เปิดเทรนด์ ‘Disruptive technology 2024’ พลิกโฉมโลกธุรกิจ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย สู่ผู้นำอาเซียน

Disruptive Technology ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงการทำธุรกิจ Startup แม้ว่าด้านบวกเทคโนโลยีได้สร้างประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตให้เกิดความสะดวกสบาย และรวดเร็วแทบจะไร้ขีดจำกัด อย่างไรก็ตาม คนยุคใหม่จำเป็นต้องติดตามและอัปเดตข้อมูลข่าวสารด้านเทคโนโลยีอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเหล่าสตาร์ตอัปที่จำเป็นต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี และเตรียมความพร้อม เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ ต่อยอด รวมถึงนำไปใช้ในการทำธุรกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด

จากความสำคัญของเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อสตาร์ตอัปเป็นอย่างมากในยุคดิจิทัลวันนี้ AIS ขออาสาพาไปเปิดมุมมองใหม่ ‘เทรนด์ Disruptive technology ในอุตสาหกรรมปี 2024’ จาก StartUp ใน Portfolio AIS The StartUp  โดย ดร.นพ.สาครินทร์ บุญบรรเจิดสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ็นโฟสิส จำกัด ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการตรวจ DNA ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักชีวสารสนเทศที่สามารถรายงานผลได้หลากหลาย และ นายทัศนัย แสวงทรัพย์ CEO บริษัท ทูเนียร์ จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยี Deep Tech IoT ที่มีการนำมาต่อยอดบริการ Smart Building and Smart Furniture สำหรับที่อยู่อาศัย และสำนักงาน

 Disruptive technology เทคโนโลยีที่สร้างความพลิกผัน

Disruptive technology คือ นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินการ หลักเกณฑ์ โครงสร้าง ด้วยเทคโนโลยีและโซลูชันทรงประสิทธิภาพ พร้อมมอบความคุ้มค่า ความสะดวกสบาย ทั้งยังสร้างโอกาส ความท้าทายรูปแบบใหม่ให้กับธุรกิจและผู้บริโภค

หากมองในมุมนวัตกรรม Disruptive technologies คือ ตัวแปรสำคัญในการเข้ามาแก้ปัญหาใหม่ที่ไม่เคยพบ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภค การดำเนินธุรกิจ รวมถึงการทำงานของตลาด ในช่วงแรกการเข้าถึงมักรองรับเพียงตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ Niche Marketทว่าท้ายสุดแล้วจะได้รับการยอมรับและมีส่วนแบ่งทางตลาดในวงกว้างมากขึ้น

รวมถึงได้เปลี่ยนแปลงนวัตกรรมด้านสุขภาพ(Healthcare) ให้ดีขึ้น ทั้งวัคซีน mRNA เทคโนโลยีการป้องกันที่ถูกพัฒนาและเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตลอดจนการแพทย์ทางไกล (Telemdicine) ช่วยให้การดูแลรักษามีประสิทธิภาพ ย่นระยะเวลาการดูแล ตอบโจทย์คนไข้ที่ไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้

 รู้จัก 2 กลุ่ม Disruptive technology เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า

ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความก้าวหน้า ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนานี้คือ Disruptive technology โดยจำแนกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับเครือข่าย และระดับบุคคล

ระดับเครือข่าย แบ่งออกเป็น 7 ประเภท เริ่มด้วย Cloud computing คือ การประมวลผลผ่านการเรียกใช้ปริมาณงานภายในระบบคลาวด์ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแหล่งข้อมูล และ Edge computing เป็นการประมวลผลผ่านการเรียกใช้ปริมาณงานบนอุปกรณ์ Edge อีกทั้งมี บล็อกเชน เข้ามาสร้างความโปร่งใส ควบคู่กับความปลอดภัยในการทำธุรกรรม

ทั้งนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning ได้เข้ามามีบทบาทด้านการทำงาน พร้อมขยายไปสู่ การเชื่อมต่อเครือข่ายการสื่อสาร (Communication Network) ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอันรวดเร็ว และน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม รวมถึง IoT (Internet of Things) ที่ช่วยเชื่อมต่อเทคโนโลยีกับอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ ส่งผลให้เกิดระบบการทำงานอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพและสะดวกมากขึ้น

ยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles) ส่วนหนึ่งของ IoT โดยมี AI, Communication Network, Cloud computing และบล็อกเชน เข้ามามีบทบาทสำคัญ สุดท้ายคือ AR (Augmented Reality) ใช้ในด้านการคมนาคม การสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ถัดมาคือ ระดับบุคคล ส่วนสำคัญที่สร้างผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้งาน (users) เป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ ในพื้นที่ของตนเพื่อนำมาใช้งานร่วมกัน เช่น การใช้ข้อมูลซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ การพิมพ์สามมิติ การผลิตสินค้า นอกจากนี้ยังมี พลังงานทดแทน (Renewable) ที่ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ พร้อมลดมลพิษให้กับโลก ปิดท้ายด้วย ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) และ Genome ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาหารและสุขภาพ โดยผสานกับระดับเครือข่ายเพื่อให้เชื่อมต่อได้เร็วมากขึ้น

