“พลังประชารัฐ” บล็อคไม่โหวต “ชวน” ประธานสภาเกือบล่ม

นัดแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่หอประชุมทีโอที ถ.แจ้งวัฒนะ เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

แม้ภายหลังการต่อรองจัดตั้งรัฐบาลเห็นภาพชัดเจน เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ พรรคพลังประชารัฐสามารถรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลปริ่มน้ำได้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทย – ประชาธิปัตย์ ยอมเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ถูกต่อร่วมกับขั้วพลังประชารัฐ เหลือเพียงการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีในบางตำแหน่ง

คิวที่ถูกเปิดก่อนตำแหน่งอื่น คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์แนบท้ายในข้อเสนอร่วมรัฐบาล ให้ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นั่งเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหาร ในโควตาการชิงตำแหน่งของขั้วพลังประชารัฐ  รองประธานสภาคนที่ 1 คือ “สุชาติ ตันเจริญ” ส.ส.ฉะเชิงเทรา 8 สมัย จากพรรคพลังประชารัฐ ส่วนรองประธานสภาคนที่ 2 “ศุภชัย โพธิ์สุ” เป็นรองประธานสภาคนที่ 2

ฝั่งพันธมิตรพรรคเพื่อไทย 7 พรรค มีการเสนอคนลงแข่งขัน ตำแหน่งประธานสภาฯ เพื่อไทย ส่ง “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์”  ส.ส.เชียงใหม่  พรรคอนาคตใหม่เสนอ “เยาวลักษณ์ วงประภารัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และพรรคเสรีรวมไทย เสนอชื่อ “ประสงค์ บูรณพงศ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานสภาฯ คนที่ 2

พปชร.ขวางชวน นั่งประมุขนิติบัญญัติ

แต่แล้วเกิดปรากฏการณ์ไม่คาดฝัน ก่อนการประชุมเริ่มขึ้น มีข่าวสะพัดทั่วทั้งทีโอที ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า พรรคพลังประชารัฐ จะขอเลื่อนวาระการประชุมเรื่องเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาออกไป เนื่องจากคีย์แมนสำคัญทั้ง คสช.และ พลังประชารัฐไม่เห็นด้วยกับการที่ “ชวน” เป็นแคนดิเดต

พรรคเพื่อไทยได้กลิ่นนี้ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย จึงยกมือขึ้นกล่าวกับนายชัย ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ผู้ทำหน้าที่ประธานสภาชั่วคราวพูดถึงกระแสข่าวดังกล่าว ก่อนที่ “วีระกร คำประกอบ” ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ยกมือขอเลื่อนวาระประชุม ทำให้ ส.ส.ฝั่งพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงไม่ยอมให้นายชัยเลื่อนญัตติออกไป อาทิ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.เพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วง

พท. เย้ย เปิดสภานัดแรกก็เล่นเกม

นายจิรายุ กล่าวตอนหนึ่งว่า ถ้าไม่มีการเลือกประธานสภา ก็ไม่มีการเลือกประธานกรรมาธิการ ส.ส.ก็ไม่สามารถพูดถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้ ประเทศผ่านวิกฤต 5-6 ปี พอได้หรือยัง พอมีการเลือกตั้งน่าจะจบ แต่ไม่จบ เปิดสภาวันแรกก็มีเกมอีกแล้วไม่รู้เกมอะไร หรือ เจรจาไม่จบ ประชาชนฉลาดพอ เปิดสภาครั้งแรกควรจะเป็นไปตามระเบียบวาระ ไม่เช่นนั้นประมุขชั่วคราวที่นั่งอยู่จะสง่างามได้อย่างไร

