ไขคำตอบวิบากกรรมหุ้นสื่อ “ธนาธร” ผ่านปากคำ แม่ – เมีย – ลูกน้อง  

บ่าย 2 ของวันที่ 20 พ.ย.จะเป็นวันชี้ชะตาเส้นทางการเมืองของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวนพยาน 10 ปาก จากพิษถือหุ้น “วี-ลัค มีเดีย” อันถูก กกต.ตีความว่าว่าได้ขายหุ้นจบตั้งแต่ 8 ม.ค.2562 ก่อนสมัครรับเลือกตั้งจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วยังขายไม่ขาด….กระทั่งถึงวันเลือกตั้ง

เป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า ความเป็นส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98(3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดียจำกัด เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.หรือไม่

บางช็อต – บางช่วง ที่มาที่ไปกับการถือหุ้น – ขายหุ้น ก่อนสมัครเป็น ส.ส.

หลายคำเป็นคำที่ควรบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ที่มาวีลัค-มีเดีย

ธนาธร : ก่อนจะชื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย เคยใช้ชื่อบริษัทโซอิด ส่วนจะถือว่าบริษัทประกอบกิจการสื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตีความ แต่ยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปบริหารหรือทำธุรกรรมใดๆ ในบริษัท เป็นเพียงผู้ถือหุ้น และหลังจดทะเบียนตั้งบริษัทแล้ว การดำเนินธุรกิจซึ่งต้องอนุญาตตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริหารจะจัดการ ไม่เคยเข้าไปรู้เห็นเกี่ยวข้องเลย

“ตอนจดจัดตั้งบริษัทผมไม่มีส่วนยุ่งเกี่ยว ไม่ได้เป็นผู้ลงทุนตั้งแต่วันแรก เพิ่งเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นระหว่างทาง บริษัทตั้งมา 4 ปี ผมเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น เพราะภรรยาได้รับการชักชวนจากคุณแม่สมพร อยากให้ลูกหลานสะใภ้มีงานทำ จากเดิมภรรยาผมเป็นนักการธนาคารเมื่อมีลูก ลาออกมาเป็นแม่บ้าน พอลูกโต แม่เห็นว่าภรรยาไม่มีงานทำ ก็ชวนมาทำบริษัท ภรรยาบริหารแล้วไม่มีหุ้น บริหารได้สัก 2-3 ปี จึงให้มาถือหุ้น ก็มาซื้อหุ้นภายหลัง ผมและภรรยาไม่มีการเกี่ยวข้อง มาเกี่ยวข้องช่วงกลางที่คุณแม่ชวนมาถือหุ้น  ส่วนหลังเลิกกิจการวี-ลัคมีเดียแล้วต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์นั้น ผมไม่ทราบหลักการ และไม่เคยยุ่งกับกิจการบริษัทนี้”

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดา พยานนายธนาธร)  : ในช่วงก่อตั้งบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในชื่อบริษัท โซลิด จำกัด ประมาณปี 2551-2553 นั้นมีตนกับทีมงานถือหุ้น ต่อมาปี 2553 จึงให้นางรวิพรรณไปบริหาร ต่อมาปี 2555 จึงเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด โดยช่วงนางรวิพรรณบริหารตัวเลขผลกำไรดีขึ้น จึงคิดว่าบริษัทน่าจะเข้าที่เข้าทางดีแล้ว จึงโอนหุ้นให้กับลูกหลานในช่วงปี 2558 โดยขายเป็นราคาพาร์ หุ้นละ 10 บาท

รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ (ภรรยา ในฐานะพยานนายธนาธร)  : ตอนจัดตั้งบริษัทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเนื่องจากเป็นธุรกิจส่วนตัวของคุณแม่สมพรกับทีมงาน จนถึงปลายปี 2554 จึงชักชวนไปช่วยบริหารในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

