“ชิม ช้อป ใช้” ก้าวที่พลาด ศิริกัญญา : อนาคตใหม่ ประจาน “ประชารัฐ”

สัมภาษณ์พิเศษ โดย ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

“ศิริกัญญา ตันสกุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เป็น “ดาวเด่น” ฉายแววในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 ด้านนโยบายเศรษฐกิจ จน “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ต้องเอ่ยปากถึง

เคยเป็นนักวิจัยตัวท็อป ๆ ของสถาบันทีดีอาร์ไอ ก่อนถูกชักชวนมาร่วมสานฝันการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่

เมื่อถึงคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ เธอจึงติดทำเนียบ “ขุนพล” อภิปรายของพรรคโดยปริยาย

อีกหน้าที่ในฐานะ “ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย” เป็นทีมแบ็กอัพข้อมูลในศึกซักฟอกรัฐบาลครั้งที่จะถึงนี้

แต่ก่อนจะถึงคิวไม่ไว้วางใจรัฐบาล “ศิริกัญญา” ลับฝีปาก อภิปรายจุดแข็ง-จุดอ่อน รัฐบาล ผ่าน “ประชาชาติธุรกิจ” ผ่านบรรทัดถัดไป

เปิดแผลรัฐบาลประจานสังคม

“ศิริกัญญา” เปิดเผยแผนเบื้องต้นของ “อนาคตใหม่” ในศึกซักฟอกรัฐบาลของพรรคว่า “การอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้งเน้นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นหลัก พรรคอนาคตใหม่ก็มีการเปิดโปงเคสทุจริตต่าง ๆ แต่สิ่งที่จะเน้น คือ การบริหารงานของรัฐบาลที่ผิดพลาด ทำให้ประเทศบอบช้ำยิ่งกว่าคอร์รัปชั่น ลองนึกภาพว่าการคอร์รัปชั่น การกินหัวคิว ถ้าไม่นำไปสู่การตัดสินใจที่บิดเบือน รัฐก็จะเสียหายเพียงแค่ค่าหัวคิว”

“แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่การตัดสินใจที่บิดเบือนไป บริหารงานที่ผิดพลาด ล่าช้า เพิกเฉย สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติไม่ยิ่งหย่อนกว่าทุจริตด้วยซ้ำไป จะเป็นอีกหนึ่งธีม”

เป้าหมายการโจมตีของพรรค อยู่ที่ 5 รัฐมนตรี ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เธอบอกว่า “ตอนนี้พรรคมีความพร้อมทั้งข้อมูลและคนอภิปราย 90 เปอร์เซ็นต์”

เธอและพรรคอนาคตใหม่ไม่หวังว่า ข้อมูลของฝ่ายค้านจะล้มรัฐบาลได้ แต่เป้าหมายอยู่ที่การ “เปิดแผล” รัฐบาล ประจานต่อสาธารณชน

“เรารู้กันดีว่าเสียงข้างมากในสภาเป็นอย่างไร หลายครั้งที่เราพยายามลองแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนใจ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลได้ แต่เราคิดว่าเปลี่ยนใจประชาชนได้ ไม่ว่าจะล้มรัฐบาลรอบนี้ได้หรือไม่ แต่แผลถูกเปิดแล้ว ถ้าไม่สามารถล้มเขาได้ในสภาก็ให้ไปเน่านอกสภา ทำลายความชอบธรรม จนไม่สามารถบริหารประเทศต่อได้”

ตั้งป้อมถล่มบิ๊กตู่-คสช.

การซักฟอกรัฐบาลครั้งนี้ “เป้าใหญ่” ฝ่ายค้านอยู่ที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ในฐานะนายกฯ ขณะที่วิปรัฐบาลห้ามอภิปรายประยุทธ์คนเก่า ให้อภิปรายประยุทธ์คนใหม่

เธอแย้งว่า “ดูที่ความผิดเป็นหลัก สมมติว่าเราจะพิจารณาพนักงานหรือผู้บริหารว่าจะให้ทำงานต่อไหม เราจะไม่ดูผลงานที่ผ่านมาของคนคนนั้นเหรอ เราจะดูเฉพาะ 3-5 เดือนเหรอ ผลงานที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเหตุเป็นผล ว่าทำไมไม่สมควรไว้วางใจให้เขาบริหารงานต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องอภิปรายในเรื่องของรัฐบาลนี้เท่านั้น เพราะเรื่องการไม่ไว้วางใจสามารถดูถึงผลงานในอดีตได้ ถ้าไม่ใช่อดีตอันไกลมาก”

