“บิ๊กตู่” ถูก ส.ส.อภิปรายอ่วม ปมเจ้าหน้าที่รัฐ-ฉีก รธน.ไม่เป็นประชาธิปไตย

แฟ้มภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้เป็นนายกรัฐมนตรี โหวตเลือกบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ขอหารือที่ประชุมว่า ก่อนที่นำชื่อนายกฯ เข้าสู่การพิจารณา ควรได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 วรรคสอง แล้วจึงนำชื่อเข้าสู่ที่ประชมรัฐสภา ดังนั้น หากรวบรัดจะไม่ถูกต้อง

“สภาผู้แทนราษฎร ต้องนำรายชื่อแคนดิเดตทั้งหมดมาหารือ และต้องมีสมาชิก ส.ส.รับรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เช่น เพื่อไทยไม่ส่งแคนดิเดตนายกฯ หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะไม่สู้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ให้ถอนตัวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ต้องให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรรับรองเสียก่อน แล้วค่อยนำชื่อมาเสนอต่อรัฐสภา ไม่อยากให้ดำเนินการทุกเรื่องผิดกฎหมาย” พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ กล่าว

@ พท.ท้วง นายกฯ ต้องเห็นชอบจากสภา ส.ส.ก่อน

อย่างไรก็ตาม นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา อ่านรัฐธรรมนูญ 272 ให้สมาชิกฟัง พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันในที่ประชุมรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแล้ว จากนั้นเข้าสู่กระบวนการเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ โดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ขณะที่ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกฯ

อย่างไรก็ตาม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ประท้วงอีกครั้ง โดยนายขจิต ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่า ประธานกำลังดำเนินการผิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญในการให้ความเห็นชอบนายกฯ 159 วรรคสอง การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ต้องเสนอในประชุมสภา เห็นชอบก่อน ไม่ใช่เสนอชื่อในที่ประชุมรัฐสภาแบบนี้
ซึ่งนายชวน ชี้แจงว่า เรื่องนี้ไม่มีข้อเคลือบแคลง ในอดีตเลือกนายกฯ กันในที่ประชุมสภา แต่ปัจจุบันรัฐธรรมนูญมาตรา.272 เขียนไว้ชัดเจน ยืนยันว่ารัฐสภาดำเนินการไปตามกฎหมาย

@ อนค.ใหม่ ชงญัตติแสดงวิสัยทัศน์

จากนั้นนายชวนได้เปิดให้มีการอภิปรายคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่ง นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พลังประชารัฐ ณ เวลานี้ไม่มีใครเหมาะสมเป็นนายกฯ เท่า พล.อ.ประยุทธ์
แต่ระหว่างนั้น นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.อนาคตใหม่ เสนอญัตติให้บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ต้องแสดงวิสัยทัศน์ ต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งนายชวน กล่าวว่า การแสดงวิสัยทัศน์ ไม่มีกฎหมายห้ามแต่เป็นสิทธิของผู้นั้น ถ้าที่ประชุมต้องการให้มีการแสดงวิสัยทัศน์จะต้องขอมติจากที่ประชุม เพราะถ้าสมมติทุกคนเห็นด้วยก็ไม่ต้องลงมติ แต่มีผู้ไม่เห็นด้วยก็ลงต้องมติ

@ พปชร.ค้าน ไม่เคยมีมาก่อน

ซึ่งนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ประท้วงว่า ไม่สามารถเสนอญัตติให้แสดงวิสัยทัศน์ได้ เพราะซ้อนญัตติที่ให้มีการเลือกนายกฯ เพราะจะทำให้ญัตติเลือกนายกฯ ตกไปหรือไม่ นายชวน ชี้แจงว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิมไม่ใช่ญัตติใหม่ แต่อยากให้สมาชิกมองเหตุผลว่าการลงมติว่าจะให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งจะต้องเป็นการลงมติโดยเปิดเผยนั้น จะคุ้มกับเวลาที่เสียไปหรือไม่

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ และนายธนาธรเป็นบุคคลสาธารณะ ทุกคนได้ติดตามบทบาทผลงาน เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปแล้วว่าแต่ละคนได้แสดงออกซึ่งวิสัยทัศน์มาโดยตลอด แต่สิ่งที่อยากเห็นและต้องการ ประเทศชาติต้องการจะมีรัฐบาล และเดินไปข้างหน้า ทำอย่างไรให้ใช้เวลาเกิดคุ้มค่า ประโยชน์ ถ้าช้าไป 1-2 วันก็กระทบต่อการมีรัฐบาล ถ้าอยากเห็นสภาเดินหน้าก็ถอน ถ้าไม่ถอนก็ลงมติ ไม่สมควรแสดงวิสัยทัศน์

