สุรชาติ เทียนทอง ตัวแทนเพื่อไทย ลงชิง ส.ส. หลักสี่

หมอชลน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส่ง “สุรชาติ เทียนทอง” ลงชิง ส.ส. หลักสี่ มั่นใจ ชิงพื้นที่คืนได้ 

วันที่ 23 ธันวาคม เวลา 09.50 น.ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. กทม. เขตหลักสี่ หลังนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็นส.ส. ว่า พรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นว่าจะมีการนัดหมายเพื่อพูดคุยเรื่องนี้ที่ทำการพรรคเพื่อไทยวันนี้ ส่วนจะมีการส่งผู้สมัครหรือไม่ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุม ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ที่จะเป็นคนตัดสิน

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากดูเงื่อนไขหรือเหตุผลที่จะนำไปสู่การพิจารณาว่าจะส่งผู้สมัครหรือไม่นั้น เรามีข้อพิจารณาพอสมควร เขตหลักสี่เป็นพื้นที่เดิมของพรรคเพื่อไทย เราแพ้การเลือกตั้งในปี 62 แต่แพ้อันดับหนึ่งแค่ไม่กี่คะแนน โดยได้ 32,000 กว่าคะแนน ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่ดีมากสำหรับการเลือกตั้งในกทม.

หากตรวจสอบดูจะพบว่าในกทม.พรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัคร 20 เขต ซึ่งคะแนน 32,000 กว่าคะแนนเป็นอันดับ 3 ของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งในกทม. นั่นคือฐานคะแนนเดิมที่มีอยู่

นอกจากนี้ นายสุรชาติ เทียนทอง อดีตผู้สมัคร ส.ส. แต่ก็ทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอยู่ในเขตเลือกตั้งตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นภาพอย่างหนึ่งที่นำเข้าสู่กระบวนการตัดสิน หากพรรคเพื่อไทยไม่ส่งเลือกตั้งก็จะตอบคำถามประชาชนไม่ได้ และพรรคก็จะสูญเสียโอกาสด้วย

เมื่อถามว่า คุณสมบัติของนายสุรชาติ จะสู้นางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ หรือ “เจ๊หลี” ภรรยาของนายสิระ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคพปชร. ได้หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เรามั่นใจ โดยเฉพาะเรื่องการทำหน้าที่ ความพร้อม และจิตวิญญาณความเป็นผู้แทน ซึ่งเขาพิสูจน์ว่า 17 ปี ในการใช้ชีวิตอยู่กับการเป็นผู้แทน ซึ่งจากการแสดงออกเขามีความมุ่งมั่นและตั้งใจมาก ดังนั้นเรื่องความพร้อมและคุณสมบัติเราไม่ห่วง แต่ไม่ได้บอกว่าเราเหนือกว่าคนอื่น แต่เรามั่นใจว่า สิ่งที่เรานำเสนอประชาชนน่าจะเป็นคุณสมบัติที่พรรคเพื่อไทยเลือกสิ่งที่ดีที่สุด

ถามต่อว่า มีความมั่นใจจะชิงเก้าอี้ส.ส.เขตหลักสี่คืนมาได้หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าน่าจะชิงเก้าอี้คืนกลับมาได้ แม้จะมีคู่แข่งซึ่งพรรคที่เกี่ยวข้องน่าจะส่งทั้งหมด สายประชาธิปไตยอย่างน้อย 2 พรรค ความจริงแล้วการเลือกตั้งซ่อม เราคิดกันว่าจะใช้ยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งมาเป็นข้อตัดสินหรือไม่ในการส่งผู้สมัคร ซึ่งขึ้นอยู่วิธีคิดของแต่ละพรรคการเมือง เราไม่สามารถไปโน้มน้าวชักจูงหรือทำให้เกิดกระบวนการนี้ได้

แต่หากสามารถมารวมกันได้ เป็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพื่อชนะในพื้นที่นั้นๆ แต่ประชาชนต้องยอมรับได้ เช่น ฝ่ายประชาธิปไตยแข่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีการคิดร่วมกัน สู้ร่วมกัน ก็จะมีโอกาสชนะสูงมาก มั่นใจว่า ฝ่ายประชาธิปไตยชนะแน่ในเขตนี้ แต่จะเป็นพรรคไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เงื่อนไขที่จะมารวมกันนั้นจะต้องหลีกหนีคำว่า ฮั้วการเมืองให้ได้

เมื่อถามว่า กังวลเรื่องอำนาจอื่นที่จะมาแทรกแซงหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า จากการเลือกตั้งปี 62 ที่ผ่านมาเราเจอสิ่งนี้เยอะมาก การเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามวิถีประชาธิไตย มีอำนาจอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจการจัดการ เราเจอมาตลอด ซึ่งนั่นเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเขายังทำได้

ดังนั้นการเลือกซ่อมเขาทำได้มากกว่านั้น และจะเข้มข้นมากขึ้นในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ที่มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่แต่ได้ส.ส.จากการเลือกตั้งซ่อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดอีกหลายเรื่องทั้งเรื่องความนิยมของพรรคการเมืองในพื้นที่กทม. วัดอนาคตคนที่จะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.ได้ด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ประกาศไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตหลักสี่ เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านตัดคะแนนกันเอง มีความเห็นอย่างไร นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ต้องขอบคุณหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยที่ประกาศออกชัดเจน อย่างที่บอกไปหากฝั่งประชาธิปไตยมียุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพื่อชนะอีกฝ่ายหนึ่ง การกระทำเช่นนี้ก็เป็นการแสดงออกในเชิงยุทธศาสตร์และเป้าหมาย


เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับพรรคก้าวไกลเรื่องนี้หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย และเราไม่อยากไปล่วงละเมิดสิทธิของแต่ละพรรค ส่วนจะมีกลไกในการพูดคุยกันหรือไม่นั้น ต้องดูทิศทางและท่าทีต่างๆ ที่จะแสดงออกมา