พปชร.หวั่น เสนอชวน ขัดกฎหมาย

เมื่อเกิดการชุลมุนโต้เถียงกันนานกว่า 1 ชั่วโมง “วิรัช รัตนเศรษฐ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ กล่าวในที่ประชุมอธิบายเหตุผลการขอเลื่อนวาระเลือกประธานสภาออกไปว่า เมื่อวานนี้ (24 พ.ค.) พปชร.มีมติเสนอสมาชิกของพรรคเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่เมื่อหารือกับหลายๆ พรรค 2 – 3 ทุ่ม จะเสนอคนจากพรรคอื่น ซึ่งชาติไทย และชาติพัฒนาก็สนับสนุน ดังนั้น ถ้าเผื่อวันนี้ปล่อยให้มีการโหวต และพลังประชารัฐยังไม่มีการกลับมติ ผมก็เกรงว่าอาจจะมีการนำเรื่องเหล่านี้ไปร้องสถานที่ต่างๆ อยากขออนุญาตว่าได้มีโอกาสได้เลื่อน และได้เลื่อนแล้วก็ได้ดำเนินการให้เสร็จตามขั้นตอนกฎหมายและจะนำกลับมาให้เร็วที่สุด

“สุรทิน พิจารณ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ กล่าวสนับสนุนว่า สนับสนุนให้เลื่อนออกไปเล็กน้อยเนื่องจากเข้ามาใหม่อยากศึกษาข้อบังคับ และศึกษาหน้าตา ยังไม่รู้จักพรรคพวกดีพอเลื่อนไม่ได้ทำให้เสียหายทำให้เกิดความพร้อมทุกฝ่าย ซีกฝ่ายค้านก็ไม่ต้องวิตก ให้ศึกษาเอกสาร รวมถึงศึกษาบุคลากรที่เป็นประธาน รองประธาน

กระทั่งเวลา 11.50 น.นายวีระกร คำประกอบ ผู้เสนอให้เลื่อนการประชุม ลุกขึ้นขอหารือว่า พรรคพลังประชารัฐขอเลื่อนการประชุมไป 14.00 น. แล้วจะถอนญัตติที่เสนอไป จากนั้น นายชัย สั่งพักประชุม นัดประชุมต่อเวลา 13.00 น

ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินออกจากห้องประชุม พร้อมลูกพรรค กล่าวสั้นๆ ว่า ตนอยากให้มีประธานสภาภายในวันนี้ ซึ่งขณะนี้ที่ประชุมกำลังวุ่นวายกันไปหมด

7 พรรค ดันวาระโหวตประธานต่อ

12.30 น. ระหว่างพักการประชุม หัวหน้าพรรคทั้ง 7 พรรค ขั้วเพื่อไทย ได้แถลงท่าทีร่วมกัน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตลอด 5 ปีปัญหาของชาติบ้านเมืองและประชาชนมากมายแค่ไหน การเลื่อนวาระประชุมเพื่อเลือกประธานสภาออกไป ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ที่ไม่สมควร ดังนั้น ขอให้เดินหน้าญัตติการเลือกประธานสภาต่อไป

นายธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า 7 พรรค มีมติร่วมกันให้ที่ประชุมดินหน้าต่อ ยืนยันว่า สภามีบุคลากรที่เหมาะสมในการเป็นประธานสภา และรองประธานสภาคนที่ 1 และ 2 ไม่มีเหตุต้องเลื่อนการประชุมสภาออกไป เราเห็นว่าพรรคบางพรรคต้องการเลื่อนวาระออกไป เป็นการเลื่อนเพื่อสืบทอดอำนาจ เพราะเป็นการเลื่อนเพื่อแก้ปัญหาเพื่อพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น ทั้งที่ประธานสภาเป็นตำแหน่งที่สำคัญ เป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ

ขณะที่ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า เรากินเงินเดือนภาษีประชาชน มาทำกันเล่นๆ ได้อย่างไรบุญคุณของประชาชนมันท่วมหัวเรา เหนือกว่าที่จะเราจะตอบแทนบุญกับใครที่จะมาเป็นประธานสภา คิดถึงบุญคุณของประชาชนให้มาก เราไม่เห็นด้วยให้เลื่อนวาระการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาออกไป

ต่อมา เวลา 13.00 น. นายชัย ได้เริ่มการประชุมอีกครั้ง โดยนายวีระกร กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐยืนยันมติให้มีการเลื่อนวาระการประชุมเพื่อเลือกประธานสภาและรองประธานสภาออกไป

นพ.ชลน่าน จากเพื่อไทย กล่าวว่า เสนอให้ปิดอภิปราย เพราะฟังได้เป็นความไม่พร้อมของพรรคการเมือง ชัดเจนว่ายืนยันจะขอเลื่อนการประชุมออกไป แต่อย่างไรก็ตาม เหตุผลอย่างนี้ 7 พรรค เห็นแล้วว่าสมควรอภิปรายไม่ต้องอภิปรายต่อให้ลงมติให้เลื่อนหรือไม่เลื่อน

