ไทยติดอันดับ 11 ของโลก เหมาะใช้ชีวิตหลังเกษียณ ประยุทธ์ เป็นปลื้ม

ท่องเที่ยว

“ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ยินดี ประเทศไทย ถูกจัดอันดับที่ 11 เป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณ ปี 2565 

วันที่ 11 มกราคม 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 11 ของโลก และนับเป็นอันดับที่ 1 ของเอเชีย จากผลการจัดอันดับ The World’s Best Places to Retire in 2022 หรือประเทศที่ดีที่สุดในโลกที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณ ปี 2565 ซึ่งจัดโดย นิตยสาร International Living ซึ่งประกาศผลเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 นี้

จากผลการจัดอันดับนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยมีชื่อเสียง เป็นที่นิยมระดับโลก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าประเทศไทยน่าอยู่ไม่แพ้ที่ใดในโลก ผู้ที่ได้เคยมาสัมผัส ไม่ว่าจะมาเที่ยว หรือมาทำงาน ต่างหลงรักความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่มีส่วนสำคัญ มีมิตรไมตรีต่อกัน และต่อชาวต่างชาติ จนทำให้ประเทศได้รับการจัดอันดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

โดยดัชนี Global Retirement เป็นการสํารวจแบบครอบคลุมและในเชิงลึก ใช้การรวบรวมความคิดเห็นและประสบการณ์จริงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อจัดอันดับจุดหมายปลายทางในการใช้ชีวิตภายหลังการเกษียณอายุที่ดีที่สุดในโลก

ปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการจัดอันดับแบ่งเป็น 4 หมวด ได้แก่ ทั่วไป การเงิน วิถีชีวิต และหลักธรรมาภิบาล โดยปัจจัยย่อยที่นำมาพิจารณา อาทิ สภาพอากาศ ระบบดูแลสุขภาพ สาธารณสุข ค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย การขอวีซ่า ระดับการพัฒนา และสิทธิพิเศษต่างๆ

นายธนกรกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี แสดงว่า ประเทศไทยของเรามีความสวยงามน่าดึงดูดใจจนเป็นที่นิยม ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ในเอเชีย เชื่อว่า เป็นผลจากแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาล และวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี ที่จับทางความนิยมในกระแสโลกและได้อำนวยความสะดวกให้กับการเดินทางมาท่องเที่ยวและทำงาน รวมถึงวางแผนเกษียณที่ประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงพำนักระยะยาว (long-term stay) ในประเทศไทย


ทั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นโอกาสสำคัญให้กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อต่อยอดการพัฒนา เอกลักษณ์ วัฒนธรรม และเป็นโอกาสสนับสนุน Soft Power ไทยในเวทีโลก