พปชร. กำแต้มต่อ เก้าอี้รัฐมนตรี “ปิดสวิตช์ ส.ว.” เพื่อไทย-อนค. เลือนราง

แคมเปญ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ผุดขึ้นจากพรรคอนาคตใหม่เป็นตัวตั้ง ก่อนเลือกตั้ง 24 มี.ค.

บนสมมติฐานการเมืองที่พรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯสมัยที่สอง ได้เสียง ส.ส.เขต+ปาร์ตี้ลิสต์ ประมาณร้อย

หาก พปชร.จะเข็น “บิ๊กตู่” เข้าทำเนียบรัฐบาลได้อีกคำรบ จะต้อง “พึ่งพา” เสียง ส.ว. 250 เสียง เพื่อรวมเสียงโหวตนายกฯ ให้ถึง 376 เสียงเท่านั้น

สถานการณ์ในตอนนั้น “ประชาธิปัตย์” ยังไม่กลายเป็นพรรค “ต่ำร้อย” ส่วน “พลังประชารัฐ” ยังเป็นแค่พรรคเกินร้อยนิด ๆ ส่วนเพื่อไทยภายใต้การนำของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่หวังว่าได้ ส.ส.เกิน 150 ที่นั่ง

แนวคิดของ “อนาคตใหม่” คือ ส.ส.ในสภา ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล จับมือกันให้ได้เกิน 376 เสียง โดดเดี่ยวพลังประชารัฐ ด้วยวิธีการ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” เช่นนี้ สภาผู้แทนราษฎรก็จะสามารถเลือกนายกฯ ตั้งรัฐบาลได้ โดยไม่อนุญาตให้ ส.ว.แทรกแซง

ทว่าสภาพในปัจจุบัน หลังกกต. รับรองผลเลือกตั้ง 24 มี.ค. แม้เพื่อไทย มี 136 เสียง ได้ ส.ส.เป็นอันดับ 1 ร่วมกับอีก 6 พรรคพันธมิตร อนาคตใหม่ 80 เสียง เสรีรวมไทย 10 เสียง เศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง ประชาชาติ 7 เสียง เพื่อชาติ 5 เสียง พลังปวงชนไทย 1 เสียง รวมกันแค่ 245 เสียง แต่ยังต่ำกว่าเป้าที่จะปิดสวิตช์ ส.ว.

“ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการ “มันสมอง” ฝั่งขั้วเพื่อไทย ประเมินกำลังฝ่ายพลังประชารัฐ ว่ามีแค่ 138 เสียงคือ พลังประชารัฐ 115 ที่นั่ง รวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง ประชาชนปฏิรูป 1 ที่นั่ง และกลุ่มพรรคเล็กที่มี 1 เสียง ส่วนฝ่ายที่ยังไม่ประกาศตัว 116 ที่นั่ง ประกอบด้วย ประชาธิปัตย์ 52 เสียง ภูมิใจไทย 51 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง และชาติพัฒนา 3 เสียง

“245 กับ 138 กำลังยันกันอยู่ เป็นหน้าที่ของประชาชนต้องช่วยกันให้ฝ่ายที่ยังไม่ประกาศตัวต้องตัดสินใจ”

เมื่อ “เกมต่อรอง” เก้าอี้รัฐมนตรี ในหมู่พรรคพลังประชารัฐ กับขั้ว “ตัวแปร” อยู่ในสภาพคลุมเครือ วาทกรรม “ปิดสวิตช์ ส.ว.” จึงหวนกลับมาอีกครั้ง พ่วงข่าวลือว่า ขั้วพันธมิตรเพื่อไทย โดยพรรคอนาคตใหม่ เปิดดีล “ประชาธิปัตย์+ภูมิใจไทย” ทำงานร่วมกัน พร้อมผลักดันทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ

แต่เส้นทางปิดสวิตช์ ส.ว. อาจเป็นแค่ทฤษฎี ทว่าในทางปฏิบัติ ตามสูตร 245+116=362 ของ “ภูมิธรรม” ก็ยังแพ้เสียง ฝั่งพลังประชารัฐ 138+250 จาก ส.ว.=388 เสียง

หาก “พล.อ.ประยุทธ์” งัดไม้ตาย ใช้เสียง ส.ว. 250 เดินหน้าตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพื่อฝ่าด่านนายกฯ ที่ต้องใช้เสียง 376 เสียงเท่านั้น หลังจากโหวตนายกฯ สร็จสิ้น เมื่อปรากฏชื่อ ปรากฏหน้าตานายกฯ อย่างเป็นทางการแล้ว เสียงในสภาอาจจะไหลกลับไปรวมขั้วกับรัฐบาลพลังประชารัฐ เพื่อตั้งรัฐบาลได้อีก

“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ในฐานะนักการเมืองเก๋าลายคราม ฉายภาพการโหวตนายกฯเป็นตุ๊กตาว่า “หากตัวนายกฯย้ายไปอยู่อีกซีกหนึ่งแล้ว การโหวตนายกฯก็ไม่ได้อัตโนมัติว่า ฝ่ายที่ชนะโหวตประธานสภาแล้วคิดอย่างไรกับการโหวตนายกฯ เพราะคนละวันคนละขั้นตอน”

ข่าวลือเรื่อง “งูเห่า” กำลังเพ่นพ่าน 9 พ.ค. 2562 “อารี ไกรนรา” ส.ส.พรรคเพื่อชาติ มือขวา “จตุพร พรหมพันธุ์” กล่าวถึงการซบพรรคพลังประชารัฐว่า “ยังไม่มีการตัดสินใจใด ๆ จุดยืน ณ วันนี้นะ ยังไม่ไปไหน หากจะมีการตัดสินใจต้องพูดคุยกับแกนนำของพรรคอีกครั้ง”

เป็นจังหวะเดียวกับข่าวลือว่า “อารี” และพวก ส.ส.เพื่อชาติ อาจจะยกมือหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เช่นเดียวกับ 5 คนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ อาจทิ้ง “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” หัวหน้าพรรค กอดสัตยาบันกับเพื่อไทยไว้ผู้เดียว

ตอกย้ำกับ 51 เสียงของภูมิใจไทย ขาข้างหนึ่งไปอยู่พลังประชารัฐ พร้อมตัวแปรอื่น ๆ พลังประชารัฐกำเสียงถึง 201 เสียง เหลือเพียง 52 เสียงของประชาธิปัตย์ที่จะมีหัวหน้าพรรคคนใหม่ ตัดสินใจ

เมื่อเพื่อไทย-อนาคตใหม่ ไม่มีแต้มต่อเป็นเก้าอี้รัฐมนตรี สูตรปิดสวิตช์จึงเลือนรางเต็มที

 

คลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่… End game “จุรินทร์” นั่งกัปตันประชาธิปัตย์ คนที่ 8 ลั่น นำทีมอเวนเจอร์ส สีฟ้าพ้นยุคมืด

Previous article“สรรพากร” สแกนธุรกิจ โอกาสสุดท้าย…บัญชีเดียว
Next articleชาวทวิตเตอร์ แห่ติดแฮชแท็ก #TaecyeonIsBack หลัง “แทคยอน” แห่งวง 2PM ปลดประจำการ