ซึ่งจากการเปิดให้ลงคะแนนด้วยการขานชื่อ ปรากฏว่า ส.ส.ประชาธิปัตย์ ทุกคนได้ลงมติ “เห็นด้วย” กับการเลื่อนวาระการประชุมออกไป เช่นเดียวกับพรรคชาติไทย พรรคภูมิใจไทย ชาติพัฒนา และพรรคเล็กๆ ที่เป็นไปทางเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ แต่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเมื่อ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐจำนวน 5 ราย ประกอบด้วย นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ส.ส.สมุทรปราการ  นายอนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.พิษณุโลก นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.ยะลา นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี ขานมติผิดไปจากที่คนอื่นๆ โดย “ไม่เห็นด้วย” กับการเลื่อนญัตติโหวตประธานสภา

เมื่อหลังจากจบการโหวต ทั้ง 5 ราย ขอเปลี่ยนการลงคะแนนมาเป็น “เห็นด้วย” กับการเลื่อนญญัติ ทำให้เกิดการประท้วงวุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่นายชัยจะตัดบท และขอนับคะแนนว่าที่ประชุมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนญัตติ

ผลการนับคะแนนปรากฏว่า ที่ประชุมไม่เห็นชอบให้เลื่อนญัตติ 248 ต่อ 246  เสียง ดังนั้น มติที่ประชุมจึงถือว่าไม่ให้เลื่อนญัตติ จากนั้นนายชัย ได้นำเข้าสู่ระเบียบวาระที่ 2 เข้าสู่การประชุมเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ เสนอประธานชื่อสภาผู้แทนราษฎร คือนายชวน หลีกภัย ส.ส.ตรังพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนนายสุกาโน มะทา ส.ส. พรรคประชาชาติ เสนอ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ชิงประธานสภา โดยมีการลงคะแนนทางลับ

 

ธนาธร ใช้สิทธิพูดหยุดปฏิบัติหน้าที่

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ กับการที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต้อง “หยุดปฏิบัติหน้าที่”  เมื่อก่อนการประชุมเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้แจ้งประธานสภาให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

แต่นายธนาธร ยกมือขอพูดที่ไมโครโฟน แต่นายชัยบอกว่า “นายธนาธรเป็นผู้แทนแล้วไม่มีสิทธิจะพูดอะไรทั้งสิ้น เนื่องจากศาลไม่ให้ทำกิจการใดทั้งสิ้น

ปู่ชัย เล่นมุก นี่ไม่ใช่โรงละคร

แต่นายธนาธรยืนยันที่จะใช้สิทธิพูดต่อ โดยระบุว่า “ขอหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสภาผู้แทนราษฎรจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งวินิจฉัยเป็นอื่น” ท่ามกลางเสียงทักท้วงจาก ส.ส.พรรคการเมืองอื่น โดยนายชัย กล่าวกับนายธนาธรว่า  “กราบบอกคุณธนาธรให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล เมื่อที่ประชุมทักท้วงก็หยุดได้แล้ว” พอนายธนาธรพูดจบ ส.ส.ฝั่งเพื่อไทย อนาคตใหม่ และพันธมิตร ลุกขึ้นปรบมือให้ธนาธร นายชัยบอกในที่ประชุมว่า “พอแล้วครับที่นี่ไม่ใช่โรงละคร”

พิสูจน์ อนค.ไม่ใช่ธนาธร

ต่อมา “ธนาธร”  แถลงภายหลังออกจากห้องประชุม ว่า ตามที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อ่านคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งว่า หลังจากเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานในที่ประชุมได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยให้ตนหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะส.ส.เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ซึ่งตนได้กล่าวลาและยุติบทบาทการทำหน้าที่ แต่ขอยืนยันว่าการเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ในสภาอย่างเดียว ตนจะใช้เวลานี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปพบปะพูดคุยรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อนำไปให้ส.ส.ในพรรคของตน ตั้งกระทู้อภิปรายในสภา แต่จะใช้เวลานี้ศึกษาปัญหาของประชาชนและขยายแนวคิด อุดมการณ์ แนวนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ ให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจ เจตนาที่ดีของพรรคที่มีต่อสังคม จะทำงานต่อไปไม่หยุดยั้ง ไม่ท้อถอย ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานในสภา ก็จะไม่ไปไหน ทำงานกับประชาชนต่อไป ตนจะรอวันนั้น สักวันหนึ่งตนจะกลับมา

