ลงทุนหุ้นในบริษัทกลุ่ม GMS

คอลัมน์ Look Around

โอกาสของการลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูง ย่อมจะตามมากับภาวะเศรษฐกิจที่มีอนาคต ซึ่งเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV เติบโตสูงราว 7-8% ต่อปี ถือว่าติด 10 อันดับแรกที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก

ยิ่ง “จีน” ทำโครงการ One Belt, One Road จะยิ่งหนุนการเติบโตของภูมิภาคแถบลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยมูลค่าการค้าภายในกลุ่มอาเซียนและ GMS คิดเป็น 25% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สยามไนท์ฟันด์ สบช่องในการจัดตั้ง “กองทุนเปิดเอสเคเอฟเอ็ม แม่โขง ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” (SMF-A และ SMF-I) มูลค่ากองทุนราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการชิมลางกองแรกที่จัดตั้งเสนอขายนักลงทุนทั่วไป จากปกติรับบริหารเงินลงทุนส่วนบุคคลเป็นหลัก

กองทุนนี้ จะเน้นลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นที่จดทะเบียนอยู่ในประเทศและต่างประเทศ สัดส่วน 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดยเป็นหุ้นของกลุ่มบริษัทในกลุ่ม GMS ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งในเบื้องต้นจะลงทุนหุ้นไทยสัดส่วน 50% เวียดนาม 20% ที่เหลือ 30% จะเป็นจีนยูนนาน สปป.ลาว กัมพูชาและเมียนมา โดยตั้งเป้าหมายผลการดำเนินงานจากการลงทุนประมาณ 2 เท่าของการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ย หรือ +10% ต่อปี

“การลงทุนในหุ้นกลุ่ม GMS ซึ่งจะโฟกัสอย่างในหุ้นกลุ่มก่อสร้าง กลุ่มพลังงาน โรงไฟฟ้า การบริโภค เกษตร ที่มีธีมลงทุนใน GMS เช่น ช.การช่าง, ปตท.สผ., ซีพีเอฟ แล้วก็มีหุ้นขนาดกลาง” นายภัทรพงศ์ อรรถเวทิน ผู้จัดการกองทุน กล่าว

อย่างไรก็ตามราคาหุ้นเหล่านี้ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ฮ่องกง อาจจะเคลื่อนไหวไม่มาก และสภาพคล่องไม่สูง การลงทุนอาจต้องลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว แต่ก็จะสามารถหากำไรจากตลาดหุ้นไทยแม้ว่าในระยะสั้น ภาพรวมหุ้นไทยอาจปรับขึ้นไม่ได้มาก แต่ก็มีหุ้นอีกหลาย ๆ ตัวที่ยังสามารถลงทุนได้ ซึ่งจะทำให้กองทุนนี้มีกำไรจากหุ้นที่ลงทุนมาช่วยอีกทาง


กองทุนนี้จะเสนอขายครั้งแรก (IPO) ในวันที่ 21-29 ส.ค.นี้ ซึ่งนักลงทุนทั่วไป ลงทุนขั้นต่ำ 5 แสนบาท คิดค่าธรรมเนียม 1.75% ส่วนนักลงทุนสถาบัน ลงทุนขั้นต่ำ 10 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 1.37%