กมธ.ฝ่ายค้านล้วงตับ รัฐมนตรี ตุนข้อมูลไม่ไว้วางใจ…ปลายปี

กลายเป็นการเปิดศึกระหว่างฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ เมื่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน

ส่งหนังสือเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรียกนายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจง ปมเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ทั้ง ๆ ที่นายกฯและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้

เนื่องจากถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ยังไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ

“ดิสทัต โหตระกิตย์” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เนติบริกรประจำทำเนียบ จึงแก้เกมทำหนังสือ นร 0404/10738 ด่วนที่สุด วันที่ 28 ต.ค. ถึง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ในฐานะประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ข้อความชัดเจน 2 ข้อ

1.การเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างไร และ 2.ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า การถวายสัตย์ฯเป็นการกระทำทางการเมืองของ ครม. ในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ และการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด และสภายังผ่านกฎหมาย 2 ฉบับ ที่เสนอจาก ครม.โดยไม่มีการทักท้วง

ขณะที่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” บอกว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ 3 และบุคคลอื่น เลขาธิการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถที่จะส่งหนังสือมาถามในลักษณะนี้ได้ เพราะเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่นายกฯ และรองนายกฯ ต้องเป็นผู้มาตอบเอง

พร้อมกับยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องมาชี้แจง กมธ.ในวันที่ 6 พ.ย. เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร ที่ กมธ.รับเรื่องร้องเรียนจากนายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบการถือครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร และให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่ได้กระทำความรุนแรงกับนายเอกชัยเป็นของแถม

ขู่ ใช้ พ.ร.บ.คําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 ว่า กมธ.มีอำนาจเรียกไป 3 ครั้ง หากเพิกเฉยไม่มีเหตุผลที่รับฟังได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถึงคิว “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปาร์ตี้ลิสต์พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเนติบริกรฝ่ายรัฐบาลอีกราย เปิดประเด็นว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ยกเลิกอำนาจของคณะกรรมาธิการ ในการออกคำสั่งเรียกและให้คำสั่งเรียกในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไปแล้ว

ดังนั้น จึงไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งเรียกหรือดำเนินคดีข้อหาขัดคำสั่งเรียก กรณีให้นายกฯ มาชี้แจง จึงเตรียมยื่นคำร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.คําสั่งเรียกฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 129 หรือไม่

ถ่างเวลาลากยาวออกไปอีก ให้ “พล.อ.ประยุทธ์” มีเวลาหายใจ-หายคอ ทั้งที่นายกฯตอบรับด้วยท่าทีเบื่อหน่าย-ส่ายหน้าว่า “ถ้าไปก็ต้องไป”

อย่างไรก็ตาม กลไก กมธ.สามัญในสภา เป็นช่องทางให้ 7 พรรคฝ่ายค้าน เรียกรัฐมนตรี “บิ๊กเนม” ไปชี้แจง เก็บข้อมูล รออภิปรายซักฟอกก่อนสิ้นปี

เพราะนอกจากกรณีที่ “พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร” ได้รับแจ้งให้ไปชี้แจง กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ

ในคิวที่ถูกเรียก ยังมี “พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด” อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คนใน มาให้ข้อมูลกรณีถูกร้องว่าใช้อำนาจหน้าที่ส่อไปในทางไม่ชอบ เพื่อเป็นคุณเป็นโทษต่อผู้สมัครพรรคการเมือง และกรณีความไม่โปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างอาคารฝ่ายนิทรรศการและศิลปกรรม กรมประชาสัมพันธ์

ความคืบหน้าล่าสุด กมธ.เตรียม ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบเอกสารที่ได้รับมาจากการชี้แจง

หลังจากนั้นเมื่อตรวจสอบเรียบร้อยเเล้ว จะทำการเชิญ พล.ท.สรรเสริญ ต่อไป “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะที่ “บิ๊กเนม” ระดับรัฐมนตรีที่เข้าชี้แจงอีกหนึ่งราย คือ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย ถูก กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และสาธารณภัย ที่มี นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นประธาน เชิญไปชี้แจง กรณีใช้งบประมาณ 2562 งบฯกลางรายจ่ายกรณีฉุกเฉินเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ 15,800 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม

อีกทั้งยังตรวจสอบกรณีโครงการถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ ที่ฝ่ายค้านยังคาใจเรื่องการใช้งบประมาณ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลเพื่อเอามาใช้ประกอบซักฟอก-อภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงสิ้นปี

ยังไม่นับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ท.พงศกร รอดชมภู ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นประธาน ได้เชิญ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก แลกเปลี่ยนเรื่องความมั่นคง หลังจาก ผบ.ทบ.บรรยายเดือดเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” เมื่อ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา

ก่อนเชิญตัวแทนผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพตรวจสอบการจัดซื้ออาวุธ

ทุกปมร้อนในสภาที่ฝ่ายค้านเรียกรัฐมนตรีไปชี้แจง ด้านหนึ่งนอกจากตีปี๊บเรียกกระแสการเมือง

ยังเป็นการเก็บข้อมูลไว้ใช้ซักฟอกรัฐบาลที่มีแววว่าจะเกิดในช่วงเดือนธันวาคม 2562

Previous article#TMark ช่วยติดปีกธุรกิจไทยได้อย่างไร
Next articleราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังการเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนส่งสัญญาณดีขึ้น