น.ส.ภาดาท์ วรกสนนท์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นขอเสนอญัตติไม่ให้มีญัตติแสดงวิสัยทัศน์ เพราะไม่เคยมีการแสดงวิสัยทัศน์นายกฯ มาก่อน ทำให้นายชวน ย้ำอีกครั้งว่า นี่คือเหตุผลที่เสนอให้มีการลงมติ เพราะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อีกทั้งตัวบุคคลที่เสนอให้เป็นนายกฯไม่อยู่ในที่ประชุมสภาทั้งสองฝ่าย

@ ช่อ บอก ประชาชนรอได้

จากนั้น น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ใช้สิทธิอภิปรายว่า กล่าวว่า แคนดิเดตนายกฯ สมควรได้แสดงวิสัยทัศน์ หลายคนพูดถึงเรื่องเสียเวลา แต่ความเสียเวลาย่อมไม่เกิดขึ้น การควบคุมเวลาเป็นเรื่องของประธานสภา สามารถควบคุมได้อยู่แล้ว และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและประชาชนเฝ้ารอการแสดงวิสัยทัศน์ของบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ได้อีกเพียงหนึ่งหรือสองวันต้องการแสดงวิสัยทัศน์ของทั้งสองฝ่าย

@ อนค.กลับลำขอถอนญัตติเอง

นายชวนจึงให้เตรียมที่จะให้ที่ประชุมได้ลงมติเปิดเผยว่า จะเห็นควรให้มีการแสดงวิสัยทัศน์เสนอชื่อผู้สมควรได้รับการเป็นนายกฯ หรือไม่ แต่ปรากฏว่านายนายจิรวัฒน์ผู้ที่เสนอญัตติให้แคนดิเดตนายกฯ ต้องแสดงวิสัยทัศน์ ได้ลุกขึ้นกล่าวว่า “เนื่องจากหารือกับสมาชิกอนาคตใหม่ และเลขาธิการพรรคแล้ว เห็นว่าจะเสียเวลาจึงขอถอนญัตติ”

@ อ้าง 3 ศาล ยัน “บิ๊กตู่” เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

จากนั้น นายชวนเปิดให้อภิปรายคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ ต่อ นายขจิต ชัยนิคม กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 160 (4)(5)(6) กำหนดว่าบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอนุโลมใช้กับนายกฯ และคุณสมบัติจะต้องต้องไม่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในที่นี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแน่นอน เพราะรับเงินเดือนจากงบประมาณของรัฐ มีพระราชกฤษฎีกาออกเงินเดือน ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลนี้ พล.อ.ประยุทธ์ รับเงินเดือนจากภาษี จึงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ในประเภทเจ้าหน้าที่รัฐอื่นแน่นอน นอกจากนี้ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ เคยร้องศาลจากการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ซึ่งทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ระบุว่าต้องทำตามเพราะคำสั่งออกโดยเจ้าหน้าที่รัฐ สุดนายสมบัติท้ายต้องเข้าอยู่คุก อายัติบัญชีตามคำสั่งศาลฎีกา แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ถ้าไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วจะเป็นอะไร

“นอกจากนี้ มาตรฐานจริยธรรม ข้อ 5 ระบุว่า ต้องเคารพการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ เขาไม่เคารพวิธีการประชาธิปไตยแน่นอน การประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญ หรือ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไม่ใช่วิถีทาง ไม่เคารพประชาชน ผิดจรรยาบรรณข้อนี้อย่างร้ายแรง” นายขจิต กล่าว

