อภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านถล่ม “ประยุทธ์” เอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้ประชาชน

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

ฝ่ายค้านถล่ม “ประยุทธ์” มีพฤติกรรมค้าความตาย บริหารงานด้วยปาก เอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้ประชาชน แก้ปัญหาแบบ “เก่งคนเดียว” ต้องใช้เสียงก่นด่าเป็นเครื่องมือเรียกร้องความเป็นธรรม องครักษ์ไพบูลย์ ปกป้องประยุทธ์ทันที อ้าง “ประวิตร” ห่วงนายกฯ ถูกรุม

วันที่ 31 สิงหาคม 2564 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมกับรัฐมนตรีอีก 5 คน
คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เริ่มขึ้นเป็นวันแรก ตั้งแต่เวลา 09.00-00.30 น. เบื้องต้นในวันนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 15.30 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ในแต่ละวันพรรคร่วมฝ่ายค้านจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย ไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะใช้เวลาตอบชี้แจงวันละ 3.30 ชั่วโมงโดยประมาณ

องครักษ์ “ไพบูลย์” เริ่มทำงาน

ส่วนฝ่ายค้านจะส่งรายชื่อผู้อภิปราย โดยแจ้งว่าอภิปรายรัฐมนตรีท่านใด เพื่อให้ ครม.ได้ฟังการอภิปรายและบริหารเวลาในการตอบชี้แจงในแต่ละวันได้

จากนั้นการอภิปรายเริ่มขึ้นเมื่อ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้อ่านญัตติการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถที่จะมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล

อย่างไรก็ตาม มีช่วงหนึ่งที่ นายสมพงษ์ อ่านญัตติของ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนหนึ่งว่า มีพฤติการณ์ฉ้อฉล ทุจริตต่อหน้าที่ในหลายเรื่อง ทั้งการจัดหาวัคซีนที่มีพฤติการณ์ปิดบังอำพราง ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ทั่วถึง เลือกปฏิบัติ และไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งแอบอ้างว่ามีวัคซีนของบริษัทในพระปรมาภิไธยเพื่อมาฉีดให้กับประชาชน เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นประท้วงทันที โดยใช้ข้อบังคับข้อ 69 มีถ้อยคำไปกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ นำพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง เป็นห่วงว่าสมาชิกฝ่ายค้านนำถ้อยคำนี้ไปอภิปราย

ขณะเดียวกัน บางช่วงที่นายสมพงษ์อ่านญัตติ ที่มีข้อความที่ระบุว่า พฤติการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ มีลักษณะ “ค้าความตาย” ทำให้นายไพบูลย์ ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้ง โดยระบุว่าใส่ความกันชัด ๆ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นห่วงเรื่องนี้ ให้พวกตนต้องดูแลนายกฯ มาใส่ความค้าความตายไม่ได้ ซึ่งเกรงว่าสมาชิกสภาที่จะอภิปรายเอาคำดังกล่าวไปพูดต่อ

ซึ่งนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ในการประชุม ชี้แจงว่า ตนดูแลตามข้อบังคับ ข้อประท้วงของนายไพบูลย์ไม่มีเหตุผล ถ้าเขาออกนอกกติกาที่เกินจากญัตติสามารถประท้วงได้ แต่ถ้ายังอยู่ในญัตติก็ให้อ่านต่อได้

นายไพบูลย์ ยังขอใช้สิทธิ์ประท้วงคำว่า “โง่” อยู่ในญัตติ เพราะคำพิพากษาศาลฎีกา 7572/2542 บอกไว้แล้วว่าถ้อยคำดังกล่าวดูหมิ่น เหยียดหยาม ไม่ควรนำมาใช้ในสภาอันทรงเกียรติ ขัดข้อบังคับข้อ 69 หากผู้ใดนำมากล่าวอีก ขัดข้อบังคับจริยธรรมสภา ข้อที่ 12 ถ้ามีสมาชิกฝ่ายค้านท่านใดกล่าวถ้อยคำดังกล่าวก็จะขอประท้วง

นายชวนบอกว่า ที่นายไพบูลย์ประท้วงไม่ผิดข้อบังคับ แต่ข้อกล่าวหาอะไรที่หนักเบา อีกฝ่ายหนึ่งสามารถตอบได้ด้วยน้ำหนักเท่ากัน ถ้าไม่ประเมินว่าคนของตัวเองต่ำเกินไปก็อย่าไปประท้วง อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไพบูลย์ทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น รัฐมนตรี หรือนายกฯ จะตอบในน้ำหนักเดียวกัน

ฝ่ายค้านถล่ม ประยุทธ์ ขาดความรู้

จากนั้น นายสมพงษ์อภิปรายว่า ประเทศไทย ณ เวลานี้มาถึงจุดที่วิกฤตที่สุดอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงวิกฤตโรคระบาด ที่คนไทยเผชิญอยู่อย่างหนักหนาสาหัสเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตที่เลวร้าย รุนแรง และตอกย้ำความทุกข์ที่กดทับประชาชนไทยยิ่งกว่าโรคระบาดคือ วิกฤตผู้นำรัฐบาล ที่โอหัง คลั่งอำนาจ ไร้ประสิทธิภาพ และน่าละอาย