@ สปีดจากบุรีรัมย์-กทม เพื่อโอนหุ้น

นายธนาธร : ในการเดินทางไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ แล้วต้องกลับมาเซ็นโอนหุ้นที่กรุงเทพฯ  เดิมวางแผนจะนั่งเครื่องกลับจาก จ.อุบลราชธานี  แต่เวลาที่ใช้ในการเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ไป จ.อุบลราชธานี ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง เมื่อรวมกับเวลานั่งเครื่องบิน และมาตรการรักษาความปลอดภัยต่างๆ จึงเห็นว่าใช้เวลาไม่ต่างจากการขับรถกลับบ้านโดยตรง อีกทั้ง เป็นคนที่หลับง่ายในรถยนต์ เมื่อขึ้นรถแล้วหลับเลย หากต้องขึ้นเครื่องบินจะต้องพบเจอและทักทายผู้คน มีคนขอถ่ายรูปจำนวนมาก อาจทำให้ไม่ได้พักผ่อน และไม่เป็นส่วนตัว ตนจึงยอมนั่งรถดีกว่า

โดยออกจาก จ.บุรีรัมย์ ในเวลา 11.00 น. และนั่งรถยนต์มากับนายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถเพียง 2 คน ไม่มีพยานอื่นๆเดินทางกลับมาด้วย เป็นคนหลับง่ายมากบนรถ พอขึ้นหลับมาตลอดทาง ระหว่างการเดินทางไม่ได้โทรศัพท์พูดคุยหรือติดต่อกับใครเลย เพราะได้นัดหมายกับทนายความไว้แล้วในเวลา 17.00 น. ทั้งนี้ ระหว่างที่อยู่ใน จ.บุรีรัมย์ได้ใช้โทรศัพท์คุยกับใครบ้างหรือไม่นั้น ตนจำไม่ได้

“ผมอยากให้ทุกท่านเข้าใจผมจริงๆ 4 วัน สมมตินะครับ 4 วันไป 4 จังหวัด จังหวัดหนึ่ง 3-4 อำเภอ มันเดินทางจากตรงนี้ ไปตรงนี้ มันไม่มีทางจำได้หรอก ถ้าใครทำแบบเดียวกับผม ผมก็กล้ายืนยันว่า คุณไม่มีทางจำได้แน่ๆ ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นเรื่อง ของการหาเสียง ผมหาเสียงไม่น้อยกว่าใครแน่ๆ ผมไปหาเสียง ลงพื้นที่ ไม่น้อยกว่านักการเมืองคนไหนในประเทศนี้แน่ๆ ผมทำงานหนักมาก”

ระหว่างการเดินทางมีข้อเท็จจริง 2 จุด คือ รถยนต์ฮุนได หมายเลขทะเบียน 8839 ถูกจับความเร็วที่นางรอง และ อ.คลองหลวง ก่อนจะถึงบ้านพักเลคไซด์วิลล่า ซึ่งเป็นจุดนัดทำสัญญาโอนหุ้นวีลัคมีเดีย ในเวลา 16.00 น.เมื่อกลับถึงบ้านก่อนเวลานัด จึงได้ไปทักทายภรรยาและทนายความ รอจนถึงเวลานัด 17.00 น.

ขัยสิทธิ์ กล้าหาญ  (คนขับรถและพยานนายธนาธร) : ได้ทำงานขับรถส่วนตัวให้นายธนาธร ประมาณ 2 ปี โดยออกเดินทางจาก กทม.วันที่ 6 ม.ค.2562 ไปรอรับที่สนามบิน จ.อุบลราชธานี ตอนไปเดินทางไปคนเดียว เพราะได้รับคำสั่งจากทางพรรคไปรับนายธนาธรในวันที่ 7 ม.ค.2562 รับนายธนาธรจากสนามบิน ไปที่ จ.สุรินทร์ จากนั้นเดินทางไป อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ และพักค้างคืนที่นั่น รุ่งขึ้นเช้าก็ไปทำกิจกรรมที่ บุรีรัมย์ โดยนายธนาธรให้สแตนบายที่ อ.สตึก โดยจะออกจาก จ.บุรีรัมย์ไม่เกิน 10 โมง โดยไปขึ้นบุรีรัมย์แต่ปรากฏว่าไฟลท์เต็ม ต้องไปขึ้นเครื่องที่ จ.อุบลราชธานี แต่เมื่อคำนวณเวลากับทีมงานแล้วเห็นว่าใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการเดินทาง แต่ตนสามารถขับรถจากบุรีรัมย์มา กทม.บวกลบไม่เกิน 4 ชั่วโมง อาจใช้เวลาได้เร็วกว่า ระหว่างทาง ไม่มีน่าจะมีการใช้โทรศัพท์ ไม่มีใครโทรหานายธนาธร

หลังนายธนาธรขึ้นเวทีปราศรัยเสร็จตอนเช้า ประมาณ 11 โมง ถึงกทม.ประมาณ 4 โมงเย็น แต่ไม่ได้เข้าในบ้านจึงไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในบ้านบ้าง แต่สังเกตเห็นว่ามีรถไม่ใช่รถในบ้านมาจอดอยู่ 1 คันแต่ไม่ทราบว่าเป็นรถของใคร.