@ ได้เป็น ส.ส. เพราะ คสช.อนุญาต

นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ จากพรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ได้เป็น ส.ส. ก็เพราะ คสช.อนุญาตให้มีการเลือกตั้ง แสดงว่าหันเข้ามาสู่ ประชาธิปไตย แต่ 5 ปีที่แล้วสถานการณ์ไม่ใช่แบบนี้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ออกมาประท้วงกันบนถนนเต็มไปหมด โอกาสเกิดสงครามกลางเมืองมีสุงมาก จึงมีกลุ่มบุคคล พล.อ.ประยุทธ์เข้ามารักษาความสงบ เมื่อสงบแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ตนไม่ได้ชอบทุกมาตรา และลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเคารพเสียงของคนทั้งประเทศที่รับ รัฐธรรมนูญนี้แม้ไม่เป็นประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ดีกว่า 5 ปีไม่มีสภา ไม่มีใครมาสะท้อนความต้องการของประชาชน ชาวบ้านจะอดตายอยู่แล้ว เมื่อมีสภา เรามีปากที่จะนำความทุกข์ยากมาบอกกับประธาน และส่งต่อให้รัฐบาลมาแก้ไข ชาวบ้านรอนโยบายพรรคพลังประชารัฐ และรัฐบาลนอกจากทำให้บ้านเมืองสงบ ไม่แบ่งแยก แบ่งสี พล.อ.ประยุทธ์ยังเห็นชอบนโยบายพรรคพลังประชารัฐ

@ ยกมติศาลรัฐธรรมนูญแย้ง

“เรื่องการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีมติไม่ให้ความเห็นชอบที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ในข้อวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดินได้อ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยวินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของบุคคลที่ถูก กกต.ตัดสิทธิ ส.ว.มาก่อน แต่ศาลตีอย่างแคบเรื่องคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าแม้กินเงินเดือนรัฐ ได้รับเงินเดือน ศาลก็ยกเว้นให้ เพราะต้องการให้สิทธิมากกว่าตัดสิทธิ ดังนั้น ประเด็นของพล.อ.ประยุทธ์น่าจะตกไป เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่ยุติ”นายวีระกร กล่าว

@ บิ๊กตู่ ฉีกรธน.ขัดจริยธรรมร้ายแรง

นายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ไม่อาจให้ความเห็นชอบได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังเชื่อมั่นและยืนยัน พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามการเป็นนายกฯ สอง มาตรฐานจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดมาบังคับใช้กับองค์กรอิสระ รวมถึง ส.ส. ส.ว .และนายกฯ สิ่งที่คาดหวัง ในหมวดอุดมการณ์ของจริยธรรมเขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึดถือประโยชน์ชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน 5 ปีที่ผ่านมา บุคคลที่ไม่ได้ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตย อาศัยอำนาจจากการยึดอำนาจ และเสนอตนเองมาเป้นนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตย แค่มาจากการยึดอำนาจแล้วทำกติกาเพื่อเอื้อให้กลับมาเป็นนายกฯ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“นอกจากไม่เลื่อมใสศรัทธาระบอบประชาธิปไตย ยังทำให้ระบอบประชาธิปไตยบิดเบี้ยวไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น มีการออกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่เราเห็นขณะนี้คือความบิดเบี้ยวของรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเสาหลักของประเทศมีความยุ่งยากลำบาก ประชาชนเดือดร้อน เราเคยมี 265 ที่นั่ง คาดการณ์เลือกตั้งครั้งนี้ 230 สู้เต็มที่ พรรคเพื่อไทย ปชป.ลดไป 100 แถมไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว นั่นคือกติกาที่บิดเบี้ยว” นพ.ชลน่าน กล่าว

@ ปล่อยบริหารประเทศ บ้านเมืองจะวิกฤต

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ถ้าสมาชิกสภาได้ให้ความเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ สิ่งที่ประชาชนมองอยู่ การประชุมแทบจะเป็นการประชุมทางตรง เพราะมีคนติดตามจากเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ คือสิ่งที่ในยุคนี้ประชาชนมีส่วนร่วมเยอะ ถ้าปล่อยให้สภาเลือก พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นนายกฯ การบริหารประเทศชาติบ้านเมืองในวันข้างหน้าจะวิกฤต ล้มเหลว เพราะวิธีคิดตั้งแต่สมัยดั้งเดิม ซึ่งใช้ได้ดี เป็นการกระบวนทัศน์ยึดเอารัฐราชการเป็นศูนย์กลาง 5 ปียังยึดมั่นอุดมการณ์นี้จะทำให้อนาคตประเทศชาติเข้าสู่ความล้มเหลว ประชาชนลำบาก ถ้ายังไม่มีการปรับแก้ อันตรายกับประเทศชาติบ้านเมือง วิธีที่โลกยอมรับคือให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง รัฐเป็นผู้เสริมพลัง