ฝ่ายค้านแพ้โหวตทุกวง งัดกฎหมายเปิดโปงกรรมาธิการ “เงินกู้”

แม้กฎหมายพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)เงินกู้โควิด-19 ทั้งแพ็กเกจ 3 ฉบับ1.9 ล้านล้านบาท ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรฉลุย ด้วยจำนวนมือที่มีมากกว่าในสภา แต่การ “ตรวจสอบ” การใช้งบประมาณกว่า 2 ล้านล้านบาท ยังไม่จบบริบูรณ์ เมื่อทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านที่ไม่ใช่พรรคแกนนำ “พลังประชารัฐ” ต่างเห็นตรงกันโดย “นัดหมาย” บีบให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้โควิด เพราะมีถึง 5 ญัตติที่ยื่นเป็น “ญัตติด่วน” ให้สภาผู้แทนฯ ตั้ง กมธ. ทุกพรรคเห็นตรงกัน โดยไม่ต้องลงมติโหวต

ในจังหวะที่เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทถูกจับจ้องว่าจะมีการ “ทุจริต” โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่ายค้านแฉกลางสภาว่า จะกันงบฯให้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหัวละ 80 ล้านบาท “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จึงใช้ตำแหน่งการันตีว่าจะไม่มีการโกง “ขอให้มั่นใจว่า ในกรอบนโยบายนายกรัฐมนตรี ผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ผมป้องกันการทุจริตอย่างเด็ดขาด” พร้อมประกาศกลางสภาในวันอภิปราย พ.ร.ก.1 ล้านล้าน ว่า “ไม่ขัดข้อง ถ้าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบ”

แต่ในสภาพเป็นจริง เป็นฝ่ายรัฐบาลที่ครองสัดส่วนเสียงข้างมากใน กมธ.แบบแบเบอร์ เพราะสัดส่วนคิดตาม “จำนวน ส.ส.” ของแต่ละพรรค เมื่อพรรคฝ่ายรัฐบาลมีเสียง ส.ส.ในสภามากกว่าฝ่ายค้าน ย่อมมีเสียงมากกว่าในชั้น กมธ.ด้วย ฝ่ายรัฐบาลโหวตกี่รอบก็ชนะ !

กระทั่ง กมธ.ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ออกจากการประชุม กมธ.พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 แล้วมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน หลังตัวแทนกระทรวงกลาโหม แจกเอกสารให้ กมธ.พิจารณา แต่เพียงชั่วครู่ก็เก็บกลับ อ้างว่าเอกสารตีตราลับ นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังฟ้องว่าไม่ได้รับความร่วมมือประธาน กมธ.ในการเรียก “พล.อ.ประยุทธ์” มาชี้แจงมาถึง กมธ.วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้โควิด-19 แน่นอนว่า สัดส่วนใน กมธ.ฝ่ายค้านย่อมน้อยกว่าฝ่ายรัฐบาล แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

“นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย หัวหมู่ฝ่ายนิติบัญญัติของฝ่ายค้าน ระบุว่า “แม้ กมธ.ฝ่ายค้านมีเสียงข้างน้อย แต่มีสิทธิในการเรียกเอกสารมาตรวจสอบ โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ให้อำนาจคณะกรรมาธิการมีอํานาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลง ข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทําหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้”


และเอกสารนั้นจะเปิดเผยสู่สาธารณะ เว้นแต่ที่ประชุม กมธ.จะโหวตให้เป็นความลับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง แต่หากเป็นเอกสารงบประมาณไม่ใช่เรื่องความลับสามารถเปิดเผยได้ โดยเฉพาะเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท หาก กมธ.เสียงข้างมากไม่ให้ตรวจสอบก็เป็นไปไม่ได้ คนเสนอให้ตรวจสอบก็ต้องฉลาดพอว่าจะดูเรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันดู ปิดกั้นไม่ได้

ขณะที่ “พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” ส.ส.พรรคก้าวไกล ผู้เปิดเผยเรื่องโอนงบฯ80 ล้านบาทให้ ส.ส. บอกวิธีเช็กลิสต์ตรวจสอบงบฯเงินกู้ 4 แสนล้าน ว่า ก้าวไกลเตรียมไว้ว่า ใน กมธ.จะต้องมีการแบ่งอนุตามตัวกฎหมาย ทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้าน พ.ร.ก.ซอฟต์โลน และ พ.ร.ก.ตั้งกองทุนอุ้มหุ้นกู้ พร้อมทำดิจิทัลแพลตฟอร์มให้หน่วยงานต่าง ๆ ส่งข้อมูลเข้ามา คู่ขนานกับเว็บไซต์ของสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ถ้าจะมองเรื่องการตรวจสอบทุจริต จำเป็นต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการประกาศจัดซื้อจัดจ้าง การประมูล รายชื่อผู้ประกอบการ ราคากลาง เมื่อดำเนินการแล้วบวกลบจากราคากลางกี่เปอร์เซ็นต์ บางจังหวัดมีผู้ประกอบการเพียง 4-5 ราย ไม่แน่ใจว่าเป็นลักษณะการฮั้ว แบ่งงานกันหรือเปล่าทำให้ราคาแพงกว่าความเป็นจริง และต้องติดตามการทำงานของสภาพัฒน์ คือ เรื่องการกำหนดตัวชี้วัดต่าง ๆ


“เรื่องงบฯ 80 ล้าน เป็นงบฯ ส.ส.ที่ไม่ใช่พึ่งมี ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็น กมธ.งบประมาณ 2563 และมี ส.ส.พรรครัฐบาลมาพูดให้ฟัง ให้พรรคก้าวไกลตีแผ่เรื่องนี้ในสภา เพราะเสียระบบงบประมาณ ซึ่งจะต้องตรวจสอบเป็นรายจังหวัด กมธ.ต้องไปตรวจสอบต่อ ก้าวไกลที่ไปนั่งเป็น กมธ.คงไม่กี่คน แต่ต้องใช้ทีมแบ็กอัพ ส.ส.เข้าไปช่วย”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