ระวิพรรณ :  การเดินทางไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์คุณธนาธร‪ในวันที่ 8 ม.ค. 62 จำได้ว่าวันที่ ‪7 ม.ค. 62 ช่วงเช้านายธนาธร บินจากกรุงเทพฯไป จ.อุบล แล้วไปต่อที่จ.บุรีรัมย์ โดยนายชัยสิทธิ์ คนขับรถขับรถจาก กทม.ตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค.ไปสมทบกับคุณธนาธรที่ จ.อุบลฯ และวันที่ ‪8 มกราคม 62 คุณธนาธรกลับมากับคุณชัยสิทธิ์สองคน ถึงบ้านเวลา 16.00 น.

@ โอนหุ้น 8 ม.ค.62 จริง-ไม่จริง

ซักถามโดย นายบุญส่ง กุลบุปผา และ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ธนาธร : เป็นวันโอนวันที่ 8 ม.ค. 2562 ไม่ได้เป็นวันพิเศษอะไร การซื้อขายหุ้น ถ้าไม่เกิดเรื่องราวก็ปกติ มันมีการคุยหลายรอบในครอบครัว เมื่อลาออกจากบริษัทมาทำงานการเมืองก็คุยลงรายละเอียด ในวันที่ 8 ม.ค. 2562 เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมดเท่านั้นเอง

ศาล : โอนหุ้น 8 ม.ค. 2562 ต้องนัดก่อน

ธนาธร : ใช่ครับ ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าผมนัดหาเสียงไว้ก่อน หรือนัดโอนหุ้นไว้ก่อน

ศาล : แล้ววันหาเสียงจะรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นวันที่ 8 ม.ค. 2562

ธนาธร : มันก็มีปฏิทินการทำงานว่าช่วงไหนวันไหน ผมจะลงพื้นที่ภาคอีสาน ผมจะลงพื้นที่ภาคเหนือ

ศาล : ถ้าไม่รู้ มีคนบอกว่า 8 ม.ค. 2562 ต้องไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ คุณธนาธรต้องนึกได้ว่าวันที่ 8 ม.ค. นัดโอนหุ้นที่ กทม. ผมจะไปหาเสียงดีกว่า เพราะเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน จะเลื่อนโอนหุ้นวันที่ 8 ม.ค. 2562 ได้ไหม

ธนาธร : ผมจำไม่ได้เลยครับว่า ผมนัดหาเสียงไว้ก่อน หรือนัดการประชุมโอนหุ้นไว้ก่อนผมจำไม่ได้เลยครับ

ศาล : ค่าซื้อขายหุ้นเป็นเงินเท่าไหร่

ธนาธร : ผมจำไม่ได้ครับ 6 ล้านกว่าหรือยังไง

ศาล :  ขอพยานดูเช็คหน่อยแล้วกัน เงินตั้ง 6 ล้าน พยานจำไม่ได้ ผมไม่กล้าเซ็นต์นะ 6 ล้านเนี่ย

ธนาธร : ผมไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินครับ

ศาล : การขึ้นเช็คล่าช้าไปเกือบ 5 เดือน ขอถามเหตุผลได้ไหมว่าเพราะอะไร?

ธนาธร : อย่างที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่นะครับ ครอบครัวเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินเลย ทีนี้มีอีกหลายกรณีที่เป็นแบบเดียวกัน เช็คบางฉบับเราถือ 8 เดือน 6 เดือน ก็ต้องถามภรรยา บางทีผมเอาเช็คเข้ามา เก็บใส่กระเป๋า แล้วก็ส่งไปซักแห้ง กลับมาเช็คก็อยู่ตรงนั้น  คือมันก็เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดอะไร ผมคิดว่า มันเป็นสิ่งที่ภรรยาผม เพื่อความสะดวกในการไปขึ้นเช็คหรืออะไร มันก็แล้วแต่เขา เขาก็จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้