มีแต่จุดอ่อน แทบไม่เห็นจุดแข็ง

“ศิริกัญญา” ใช้สิทธิซักฟอก “รัฐบาลประยุทธ์” 2/1 นอกรอบว่า มีจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็งที่แทบนึกไม่ออก

“จุดอ่อนพอเข้าไปสัมผัสกระบวนการงบประมาณ ในฐาน กมธ.งบประมาณ 2563 จะเห็นปัญหาของวิธีการงบประมาณ ซึ่งงบฯถูกจับจองโดยส่วนราชการเป็นส่วนใหญ่ เงินเดือนบุคลากร งบฯค่ารักษาพยาบาล งบฯหลักประกันที่ต้องจัดให้ตามกฎหมายซึ่งกินสัดส่วนงบประมาณไปเกือบหมด ส่วนงบฯใช้จ่ายมีอยู่น้อยมาก ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท จาก 3.2 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐเหลือพื้นที่ดำเนินนโยบายของตัวเองได้ไม่มาก ซึ่งงบฯ 63 จัดทำไม่ทัน จึงแทบไม่มีนโยบายที่รัฐบาลหาเสียงไว้อยู่เลย”

“พอที่จะต้องทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ งบฯช่วยเหลือเกษตรกร งบฯสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐต้องใช้วิธีการเอางบฯในอนาคตมาใช้ ไปล้วงเอาเงินของรัฐวิสาหกิจ เช่น ให้ ธ.ก.ส.ออกเงินไปก่อนแล้วรัฐบาลค่อยตั้งงบฯใช้หนี้ตามหลัง โดยใช้งบฯปี”64 เริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้”

กระตุ้นเศรษฐกิจพลาดเป้า

“ศิริกัญญา” กล่าวว่า กระสุนที่รัฐบาลมีอยู่อย่างจำกัดถือว่ายังยิงซ้ำเป้าเดิมบ้าง ไม่เข้าเป้าบ้าง พลาดเป้าบ้าง

ที่ซ้ำเป้าเดิม คือ “เรื่องงบฯช่วยเหลือเกษตรกร เราไม่รู้ว่าตกลงแล้วเขาคุยกันในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจอย่างไร มีมาตรการที่ออกไปซ้ำ ๆ กลุ่มเป้าหมายเกษตรกรกลุ่มเดิม ๆ เช่น ชาวนาได้ตั้งแต่ช่วยเหลือต้นทุนก่อนผลิต ช่วยเหลือการเก็บเกี่ยว ประกันรายได้ชาวนา ประกันยุ้งฉาง ทำให้สงสัยว่า เกษตรกรที่ปลูกพืชอื่น ๆ ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร ซึ่งเป็นเป้าซ้ำ ๆ เดิม ๆ”

เป้าที่พลาด คือ “ชิม ช้อป ใช้ สุดท้ายยังไม่เห็นว่าไปช่วยให้เศรษฐกิจกระเตื้องได้แค่ไหน นอกจากนี้ไม่รู้กระตุ้นได้จริงไหม แต่มีการจ่าย cashback ล่าช้า มีการโกง ร้านค้าสมรู้ร่วมคิดกับประชาชน นำเงินที่ได้ส่วนลดมาแบ่งกัน สุดท้ายไม่เกิดการใช้จ่ายจริง กระตุ้นจริง เราไม่รู้ว่าเม็ดเงินที่เกิดจากการทุจริตเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่ และรัฐสูญเสียไปเท่าไหร่”

“แต่จุดแข็งของประเทศนี้ คือ มี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง 2561 ซึ่งบังคับใช้กับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 เป็นปีแรก ตอนที่เขาออกคงไม่คิดว่าจะใช้เอง พันทุกทิศทาง กำหนดให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการนโยบายของรัฐ โดยให้ออกเงินไปก่อน แล้วรัฐบาลตั้งงบฯใช้หนี้ตามหลัง ไว้ที่เพดานห้ามเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ซึ่งขณะนี้ไปเอาเงินของรัฐวิสาหกิจมาเต็มเพดานแล้ว ถ้างบประมาณปี”63 ยังไม่ออกแล้วเศรษฐกิจยังต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจทันที จะไปเอาเงินที่ไหน ด้วยข้อดีที่มี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็งก็สร้างอุปสรรคให้รัฐบาลทำอะไรได้ตามที่ใจต้องการ”

