ประวิตรปัดฝุ่นกระทรวงน้ำ ขีดเส้น 30 วัน ยกร่าง พ.ร.บ.

ประวิตร ปัดฝุ่น ตั้งกระทรวงน้ำ ขีดเส้น 30 วัน ยกร่าง พ.ร.บ. เร่งยกระดับการบริหารจัดการน้ำภาพรวม-ก้าวกระโดด รับการเผชิญวิกฤตและความมั่นคงน้ำในอนาคต

วันที่ 23 มิถุนายน 2565 ที่ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ครั้งที่ 2 / 65 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่ประชุมร่วมพิจารณา ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ ต่อผลการศึกษาโครงการวิจัยการศึกษานวัตกรรมเชิงระบบ โครงสร้างและกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดย สอวช.ร่วมจัดทำกับ TDRI

สรุปภาพรวม แนวโน้มบริบทของน้ำในอนาคต มีความต้องการน้ำสูง ปริมาณมีความแปรปรวนสูงจากปัญหาสภาพอากาศ การใช้น้ำมีผลิตภาพต่ำ ใช้น้ำสิ้นเปลืองและน้ำต้นทุนไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ยังขาดเอกภาพและการบูรณาการที่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ทั้งอำนาจหน้าที่ แผนงาน โครงการและงบประมาณ มีหน่วยงานรับผิดชอบด้านน้ำมากเกินไป

ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐ ยังเน้นแก้ปัญหาด้วยการลงทุนก่อสร้าง และไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านความต้องการ พร้อมเสนอ การออกแบบ Roadmap การพัฒนานวัตกรรมเชิงระบบ เพื่อการบริหารจัดการน้ำ



“ที่ประชุมจึงเห็นชอบหลักการ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ สทนช. ให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจ เพื่อนำไปสู่การพัฒนา เป็นการจัดตั้งกระทรวงน้ำในอนาคตต่อไป โดยขยายบทบาทให้ครอบคลุมทั้งมิติอุปสงค์และอุปทาน”

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานมากกว่า 38 หน่วยงาน และกฎหมายหลายฉบับ มีปัญหาด้านต่างๆที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือ วิเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาแบบก้าวกระโดด เพื่อเร่งให้เกิดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศโดยเร็ว

ทั้งนี้ รัฐบาลมีความจำเป็นยิ่ง ที่จะต้องยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้มีความสำคัญ โดยนำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานระดับกระทรวง เพื่อเผชิญกับวิกฤตและความมั่นคงด้านน้ำในอนาคตอันใกล้นี้

พล.อ.ประวิตรกล่าวกำชับ ขอให้ สทนช. ร่วมกับ อว. TDRI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งยกร่างพิมพ์เขียวการปรับปรุงกลไก การบริหารจัดการน้ำของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมายและงบประมาณ

“พร้อมทั้ง ยกร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และขอให้นำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อปัญหาและจุดอ่อน เพื่อพัฒนาเพิ่มศักยภาพ บุคลากร หน่วยงาน และเทคโนโลยีของ สทนช. ให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะ คณะกรรมการลุ่มน้ำ 22 ลุ่ม และคณะอนุกรรมการจังหวัด จำเป็นต้องเร่งดำเนินการคู่ขนานในช่วงเปลี่ยนผ่าน”


ทั้งนี้ ขอให้เน้นความสำคัญ ข้อมูลและนวัตกรรม รวมทั้งความต้องการประชาชน เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายแผนงานไปพร้อมกัน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