ศาล : ได้นัดโอนหุ้น ของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันที่ 8 ม.ค. 2562 ไว้ล่วงหน้า ก่อนแล้ว นัดไว้ล่วงหน้านานสักเท่าไหร่ ประมาณเดือนไหน

ธนาธร : “โอย…จำไม่ได้เลยครับ”

ศาล : เมื่อตัดสินใจเข้ามาทำหน้าที่ทางการเมือง พยานก็ต้องถอนตัวออกจาก ภาคธุรกิจ ซึ่งรวมทั้งธุรกิจสื่อด้วย

ธนาธร : ไม่ใช่ครับ ที่บริษัทนี้ ผมไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารครับ

ศาล : ถ้าเป็นบริษัททำสื่อก็ต้องโอนหุ้นทิ้งเหมือนกัน

ธนาธร : ตอนที่ทำทั้งหมด เราไม่ได้คิดอย่างนี้เลย ผมเรียนทุกท่านว่า วันที่ 8 ม.ค. 2562 ยังไม่มีใครรู้นะครับว่า เลือกตั้งวันไหน พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง ไม่ได้ออกก่อนวันที่ 8 นะครับ วันที่ 8 ม.ค. ไม่มีใครรู้ว่าเลือกตั้งวันไหนนะครับ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งออกปลายเดือน ม.ค. นะครับ ดังนั้นทำทุกอย่างเรารู้อยู่แล้วว่า ไม่ช้าก็เร็วมันจะมีการเลือกตั้ง ดังนั้นสิ่งที่เราทำ เวลา อะไรมันเหมาะสมกับคนทุกคน มันก็นัดวันนั้น ผมคาดเดาไม่ได้หรอกว่า จะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่

ศาล : ขณะที่ได้รับหุ้นวีลัค-มีเดีย  675,000 หุ้นในปี 51 ซื้อมาหรือได้มาโดยเสน่หา

ธนาธร :  ได้ซื้อมาในราคาพาร์ แต่จำไม่ได้ว่าซื้อจากใคร อาจะเป็นการซื้อหุ้นจากแม่  และจำไม่ได้ว่าหลังซื้อหุ้นมาแล้วได้ไปจดแจ้งไปที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือไม่

“ธุรกรรมสุดท้ายคือเดือนเมษายน ผมไม่ได้โอนเฉพาะหุ้นวี-ลัค มีเดีย เพราะมีหุ้นอยู่ 30 บริษัท  ผมทำธุรกิจมา 20 ปี ซื้อขายหุ้นไทยและต่างชาติเป็นร้อยๆครั้ง ไม่มีครั้งใดที่ไปกระทรวงพาณิชย์ด้วยตัวเอง  แม้แต่เอกสาร บอจ.5 (สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ถ้าไม่เกิดกรณีนี้ก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร เมื่อเซ็นจบคือจบ ที่เหลือเป็นเรื่องของธุรการของบริษัท  สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ก็ไม่เคยดูเพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ธุรการ ไม่เคยแม้แต่ถือกลับบ้าน”

“ผมตั้งใจอย่างจริงจัง ว่าอยากทำการเมืองโดยไม่มีข้อผลประโยชน์เหมือนกับที่คุณทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน เพราะผมไม่ได้ตั้งใจมานั่งที่นิ้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว อยากผลักดันประเทศชาติให้กลับคืนสู่ประชาธิปไตย ให้มีนิติรัฐนิติธรรม ดังนั้น เป็นความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่เอาตัวเองออกจากการเมือง ถ้าวันนี้ตัดสินเป็นคุณกับผมจะดำเนินการ blind trust ต่อทันที ให้บุคคลที่ 3 จัดการทรัพย์สินผม อย่างที่สัญญากับประชาชนไว้  การเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผมไม่ใช่คุณทักษิณ เพื่อที่จะเอาผลประโยชน์บริวารห้อมล้อม อยากเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะสังคมนี้ ถ้าสังคม เดินต่อไปไม่ได้ “

ณัฐนนท์ อภินันท์ (ฝ่ายกฎหมายพรรคอนาคตใหม่ พยานนายธนาธร) : เป็นคนที่จัดเตรียมการทำสัญญาฯ ในวันที่ 8 ม.ค.62 โดยมีนายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายพรรคอนาคตใหม่เป็นคนมอบหมายว่านายธนาธรประสงค์โอนหุ้น และนายพุฒิพงศ์ เป็นคนให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาฯ รวมถึงข้อมูลในสัญญา