 เทรนด์แห่งอนาคต ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย

จากการเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ Disruptive technology เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้ง ด้านเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอาชีพ ผู้คนจึงจำเป็นต้องปรับตัวในการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อหาตำแหน่งงาน เช่น อินฟลูเอนเซอร์(Influencers) หรือตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับ AI นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดกลยุทธ์ธุรกิจรูปแบบใหม่ ทั้งการนำเสนอบริการที่แตกต่าง การเพิ่มปริมาณการขาย เตรียมพร้อมสู่การขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

ด้านสังคม ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านโซเชียลมีเดียรูปแบบใหม่ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อคนทั่วโลกได้มากกว่าเดิม และ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน ทั้งพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน และการนำกลับมาใช้ซ้ำ รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับ ด้านสุขภาพ ที่นำ BigData มาปรับใช้ เพื่อให้ทราบข้อมูลสาธารณสุข ทั้งระดับบุคคล ระดับประเทศและระดับโลก นำไปสู่การออกนโยบายระดับประเทศ อาทิ การนำข้อมูล DNA ในร่างกายที่มีหลายล้านชุด มาวิเคราะห์ความเสี่ยง ช่วยป้องกันและรักษาอาการของโรค รวมถึงเลือกยาให้เหมาะสม อีกทั้งมีอุปกรณ์ IoT เชื่อมข้อมูลด้านสุขภาพ นำไปสู่การต่อยอดเพื่อสร้างวัคซีนรักษาโรคในอนาคต

 เปิดเทรนด์ Disruptive technology 2024 น่าจับตามอง

ตัวอย่าง Disruptive technology มาแรงในปี 2024 ส่วนแรกคือ AI และ Machine Learning ล้วนเกี่ยวข้องกับทุกภาคธุรกิจ ทั้งการเงิน การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และพลังงาน โดยผนวกกับ IoT ที่ถูกพัฒนาเป็น AIoT ให้มีความล้ำสมัย ส่งผลให้เกิดความสะดวกในการใช้งานเพิ่มขึ้น

ส่วนถัดมาเกี่ยวกับเรื่องวัสดุศาสตร์ ชีวภาพ และพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น Quantum Computing เครื่องจักรที่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึง AR, Bio-Tech, Genomy และความยั่งยืนด้านพลังงาน ทั้งนี้ คาดว่า VR (Virtual Reality) หรือการจำลองโลกเสมือนจริง จะพร้อมก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ยังเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ โดย Disruptive technology เช่น AI เข้ามาวิเคราะห์และแปลงผลฟิล์มเอกซเรย์เบื้องต้น รวมถึงวิเคราะห์ผลชิ้นเนื้อ พยาธิ และการตรวจสุขภาพดวงตา โดยส่องเข้าไปดูรูปแบบเส้นเลือดเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงของโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น

Device และ Real Time monitoring ช่วยตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพได้ทันที สามารถนำไปรักษาต่อ นำไปสู่การดูแลสุขภาพอื่นๆ และ OMICs หรือข้อมูลการแพทย์ในเชิงลึก ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งแต่ระดับสารพันธุกรรม (DNA) กระบวนการคัดลอกรหัสสารพันธุกรรม (RNA) การแปลรหัสพันธุกรรมออกมาเป็นโปรตีน เพื่อใช้รักษาและป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรค ทั้งยังก้าวล้ำไปถึงการตัดต่อยีน นำไปสู่การคิดค้นการรักษารูปแบบใหม่ในอนาคต

 พลิกโฉมโลกธุรกิจ เตรียมกลยุทธ์สู่ผู้นำอาเซียน

สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป จำเป็นต้องติดตามความก้าวหน้า Disruptive technology เพื่อให้มีความรู้เบื้องต้นและสามารถศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเองได้ รวมถึงให้การติดตามข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่น เตรียมพร้อมสู่การตอบรับและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ChatGPT ที่แม้ในช่วงแรกจะดูไกลตัว แต่พอมีการเข้าถึงและได้รับความนิยม ก็ส่งผลให้ผู้คนเริ่มศึกษาและสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างไม่ยาก

ขณะเดียวกัน Disruptive technology ยังช่วยเปลี่ยนแปลงและพัฒนาภาคธุรกิจในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหลักของประเทศ ทั้งการท่องเที่ยว อาหาร โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ โดยลดการเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งคาดว่าประเทศไทยมีโอกาสสร้างความท้าทายด้านเทคโนโลยี พร้อมขยายการเติบโตไปในกลุ่มประเทศอาเซียน ควบคู่กับเตรียมกลยุทธ์สู่การเป็นผู้นำภูมิภาคในอนาคต

 เพราะธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ดังนั้น Disruptive technology จึงเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสให้มากขึ้น ควบคู่กับความสำเร็จที่มากกว่า พร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมในด้านต่างๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจของสตาร์ตอัปให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป


ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ‘AIS The Startup’ สามารถส่งผลงานเข้ามาได้ที่เว็บไซต์ www.ais.co.th/thestartup  หรือ www.facebook.com/aisthestartup แล้วมาร่วม Transform องค์กรสู่โลกดิจิทัลไปด้วยกัน!