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไร ที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่เสียใจ ต้องยอมรับว่าส.ส.มีเอกสิทธิ์ มีอำนาจในทางนิติบัญญัติ แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัด ในเรื่องพิธีกรรมและเวลา ดังนั้น ในช่วงนี้ที่ตนยังไม่สามารถมีอำนาจนิติบัญญัติได้ เราก็จะรณรงค์กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ให้เห็นถึงนโยบาย เป้าหมาย และอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเรามากขึ้น เราจะรณรงค์เรื่องสำคัญของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความไม่เป็นประชาธิปไตย และความไม่เป็นธรรมของรัฐธรรมนูญ 2560 ตนจะเข้าไปฟังปัญหาประชาชน และพบคนทุกกลุ่ม เอาปัญหาเหล่านั้นมาบอกเพื่อนในสภา เพื่อให้ช่วยแก้ไข ดังนั้น ยังมีเรื่องอีกเยอะให้ทำ ตนย้ำมาหลายครั้งว่าอยากสร้างพรรคการเมืองขึ้นมาให้เป็นพรรคที่เข้มแข็ง และยืนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และประชาชนได้ในระยะยาว จึงไม่มีความท้อถอย ไม่เสียใจ จะเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามว่า แนวร่วม 7 พรรคการเมืองยังมีความหวังจะได้ชัยชนะในการเลือกประธานสภาอยู่หรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ตนคิดว่ามีแนวโน้มที่ดี 244 เสียงของ7 พรรค จะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่ง่ายที่จะคว่ำเสียงของทั้ง 7 พรรค ส่วนเรื่องจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้น ต้องว่ากันทีละสมรภูมิ วันนี้เอาตำแหน่งประธานสภาก่อน คงต้องแยกส่วนกัน

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ จะเคลื่อนไหวในนามพรรคการเมือง หรือภาคประชาชนบนท้องถนน นายธนาธร กล่าวว่า ตนยังเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เชื่อมั่นว่าการได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ดีที่สุด สงบสุขที่สุด คือการกระทำผ่านรัฐสภา เราเชื่อมั่นอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่มาตั้งพรรคการเมือง เราต้องการดึงศรัทธาของประชาชน กลับมาที่รัฐสภาอีกครั้ง เพราะถ้าประชาชนไม่ศรัทธาและมองว่ารัฐสภาแก้ปัญหาไม่ได้เมื่อไหร่ ประชาชนก็จะไปเรียกร้องให้กองทัพเข้ามาแทรกแซง ประชาธิปไตยในประเทศไทย จึงถูกมองว่าเป็นต้นตอของปัญหา ส่วนการรัฐประหาร และการแทรกแซงจากกองทัพ เป็นทางออก เราต้องบอกว่าไม่ใช่ เพราะรัฐสภาเป็นที่ที่ทรงเกียรติและเหมาะสมที่สุดที่จะแก้ปัญหา พาประเทศกลับไปสู่ประชาธิปไตย ดังนั้น เราจะต่อสู้ให้สุดทาง และยังไม่หมดหวัง

” นี่เป็นวินาทีที่จะพิสูจน์ว่าอนาคตใหม่ ไม่ใช่แค่ธนาธร ไม่มีธนาธรอยู่ในสภา พรรคอนาคตใหม่ก็จะทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ และเข้มแข็ง แล้วเราจะพิสูจน์ให้เห็น” นายธนาธร กล่าว

 

 

Previous article“ฝรั่งเศส” เร่งล่าตัวมือวางระเบิดพัสดุป่วน “เมืองลียง” ทำคนเจ็บ 13 ราย
Next articleสธ.เตือนหวัดใหญ่ระบาด ป่วยทะลุ1.5 แสนคน ตายแล้ว11 ‘กทม.-ระยอง-เชียงใหม่’ ระบาดหนัก