ศาล : ไม่ใช่การมอบหมายจากนายธนาธรหรือนางสมพร ไม่ได้เป็นการให้ข้อมูลในการโอน เป็นเรื่องของผอ.ฝ่ายกฎหมายพรรค เป็นผู้รับคำสั่งมาจากผู้เกี่ยวข้องอีกทีหนึ่งแล้วบอกพยาน

ณัฐนนท์ : ครับ

ศาล : พยานจัดเตรียมตามคำบอกของคุณพุทธิพงศ์ แล้วเขาบอกว่าคุณธนาธรถือหุ้นเท่าไหร่ ประสงค์จะโอนทั้งหมดหรือแบ่งโอนครึ่งเดียว ประสงค์จะโอนหุ้นทั้งหมดเท่าไหร่

ณัฐนนท์  : จำไม่ได้ เพราะช่วยกันทำ

ศาล : เมื่อทนายตอบไม่ได้ พิมพ์ไม่ได้ จะไปรู้เห็นการทำสัญญาได้อย่างไร โดยหลักการทนายต้องรู้หมดว่าผู้โอน ผู้รับโอนชื่ออะไร โอนกี่หุ้นยังไง เมื่อพยานรับว่าเป็นผู้จัดเตรียม ถ้าจัดเตรียมก็มัดพยานว่าต้องรู้ ถ้าจัดเตรียมแล้วไม่รู้จะจัดเตรียมได้อย่างไร เหมือนขับรถออกไปบางลำพู ออกไปโดยไม่รู้ว่าบางลำพูอยู่ตรงไหนก็ขับไปเรื่อยน่ะสิ

นายณัฐนนท์ :  675,000 หุ้น ครับ

ศาล : มั่นใจนะ

นายณัฐนนท์ :  ครับ

จากนั้นศาลซักถามถึงเตรียมการโอนหุ้น

นายณัฐนนท์ : คุณพุทธิพงศ์ ให้เตรียมก่อนล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ แต่จำวันไม่ได้ ซึ่งในวันที่ 8 ม.ค.2562 มีการนัดหมายในการทำสัญญาฯที่บ้านนายธนาธร เวลาประมาณ 6 โมงเย็น โดยไปถึงบ้านนายธนาธรประมาณ 4 โมงเย็นซึ่งขณะนั้นได้พบกับนางรวิพรรณ ที่อยู่ในบ้าน แต่นางรวิพรรณบอกว่านายธนาธรยังไม่อยู่ในบ้าน และไม่ทราบว่านายธนาธรอยู่ที่ไหน เพราะนัดหมายกัน 6 โมงเย็น

ทุกคนมาพร้อมกันเวลา 6 โมงเย็น พยาน ทนาย รวมถึงคุณธนาธร แต่ไม่ทราบว่ามาถึงกี่โมงเพราะตนอยู่ในห้องแล้ว ส่วนการทำสัญญาฯ หลังจากนั้นนายธนาธรและนางสมพรตรวจสอบเอกสารสัญญาฯ และเซ็นต์สัญญาแล้ว พยานทั้ง 2 เซ็นต์ชื่อเรียบร้อย จากนั้นมีการติดอากรแสตมป์ในสัญญาในวันเดียวกัน และเห็นว่ามีการมอบเช็คให้ในวันนั้นด้วย โดยเป็นเช็คที่นางสมพรเตรียมมามอบเช็คให้ธนาธรและภรรยา ส่วนการดำเนินการโอนหุ้นหลังจากเซ็นต์สัญญาฯเป็นหน้าที่ของนางลาวัลย์ จันทรเกษม ซึ่งเป็นพยานในการโอนหุ้นดังกล่าวเป็นคนดำเนินการแจ้งนายทะเบียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ซึ่งตนไม่ทราบว่ามีการดำเนินการเมื่อใดเหมือนกัน

สมพร : การโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. เกิดขึ้นที่บ้านของนายธนาธร โดยกำหนดเวลาหลังเลิกงานแล้วให้มาเซ็นโอนหุ้นกัน  ในส่วนของเอกสารทนายความเป็นคนจัดเตรียมมา โดยรายละเอียดมอบหมายให้นางลาวัลย์ จันทร์เกษม พนักงานบริษัทที่ดูงานด้านบัญชี และนางกานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานที่ดูแลด้านการเงิน เป็นผู้ประสานโดยตรงกับทนายความ

