ท็อป 10 อสังหาริมทรัพย์ปี 2566 AP ยืนแชมป์เมืองกรุง “หน่วย-มูลค่าเปิดขายใหม่”

เทศกาลจัดอันดับวงการอสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ณ บัดนี้

โดย AREA-เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จัดทำรายงานผลสำรวจขนาดธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร บางส่วนของ จ.นครปฐม (อ.สามพราน อ.นครชัยศรี ทำเลต่อเนื่องจากถนนเพชรเกษม) บางส่วนของ จ.พระนครศรีอยุธยา (โซนประตูน้ำพระอินทร์ เขตรอยต่อปทุมธานี)

เหตุผลที่โฟกัสตลาดกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เพราะเป็นพื้นที่ที่มีขนาดธุรกิจที่อยู่อาศัยใหญ่โตที่สุดของประเทศไทย ประเมินกันว่า หน่วยเปิดขายใหม่ของบ้านและคอนโดมิเนียมทั่วประเทศ จำนวน 100 หน่วย จะมีการกระจุกตัวอยู่ในเมืองกรุงและเมืองบริวารถึง 70 หน่วย หรือมีส่วนแบ่งตลาด 70% ของตลาดรวมทั่วประเทศ

พบว่า ในด้านจำนวนหน่วย ปรากฏชื่อของ “LPN-ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” แทรกเข้ามาอยู่ในทำเนียบ 10 อันดับแรก แต่ในด้านมูลค่าโครงการพบว่ามีอีก 2 รายที่เบียดแทรกขึ้นมาคือ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์-พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค”

AP ยืนแชมป์ 4 ปีติดต่อกัน

โดย “ดร.โสภณ พรโชคชัย” ประธานกรรมการ ศูนย์ประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การลงทุนใหม่ หรือการเปิดขายโครงการใหม่ในปี 2566 สะท้อนสถานะตลาดโดยรวมว่า เกมธุรกิจอยู่ในพอร์ตการลงทุนของผู้ประกอบการบิ๊กแบรนด์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

โดย 10 บริษัทแรกของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 59.6% ของจำนวนหน่วย และ 59.8% ของมูลค่าการพัฒนาโดยรวม

นอกจากนี้ หากรวมโครงการของบริษัทมหาชนและบริษัทลูกทั้งหมด (บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯมีจำนวน 39-40 บริษัท) สัดส่วนของที่อยู่อาศัยที่เปิดใหม่จะมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 80% เลยทีเดียว ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับยุคก่อนโควิด ที่บิ๊กแบรนด์มีสัดส่วนรวมกันอยู่ที่ 70-75%

ไฮไลต์อยู่ที่ค่ายเอพี (ไทยแลนด์) ครองแชมป์เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน สำหรับบริษัทพัฒนาที่ดินใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดยมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดถึง 9.9% ในแง่จำนวนหน่วย และ 14.5% ของมูลค่าการพัฒนาโดยรวม

ขณะที่แชมป์เก่า ค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท ในช่วงก่อนหน้านี้เคยครองแชมป์ 10 ปีติดต่อกัน จากการเป็นเจ้าของสถิติสัดส่วนการพัฒนาในแง่จำนวนหน่วยสูงถึง 15% ของตลาดกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

ท็อป 10 อสังหา

แสนสิริ-ออริจิ้นสปีดไม่ตก

สำหรับรายละเอียดท็อป 10 มีดังนี้ (ดูกราฟิกประกอบ)

เริ่มจาก “บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)” ที่มี “อนุพงษ์ อัศวโภคิน” นั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดตัวบ้านและคอนโดมิเนียม 54 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 10,015 หน่วย รวมมูลค่าโครงการ 80,939 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9.9% ของหน่วยขายทั้งหมด และมูลค่าการพัฒนารวมกันมีสัดส่วน 14.5% ของทั้งหมด โดยมีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 8.082 ล้านบาท นับเป็นโครงการที่ครองสถิติ 3 ด้าน ทั้งจำนวนโครงการสูงสุด จำนวนหน่วยสูงสุด และมูลค่าการพัฒนาสูงสุด

“บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)” เปิดตัวจำนวน 20 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 9,239 หน่วย รวมมูลค่า 29,845 ล้านบาท คิดเป็น 9.1% ของหน่วยขายทั้งหมด มีมูลค่าโครงการ 5.3% มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 3.230 ล้านบาท นับว่าเป็นบริษัทใหม่ที่มีอายุองค์กร 13-14 ปี (ก่อตั้งปี 2554) สามารถไต่ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในแง่จำนวนหน่วยในปี 2566

“บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)” โดย “อุทัย อุทัยแสงสุข” ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ เปิดตัวจำนวน 37 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 8,112 หน่วย รวมมูลค่า 66,529 ล้านบาท คิดเป็น 8.0% ของหน่วยขายทั้งหมด แต่มีมูลค่าการพัฒนา 11.9% มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 8.201 ล้านบาท เป็นบริษัทที่เปิดตัวจำนวนโครงการสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ที่จำนวน 37 โครงการ และมีมูลค่าการพัฒนาสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของตาราง

ASW-เสนาฯ-พฤกษาฯเกาะกลุ่ม

“บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน)” หรือ ASW โดย “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งโหงวเฮ้งธุรกิจ กำลังมือขึ้นจากโปรเจ็กต์ร่วมทุนพัฒนา branded residence บนเกาะภูเก็ต เปิดตัวจำนวน 10 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 6,747 หน่วย รวมมูลค่า 22,027 ล้านบาท คิดเป็น 6.6% ของหน่วยขายทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 3.265 ล้านบาท เป็นบริษัทที่ก่อตั้งเมื่อปี 2548 หรือไม่ถึง 20 ปี แต่สร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก

“บริษัท เสนา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” เปิดตัวจำนวน 21 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 6,367 หน่วย รวมมูลค่า 19,681 ล้านบาท คิดเป็น 6.3% ของหน่วยขายทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 3.091 ล้านบาท นับเป็นบริษัทที่มาแรงมากอีกรายหนึ่ง หลังจากเปิดโมเดลร่วมทุน (JV-Joint Venture) กับพันธมิตรกลุ่มฮันคิว ฮันชิน จากประเทศญี่ปุ่น เน้นสร้างที่อยู่อาศัยราคาปานกลาง และมีโครงการ “บ้านร่วมทางฝัน” เพื่อผู้มีรายได้น้อยด้วย

“บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)” เปิดตัวจำนวน 15 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 5,044 หน่วย รวมมูลค่า 14,436 ล้านบาท คิดเป็น 5.0% ของหน่วยขายทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 2.862 ล้านบาท ก่อนหน้านี้เป็นแชมป์เก่าติดต่อกันนับสิบปี เพิ่งมาเว้นช่วง 3 ปีในสถานการณ์โควิด โดยมีการรีโมเดลแผนธุรกิจ เพิ่มน้ำหนักการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำ (รีเคอริ่งอินคัม) ขึ้นมาเสริม เช่น อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล เป็นต้น นับเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับราคาหุ้นในระยะยาว

LPN-ศุภาลัย-เอสซี-ลลิลโตดี

“บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ LPN เปิดตัวจำนวน 10 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 4,408 หน่วย รวมมูลค่า 10,136 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของหน่วยขายทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 2.299 ล้านบาท ถือเป็นบริษัทมหาชนที่มีการสร้างที่อยู่อาศัยในราคาที่ย่อมเยาที่สุด เฉลี่ยที่ 2.299 ล้านบาท ในอดีตเป็นเจ้าของฉายาเจ้าพ่อคอนโดฯตลาดกลาง-ล่าง ปัจจุบันถูกบังคับจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องยาวนาน หันมาเพิ่มพอร์ตสินค้าตลาดกลาง-บนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

“บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)” เปิดตัวจำนวน 10 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 3,767 หน่วย รวมมูลค่า 13,163 ล้านบาท คิดเป็น 3.7% ของหน่วยขายทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 3.494 ล้านบาท เน้นขายบ้านราคาปานกลาง และโฟกัสลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการซื้อที่คุ้มค่า (Value for Money) รวมทั้งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศที่ออสเตรเลีย

“บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” เปิดตัวจำนวน 23 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 3,733 หน่วย รวมมูลค่า 37,886 ล้านบาท คิดเป็น 3.7% ของหน่วยขายทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 10.149 ล้านบาท มีมูลค่าการพัฒนาโดยรวมเป็นอันดับ 3 เป็นรองเฉพาะเอพี (ไทยแลนด์) และแสนสิริ

เสือซุ่มดูเหมือนจะเป็น “บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)” เปิดตัวจำนวน 11 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 3,117 หน่วย รวมมูลค่า 9,709 ล้านบาท คิดเป็น 3.1% ของหน่วยขายทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 3.115 ล้านบาท เป็นบริษัทที่ติด 1 ใน 10 ด้านจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่ แต่หลุดโผท็อป 10 ในด้านมูลค่าโครงการพัฒนาใหม่

แลนด์ฯ-เพอร์เฟคโตเงียบ

“ดร.โสภณ” ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่น่าสนใจ คือ “บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)” ที่เปิดตัวจำนวน 13 โครงการ มีหน่วยขายรวมกัน 2,978 หน่วย รวมมูลค่า 34,497 ล้านบาท คิดเป็น 6.2% ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 11.584 ล้านบาท ถือเป็นบริษัทที่มีมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่ที่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดในทำเนียบท็อป 10

และ “บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)” เปิดตัวจำนวน 10 โครงการใหม่ มีหน่วยขายรวมกัน 1,841 หน่วย รวมมูลค่า 15,744 ล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยหน่วยละ 8.552 ล้านบาท ถือเป็นบริษัทที่แม้ทำโครงการไม่มาก จำนวนหน่วยไม่มาก แต่มูลค่าการพัฒนากลับสูง ทำให้ราคาเฉลี่ยค่อนข้างสูง และถือเป็นบริษัทที่มีมูลค่าการพัฒนาสูงสุดเป็นอันดับที่ 8 ของตาราง


“แนวโน้มในอนาคต บริษัทพัฒนาใหญ่ ๆ คงจะกินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากรัฐบาลไม่ส่งเสริมนักพัฒนาที่ดินระดับ SMEs ด้วยการบังคับใช้พระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. 2551 (แก้ไขเพิ่มเติมปี 2564) ที่คุ้มครองเงินดาวน์ของผู้ซื้อบ้าน ซึ่งจะทำให้ทุกบริษัทมีความรับผิดชอบต่อลูกค้าและมีแบรนด์ที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ผู้ซื้อมีความมั่นใจ ทำให้ตลาดกลับมาคึกคักขึ้นอีก” ดร.โสภณกล่าว