คือผู้นำที่ขาดความรู้ ความสามารถในการจัดการปัญหา บริหารประเทศอย่างไร้ระบบ ไม่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงระบบงานที่เกี่ยวข้อง กับการบำบัดรักษา การฟื้นฟูเยียวยา การป้องกันดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ และไม่มีทิศทางการพัฒนาชีวิตทางเศรษฐกิจในอนาคต ให้กับคนไทย

พูดเอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้ประชาชน

ที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์และพวก ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส ไม่สามารถเปิดเผยข้อเท็จจริงของการจัดการงบประมาณในสถานการณ์เร่งด่วน ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ทั้งในประเทศและในประชาคมโลก เห็นถึงศักยภาพในการกอบกู้วิกฤตครั้งนี้

แต่ในทางตรงข้าม กลับสะท้อนภาพการบริหารจัดการที่ล้มเหลว ไม่มียุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ในเชิงการป้องกันปัญหา มีแต่การแก้ปัญหาผ่านคำแถลงที่เอาแต่ตำหนิประชาชนทุกครั้งไป มีแต่การบริหารงานด้วยปาก ที่พ่นคำพูดแบบเอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้ประชาชน มีแต่ความเป็นผู้นำหลงตัวเอง หวงอำนาจ ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง จนไม่สามารถจัดการปัญหาใด ๆ ให้คลี่คลายไปได้

นายสมพงษ์กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาแบบ “เก่งคนเดียว” รวบอำนาจทั้งหมดไว้ที่ตัวเอง แต่ขาดความรู้ ความเข้าใจ ขาดความเห็นใจ และความใส่ใจที่จะรับฟังเสียงของประชาชน ทุกวันนี้การบริหารจัดการของผู้นำอย่างท่าน จึงมีสภาพผู้นำที่ขับเคลื่อนการทำงานด้วยการถูกด่าเท่านั้น ทุกวันนี้ประชาชนจึงต้องส่งเสียงก่นด่า ที่กลั่นออกมาอย่างคับแค้น ใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชีวิต อนาคตของตนเอง ครอบครัว และคนที่เขารัก

“ประชาชนไทยสิ้นหวัง กับผู้นำที่ทุกวันนี้ ยังสามารถยิ้มย่องได้ตลอดเวลา แอบอ้าง สร้างภาพ เอา ความดีปลอม ๆ เข้าตัว ขณะเดียวกันก็กราดเกรี้ยว กล่าวโทษ โยนผิดให้ประชาชน ลดทอนคุณค่าของประชาชน ทั้ง ๆ ที่มีผู้คนในประเทศ ล้มตายเป็นใบไม้ร่วงอยู่ทุกวันอย่างน่าอนาถ ทั้ง ๆ ที่ตนมีอำนาจมากล้นเหลือเกินที่สามารถช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นได้ สิ่งนี้บอกว่า ท่านไม่ได้มีประชาชนอยู่ในใจเลยแม้แต่น้อย” นายสมพงษ์ กล่าว

@ คนตายเพราะโควิดทุก ๆ 7 นาที

นายสมพงษ์ กล่าวว่า ณ เวลานี้ ทุก ๆ 7 นาที มีคนไทยต้องตาย เพราะการบริหารจัดการสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่บกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลว และประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง ประเทศไทย ณ เวลานี้ เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจวันละกว่า 8,000 ล้านบาทจากการบริหารแบบไม่บริหาร จากมาตรการประกาศล็อกดาวน์ที่ผิดพลาด ประเทศไทย ณ เวลานี้…ติดอันดับรั้งท้ายของโลก ในการบริหารจัดการปัญหาโควิด จนก่อให้เกิดความ เสียหายทั้งชีวิตประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศที่จะเกินเยียวยาแล้ว


ในข้อเท็จจริง หลังรัฐประหารด้วยฝีมือของท่านและพวก ได้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศให้เสื่อมทรุดอย่างต่อเนื่อง ก่อนเกิดการระบาดของโรคเสียอีก …ไทยตกไปอยู่ในอันดับรั้งท้ายของกลุ่มอาเซียน กลายเป็นประเทศไม่มีอนาคต และเมื่อเกิดโควิด ไทยก็กลายเป็นไม่กี่ประเทศในโลก ที่จะสามารถทำให้ GDP ติดลบได้ 2 ปีติดกัน สิ่ง ๆ นี้ ถ้าไม่ล้มเหลวในการบริหารจริง ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยในปี 2563 เศรษฐกิจไทยตกต่ำมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และฟื้นตัวช้า รั้งท้ายประเทศต่าง ๆ ในโลก