จวกทีมเศรษฐกิจ 3 ก๊ก

ผอ.ไหมสรุปว่า ดังนั้น รัฐบาลควรจะต้องปรับปรุงการทำงานของ ครม.เศรษฐกิจกันนิดหนึ่ง “เห็นชัด ๆ ว่า เขาไม่ได้คุยกัน ถึงจะมี ครม.เศรษฐกิจประชุมทุกวันศุกร์ แล้วใน ครม.เศรษฐกิจคลุมถึง 10 กระทรวง ก็ยังไม่ได้ทำให้เกิดการมีเอกภาพในการดำเนินนโยบายเท่าไหร่”

“ครม.เศรษฐกิจต้องมานั่งคุยกันว่าสรุปแล้ว กลุ่มเป้าหมายยังต้องได้รับการช่วยเหลืออีกไหม ในเมื่อมีมาตรการก่อนหน้านี้ไปแล้ว เพื่อให้การช่วยเหลือตรงเป้าหมาย งบฯไม่ถูกใช้อย่างซ้ำซ้อน”

“ไม่อย่างนั้นจะมีนายกฯประยุทธ์ ไปนั่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทำไม ถ้าเขาต่างคนต่างทำก็ได้ การที่นายกฯไปนั่งคุมเองก็ต้องประสานความเข้าใจของทั้ง 3 พรรคให้ได้ว่าจะเลือกใช้มาตรการของใคร เมื่อไหร่ อย่างไร แต่โทษใครไม่ได้ นอกจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้มีรัฐบาลผสมเกือบ 20 พรรคแบบนี้”

“ส่วนโครงการสวัสดิการประชารัฐจริงๆ แล้วไม่ได้แย่ในยามที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน แต่งานวิจัยของทีดีอาร์ไอออกมาว่ามีคนจนที่จนจริงๆ ตกหล่น 60% ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตายมากวกว่าคนจนไม่จริง เท่ากับว่าประสิทธิผลของโครงการนี้มีปัญหา ต้องทบทวนโดยเร่งด่วน ถ้าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ได้รับการช่วยเหลือ โครงการนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ”

เอฟเฟ็กต์ แตก 3 ก๊ก

“ถ้าเกมการเมืองคงจะเห็นเกมเตะตัดขาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เพราะต้องเสิร์ฟความต้องการฐานเสียงของตัวเองด้วยการชิงงบประมาณไปใช้ มากกว่าเสิร์ฟคนทั้งประเทศเป็นหลัก”

“ส่วนผลกระทบเศรษฐกิจ ภาคเศรษฐกิจจะมีความเชื่อมั่นได้อย่างไร ถ้า ครม.เศรษฐกิจยังตีกันเอง อีกทั้งงบประมาณที่มีอยู่น้อยก็จะถูกใช้ไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม”

การเมืองของจริงยากกว่าที่คิด

“ศิริกัญญา” เปรียบเทียบความคิดก่อน-หลังเล่นการเมืองว่า “ตอนแรกเราเข้ามาด้วยความหวัง ถูกชักชวนมาว่าเข้ามาจะมาช่วยสร้างภูมิทัศน์ใหม่รัฐสภาไทย พอเข้ามาเห็นของจริงก็ทำให้เสียขวัญและกำลังใจบ้างบางส่วน เพราะในสภายังมีส่วนผสมของการเมืองเก่า การเมืองใหม่ เห็นการซื้องูเห่า แจกกล้วย เจรจาผลประโยชน์ในวงประชุมต่าง ๆ ทำให้ท้อใจไปบ้าง”

“แต่ก็ยังไม่ท้อ ก็ยังมุ่งทำหน้าที่ของตนเอง เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ เพื่อวันหนึ่งจะไปถึงเป้าหมายให้การเมืองไทยดีขึ้น”

ส่วนการเมืองทำนองนี้กระทบเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ? “อาจจะมีบางส่วน เช่น การผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ถ้าจะฉุดรั้งก็คือการใช้จ่ายภาครัฐ กระบวนการในสภาที่เกิดบัตรแทนกัน ส่อเค้าว่า พ.ร.บ.งบประมาณที่ออกช้าอยู่แล้วยิ่งช้าไปอีก”

“กระทบความเชื่อมั่นการลงทุนของภาคเอกชนไทยก็ซบเซามานาน บางทีเขาอาจต้องการสัญญาณการลงทุนภาครัฐ เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่ากำลังรอโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปต่อได้ การชะงักงันตรงนี้ทำให้มีผลต่อเศรษฐกิจในปี 2563 ดูแนวโน้มไม่มีความสดใส”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @Prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