคเพื่อให้การปิดสวิตช์ส.ว.เป็นจริงให้ได้ นี่คือสิ่งที่เราจะเรียกร้องและรณรงค์ต่อไป

นายธนาธร กล่าวอีกว่า ตนขอขอบคุณชาวอนาคตใหม่ที่ร่วมกันรณรงค์และเดินเคียงข้างตนในยามที่กำลังใจเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ในช่วงเวลาหลังเลือกตั้งที่ตนโดนมรสุมคดีการเมืองต่างๆเข้าเล่นงาน จนทำให้เรามาถึงวันนี้ได้

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ นายธนาธรกล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ รวมกับ พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป รวมกันได้เพียงแค่ 121 เสียง ซึ่งยังห่างไกลกับ 250 เสียงอีกมาก แม้จะใช้สูตร 27 พรรค หรือมีการพยายามผลักดันให้เสียงของพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ได้มากขึ้นก็ตาม การจะข้ามเส้นนี้ได้ ต้องรวมให้ได้ 20 พรรคการเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

“ผมยังมองไม่เห็นว่าจะเดินไปสู่ทางตันได้อย่างไร ผลการเลือกตั้งไม่ได้ชี้ขาดอนาคตประเทศไทยอย่างที่ใครหลายคนคาดหวัง แต่ในระบบประชาธิปไตย มันไม่มีทางตัน ถ้าไม่มีกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามายุ่มย่าม อย่างไรเสียก็ตั้งรัฐบาลได้อยู่แล้ว และผมยังเชื่อว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองหลายพรรค ได้พูดจาหาเสียงให้กับประชาชน ซึ่งในวันนี้ได้เวลายืนยัน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย ที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจ ของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือ เป็นฝ่ายค้าน พวกเรารวมมือกันพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้” นายธนาธรกล่าวเ

เมื่อถามต่อว่า พรรคการเมืองที่ลงสัตยาบันไว้ทั้ง 7 พรรค ได้มีการหารือกันเบื้องต้นหรือยัง หลัง กกต.ประกาศรายชื่อส.ส. นายธนาธร กล่าวว่า ทั้ง 7 พรรค ยังเหนียวแน่น ที่เรารวมกันไม่ได้รวมกันเพื่อตั้งรัฐบาล แต่รวมกันเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. เราไม่ได้รวมกันเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือต่อรองเก้าอี้ใดๆ แต่เป็นเพราะมีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกัน ฉะนั้น การซื้อกันคงเป็นเรื่องยาก

เมื่อถามต่อว่า จะหารือร่วมกับพรรคการเมืองไหนต่อจากนี้หรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า เราพร้อมคุยกับทุกพรรคเพื่อเปิดประตูให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แต่ประเด็นหลักคือ เราทุกคนมาจากประชาชน หากเรายึดมั่นค่านิยมที่มาตั้งแต่พฤษภาคม 2535 คือ นายกฯต้องมาจากประชาชน การเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย

เมื่อถามถึง กรณีข้อกล่าวหาของกกต.เรื่องการถือหุ้นสื่อของนายธนาธร นายปิยบุตร กล่าวว่า เมื่อพิจารณาทุกทางแล้ว ไม่มีช่องทางไหนเลยที่จะสอย หรือแจกใบส้มแก่นายธนาธร หรือขัดขวางให้เจ้าตัวไม่ได้เข้าสภา เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร แต่วันนี้ ทุกคนไม่ได้เป็นผู้สมัคร แต่เป็น ส.ส.แล้ว และเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องทุจริตเลือกตั้งอีกด้วย

เมื่อถามว่า ยังยืนยันจะสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า วันนี้ผลออกมาชัดเจนแล้ว เรารู้ว่าพรรคใดได้เสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ดังนั้น เราจะให้เกียรติพรรคนั้นเป็นผู้กำหนดการจัดตั้งรัฐบาล แต่นี่เป็นคนละเรื่องกับการปิดสวิตช์ส.ว. เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ร่วมกันปิดสวิตช์ส.ว.ได้ บ้านเมืองเสียหายมามากแล้ว เกี่ยวกับบิดเบือนเสียงของประชาชนด้วยกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ถึงเวลาแล้วที่ต้องฟังเสียงประชาชนจริงๆ และเสียงของประชาชนอยู่ในสภาผู้แทนฯ ไม่ใช่ส.ว. วันนี้กล่าวอ้างได้เต็มปากแล้วว่าพวกเราเป็นตัวแทนประชาชน อย่าให้ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน

“กลุ่มคนที่แต่งตั้งส.ว.คือกลุ่มคนที่ไม่อยากเห็นสังคมไทยเดินไปข้างหน้า คือกลุ่มคนที่ต้องการเห็นวันพรุ่งนี้ ไม่ต้องการเห็นความก้าวหน้า เพราะสภาพสังคมในวันนี้ เอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกเขา เขาจึงไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ถึงเวลาแล้ว ที่ประชาชนต้องลุกขึ้นยืน ร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคมไปข้างหน้า” นายธนาธรกล่าว

นายปิยบุตร กล่าวถึงการปิดสวิตช์ส.ว.เพิ่มเติม ว่า พรรคการเมืองถือกำเนิดขึ้นได้เพราะระบอบประชาธิปไตย ถ้าไม่มีระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะเป็นองค์กรนอกกฎหมาย พันธกิจของพรรคการเมืองคือรวบรวมความต้องการของประชาชน เอามติมหาชนมาแสดง การเลือกตั้งครั้งนี้ ลองเอาคะแนนดิบทั่วประเทศมาคิดดูแล้ว ฝ่ายที่ไม่เอาการสืบทอดอำนาจของคสช.มีเยอะกว่า นั่นหมายความว่า มติมหาชนซึ่งแสดงออกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ได้ยืนยันแล้วว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจของคสช.จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ ที่ต้องเดินตามนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องการหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่เรื่องการตั้งรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน เรื่องนั้นไว้ทีหลัง เรายังมีหนทางอยู่

 

 

 

ที่มา มติชนออนไลน์

Previous articleเพื่อไทย จ่อยื่นฟัน กกต. เหตุใช้สูตรแจก ส.ส.ให้พรรคเล็ก เข้าข่ายใช้อำนาจขัด รธน.-กฎหมายลูก
Next article“พีระพันธ์ุ” ประกาศชิงหน.ปชป. 15 พ.ค.นี้