ในวันนั้นทราบว่านายธนาธรอยู่ที่บุรีรัมย์แล้วจะนั่งรถกลับบ้าน  เมื่อเดินทางไปถึงบ้านของนายธนาธร พบว่า นายธนาธรและนายณัฐธนนท์ (ทนายความ) ไปถึงก่อนแล้ว เพราะนัดไว้ในเวลา 18.00 น. ก่อนที่ตนจะเซ็นเอกสารได้อ่านดูคร่าวๆว่าถูกต้องแล้วจึงเซ็นซื่อ ได้เตรียมเช็คมา 2 ใบ เพื่อชำระค่าหุ้น สั่งจ่ายนายธนาธร  6,750,000 บาท  โดยเช็คลงวันที่ 8 ม.ค.62  ซึ่งไม่รู้ว่าเช็คจะนำไปขึ้นเงินเมื่อไร

ตนบริหารบริษัท 40 กว่าแห่ง ปกติการยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) จะเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนยื่นงบดุล  หลังการโอนหุ้นไม่ได้หมายความว่าเอกสารต้องทำเรียบร้อยในทันที ปกติก่อนการโอนหุ้นบริษัทอื่นๆ จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น แต่การโอนบริษัทวี-ลัคมีเดีย ดำเนินก่อนช่วงก่อนสิ้นปีทุกคนงานยุ่ง  นายธนาธรก็เตรียมตัวมาเล่นการเมือง เขาต้องถอนหุ้นออกจากเครือไทยซัมมิทฯ ทั้งหมด ในส่วนของวี-ลัคมีเดีย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานานจึงไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น

ส่วนการโอนหุ้นให้หลานชาย 2 คน ในวันที่  11 ม.ค.62 คือนายทวี จรุงสถิตพงศ์  หรือบี และนายปิติ จรุงสถิตพงศ์  หรือเอ เนื่องจากตนเสียดายที่ต้องปิดบริษัทวี-ลัคมีเดีย  จึงอยากให้หลานเข้ามาทำบริษัท ไม่ใช่บริษัทขาดทุนแล้วอยากปิดบริษัท  โดยนายทวีเรียนจบนิเทศศาสตร์มาโดยตรงมีความสนใจ จึงขอให้นายปิติ (พี่ชาย) มาช่วยเพราะบ.วี-ลัคมีเดีย ไม่มีพนักงานเหลืออยู่แล้ว  ตนจึงตกลงโอนหุ้นทั้ง 2 ก้อนไปให้หลานชาย เพื่อฟื้นฟูบริษัท เป็นการโอนให้หลานไม่ใช่การขาย ซึ่งหลานทั้ง 2 คนนี้ เป็นหลานแท้ๆ พี่ชายคนโตของเสียชีวิตไปเกือบ 20 ปี ที่ผ่านมาอุ้มชูหลานทั้ง 2 คน มาตลอด  หลังจากหลานไปเรียนรู้แผนงานได้กลับเสนอตนให้ลงทุนเพิ่มในบ.วี-ลัคมีเดียอีกหลายล้านบาท จึงตัดสินใจไม่ลงทุนเพิ่มเพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ตกเทรนด์แล้ว จึงให้หลานทั้ง 2 คน โอนหุ้นกลับมา เพื่อไม่ให้เป็นภาระคนอื่น ที่จะต้องปิดบริษัท จากนั้นจึงมีการเจรจากับลูกหนี้บางรายให้ทยอยจ่ายหนี้  โดยลดหนี้ให้ครึ่งหนึ่งเพื่อให้สามารถปิดบัญชีได้เร็ว จึงเป็นเหตุให้การปิดบัญชีบริษัททำได้ในเดือนมิ.ย.62

ระวิพรรณ : การโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค‪ในวันที่ ‪8 ‪มกราคม 62 มีการนัดหมายกันที่บ้าน คือก่อน ‪18.00 น. ทนายโนตารี มาจัดเตรียมเอกสารในห้องทำงาน จากนั้นคุณธนาธรกลับมาจากบุรีรัมย์ ทักทายกันเสร็จ ก็ไปอาบน้ำ ซึ่งต่อมาคุณลาวัลย์ คุณกานต์ฐิตาก็เดินทางมาสมทบ พอคุณธนาธรอาบน้ำเสร็จก็มานั่งคุยกัน และเซ็นเอกสาร ซึ่งเอกสารสัญญาทางทนายเป็นคนเตรียมมา โดยในส่วนของตัวเองก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน และเมื่อเซ็นเสร็จก็มีการติดอากรแสตมป์ในวันนั้น โดยเจ้าหน้าที่การเงินของบริษัทไทยซัมมิทฯ เตรียมมา