ไม่โง่ก็โกง ปมซื้อวัคซีนด้อยประสิทธิภาพ

นายสมพงษ์ กล่าวว่า มาถึงหัวใจสำคัญที่สุด นั่นก็คือ เรื่องของ “วัคซีน”…ความหวังที่จะช่วยชีวิตประชาชน ช่วยฟื้นสถานการณ์วิกฤตการระบาด ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า วัคซีนคือทางออกและทางรอด ของประเทศ แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวก กลับบริหารวัคซีนได้บกพร่อง ย่ำแย่ ประมาท เลินเล่อ และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตประชาชน และระบบเศรษฐกิจ ซึ่งผมจะขอชี้แจงให้เห็นประเด็นใหญ่ ๆ ดังนี้

1.ท่านปฏิเสธ ที่จะสั่งซื้อวัคซีนให้หลากหลายชนิด หลากหลายยี่ห้อ มาตั้งแต่แรก แต่กลับทุ่มหมดหน้าตักไปกับวัคซีนเพียงตัวเดียว ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีวัคซีนน้อยชนิด อันดับรั้งท้ายของโลก

2.ท่านปฏิเสธการเข้าร่วมโครงการ COVAX โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ ที่ช่างย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิง …ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคนี้ ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ แม้ในที่สุดเมื่อทนต่อเสียงก่นด่า ของประชาชน และสถานการณ์ที่บีบคั้นไม่ได้ จึงกลับตัวจะเข้าร่วมโครงการ

แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า เราช้ากว่าประเทศอื่นไปเป็นปี เสียโอกาสการได้รับวัคซีนไปหลายสิบล้านโดส ท่านทราบหรือไม่ว่า ทุกวินาทีที่ไทยได้รับวัคซีนล่าช้านั้น มันคือ ชีวิตของประชาชน ที่ต้องล้มตายเพิ่มมากขึ้น

3.ท่านสั่งวัคซีน Sinovac ให้เป็นวัคซีนหลักของประเทศ ทั้ง ๆ ที่ในช่วงนั้นยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก…ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นวัคซีนคุณภาพต่ำ การระบาดของสายพันธุ์เดลต้าได้ตอกย้ำความด้อยประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac …แต่รัฐบาลของท่านก็ยังคงยืนยันจัดซื้ออีก

โดยไม่สนใจคำคัดค้าน และคำถามที่เหตุใดวัคซีนประสิทธิภาพต่ำเช่นนี้ จึงมีราคาแพงกว่าวัคซีนอื่นที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงกว่า และเหตุใดรัฐบาลของท่านจึงยังดึงดัน สั่งซื้อซ้ำซาก อย่างไม่มีที่สิ้นสุด …จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั่วทั้งแผ่นดินในขณะนี้ ต่างกังขาว่า การกระทำเช่นนี้ “หากไม่โง่ ก็คงโกง”

“ท่านต้องตอบให้ได้ว่า คนของท่านมีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไร ที่มันใหญ่กว่าคุณค่าชีวิตของประชาชน”

4.ท่านเพ้อฝัน จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ด้วยวัคซีนเชื้อตายตัวนี้ ซึ่งภูมิคุ้มกันของผู้ฉีดวัคซีนเชื้อตายไปช่วงแรก ๆ แทบไม่เหลือแล้ว การสั่งการทั้งจัดหาวัคซีน และการระดมฉีดวัคซีนที่มีอยู่เป็นไปอย่างเชื่องช้า เสมือนสถานการณ์ปกติ …จนถึงทุกวันนี้คนไทยกว่า 70% ยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มแรก และผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วก็มีไม่ถึง 10% ของประชากรทั้งหมด

5.ท่านกล้าคิดค้นสูตรฉีดวัคซีนไขว้ให้กับประชาชน เป็นที่แรกในโลก ทั้งที่ไม่มีการศึกษาวิจัยที่น่าเชื่อถือ มากเพียงพอ รองรับ ท่านเอาประชาชนเป็นหนูทดลอง เพียงเพราะท่านต้องการใช้วัคซีนคุณภาพต่ำ ที่สั่งซื้อมาแล้ว และหวังจะสั่งซื้อต่อไปอีกเรื่อย ๆ …ใช่หรือไม่

ประยุทธ์ สิ่งไร้ค่าในความทรงจำ

นายสมพงษ์ ยังเชิญชวนให้พรรคร่วมรัฐบาล “หยุดการมองเห็นแต่ผลประโยชน์ทางการเมือง และผลประโยชน์ส่วนตน ขอให้ท่านเปิดหัวใจ มองเห็นชีวิตของประชาชน” มาร่วมยืนยันเจตจำนงกับประชาชน ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา…ลาออก


“ผู้นำเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถนำพาประเทศและประชาชน ให้ผ่านพ้นวิกฤตใด ๆ ได้อีกต่อไปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ …ไม่ใช่ ผู้นำของปัจจุบัน ที่จะแก้ปัญหาวิกฤตใด ๆ ได้อีก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ ผู้นำของอนาคต ไม่ใช่ความหวัง ของลูกหลานของเรา พล.อ.ประยุทธ์ เป็นได้เพียง สิ่งที่ไร้ค่า ไร้ความหมาย ในความทรงจำของคนรุ่นต่อไปเท่านั้น ผมและพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงไม่อาจให้ความไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไปได้” นายสมพงษ์ กล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