หลังเซ็นเสร็จคุณสมพรก็มีการเซ็นเช็คจ่ายค่าตอบแทนการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค ให้คุณธนาธร และตนคนละฉบับ ซึ่งเช็คทั้งสองใบตนเองเป็นคนเก็บ และนำไปขึ้นเดือน พ.ค. 62 ด้วยตนเอง เพราะเรื่องเช็คไม่ไว้ใจคนอื่น เหตุที่เว้นหลายเดือน เป็นเรื่องปกติ เพราะที่ผ่านมาก็จะรวบรวมหลายฉบับแล้วนำไปขึ้นพร้อมกันทีเดียวอย่างในปี 2560 มีเคยนำเช็คไปขึ้นทีเดียว 10 ฉบับ โดยการขึ้นเช็คก็จะไม่มอบให้ใครไปดำเนินการแทน ขณะเดียวกันช่วงนั้นเพิ่งคลอดลูกคนเล็กเดือนกันยายน จึงต้องเลี้ยงลูก และเห็นว่าเป็นเช็คบริษัทในเครือไทยซัมมิทฯ ไม่มีการปัญหาเด้งแน่ จึงไม่ได้รีบนำไปขึ้น แต่ต่อมาเมื่อเกิดกระแสข่าวเรื่องการโอนหุ้น เมื่อได้รับเช็คที่ทนายนำมาแสดงต่อ กกต.ในเดือน เม.ย.62 เพื่อใช้เป็นหลักฐาน เมื่อได้รับคืนในเดือน พ.ค.62  จึงรีบนำไปขึ้นเงิน

@ แจ้งโอนหุ้นช้าเพราะบริษัทเจ๊ง – ไม่มีพนักงาน  

น.ส.ลาวัลย์ จันทร์เกษม ผู้จัดการทั่วไปดูแลสายงานบัญชี บริษัทไทยซัมมิท โอโต้พาร์ค อินดัสตรี จำกัด พยานนายธนาธร

น.ส.ลาวัลย์ : ทำงานบริษัทนี้มา 15 ปี ซึ่งหลักการๆ โอนหุ้น เมื่อมีการโอนหุ้นแล้ว ก็ได้มีการลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น และนำเอกสารไปแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่บริษัทเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ได้เป็นผู้นำส่งสำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเรื่องหุ้นที่ผ่านมามีไม่มาก มีปีที่ผ่านมาค่อนข้างเยอะ ยอมรับว่าลงนามเป็นพยานในการโอนหุ้นวันที่ ‪8 ม.ค. 62 โดยเดินทางไปถึงบ้านคุณธนาธรพร้อมกับ น.ส.กานต์ฐิตา และได้ร่วมตรวจสอบตราสารการโอนหุ้นว่าการโอนจากผู้โอน ผู้รับโอน ชื่อ มูลค่าหุ้น ถูกต้องหรือไม่ และร่วมลงนามในเอกสารระหว่างผู้โอน ผู้รับโอน โดยไปบ้านคุณธนาธรกับน.ส.กานต์ฐิตาประมาณ 17.00 น. พร้อมๆ กับที่นางสมพรเดินทางมาถึง ซึ่งขณะนั้นทนายความรออยู่ภายในบ้านก่อนแล้ว

ส่วนการโอนหุ้นเมื่อวันที่ 8 ม.ค.62 และ 14 ม.ค. ทำไมไม่ดำเนินการแจ้งนายทะเบียนตาม บอจ.5 นางลาวัลย์ ชี้แจงว่า เหตุผลหลักๆของการไม่ได้แจ้ง บอจ.5 คือการโอนหุ้นทั้ง 2 วันเป็นการโอนหุ้นภายในครอบครัว จึงไม่มีการทำ บอจ.5 อีกทั้งขณะนั้นพนักงานบริษัทวี-ลัคมีเดียไม่มีแล้ว จึงไม่มีพนักงานมารับช่วงดำเนินการต่อ แต่การโอนหุ้นในวันที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงตัวกรรมการในบริษัทวี-ลัคมีเดียด้วย จึงมีการจัดทำ บอจ.5 เลย เพราะตามกฎหมายกำหนดว่าหากมีการเปลี่ยนปลงกรรมการต้องแจ้งภายใน 14 วัน แต่ถ้ามีคำสั่งให้แจ้งทำ บอจ.5 เลย ก็สามารถทำได้หากมีการสั่งให้ทำ นอกจากนั้นยังยืนยันว่าเห็นการชำระค่าหุ้นเป็นเช็คระหว่างนางสมพรนายธนาธรและนางรวิพรรณ

นอกจากนี้ ยังเป็นพยานในการโอนหุ้นวันที่ ‪14 มกราคม 62 ระหว่างนางสมพร กับหลานชายทั้งสองคน ที่บ้านนางสมพร ซึ่งมีบ้านอยู่ตรงกับข้ามกับบ้านนายธนาธร ในหมู่บ้านเลคไซด์วิลล่า 2 โดยวันดังกล่าวนางสมพรอยู่ภายในบ้านอยู่แล้ว มีนายพิพัฒน์พงศ์ ทนายความ ตนเอง น.ส.กานติ์ฐิตา และนายทวี นายปิติ จรุงสถิตย์พร หลานชายทั้งสองคนเดินทางมาสมทบตามลำดับ และยังเป็นพยานในการโอนหุ้นคืนระหว่างหลานชายทั้งสองคนกับนายสมพร วันที่ ‪21 มีนาคม 62 ซึ่งทั้ง 3 ครั้งเมื่อโอนเสร็จจะมีการลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นบริษัท

ศาล : การโอนหุ้นเมื่อวนที่ 8 ม.ค. และ 14 ม.ค. 62 ทำไมไม่ดำเนินการแจ้งนายทะเบียนตาม บอจ.5

น.ส.ลาวัลย์ : มีเหตุหลายประการ ส่วนหนึ่งเห็นว่า การโอนหุ้น 3 ครั้งเป็นการโอนภายในบริษัทจึงไม่มีการแจ้ง บอจ.5 ขณะเดียวกันบริษัทวี-ลัค มีเดีย เลิกกิจการทำไห้ไม่มีใครมารับงานจากตนไปดำเนินการต่อ แต่หากมีการสั่งให้ตนไปดำเนินการก็สามารถดำเนินการได้ ส่วนการโอนวันที่ ‪21 มี.ค. 62 มีการแจ้ง บอจ.5 เนื่องจากก่อนหน้านั้นวันที่ ‪19 มี.ค. 62 มีการประชุมและมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัท ซึ่งจะต้องมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้มีการแจ้ง บอจ.5 ไปในคราวเดียวกัน

น.ส.กานต์ฐิตา อ่วมขำ พยานนายธนาธร :  รับผิดชอบงานด้านการเงินบริษัทไทยซัมมิทโอโต้พาร์ค อินดัสตรี มา 22 ปี การโอนหุ้น‪ในวันที่ 8 มกราคม 62 ตนอยู่ในเหตุการณ์ โดยเดินทางไปพร้อม น.ส.ลาวัลย์ ถึงบ้านนายธนาธรเวลา 17.00 น. โดยช่วงปลายปี 61 ทราบข้อมูลว่าจะมีการโอนเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นใน 10 บริษัทรวมถึงบริษัทวี-ลัค ในฐานะฝ่ายการเงิน ของบริษัทจึงต้องเข้าไปรับทราบ โดยยอมรับว่าได้ลงนามเป็นพยานในตราสารการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค วันที่ ‪8 ‪มกราคม 62 และเป็นพยานการโอนหุ้นระหว่างนางสมพร กับหลานชาย‪ในวันที่ 14 มกราคม 62 และการโอนคืนระหว่างหลานชายมายังนางสมพรวันที่ ‪21 มีนาคม 62

หลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยาน 10 ปาก ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ศาลได้แจ้งคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายว่าศาลนัดฟังคำวินิจฉัยคดีนี้ในวันพุธที่ 20 พ.ย.เวลา 14.00 น. และให้คู่กรณีส่งคำแถลงปิดคดีภายในเวลา 15 วันนับจากวันนี้