19 ปีความสำเร็จ แอสเซทไวส์ กลยุทธ์ไม่สวยหรู แต่ใช้ได้จริง

แอสเซทไวส์

เพิ่งจะนำองค์กรเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกำหนดครบ 3 ปี ในวันที่ 24 เมษายน 2567 นี้

นั่งไทม์แมชีนย้อนเวลากลับไป 19 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นทำทาวน์เฮาส์โครงการแรก ไซซ์เล็ก ๆ แต่มาประสบความสำเร็จและเติบใหญ่อย่างแข็งแกร่งจากการลงทุนคอนโดมิเนียมแท่งแรกเมื่อปี 2556 จากนั้นก็กินยาว สำเร็จยาวมาถึงปัจจุบัน เรากำลังพูดถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์มหาชนระดับดาวรุ่ง นำทัพนำทีมโดย “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW

หมุดความทรงจำเมื่อไม่นานมานี้ ASW แทบจะเป็นดีเวลอปเปอร์รายเดียว หรือหนึ่งในไม่กี่รายที่ประกาศปรับเพิ่มเป้าลงทุนโครงการใหม่ (Project Launch) ตอนไตรมาส 4/66 ที่ผ่านมา เรียกว่าฝืนแรงโน้มถ่วงเศรษฐกิจที่พลิกผันและชะลอตัวต่อเนื่อง นาทีนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรหยุดยั้งเขาได้อีกต่อไป เพราะบริษัทยังคงเดินหน้าไล่ล่าความสำเร็จต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

“ASW เข้าตลาดหุ้นยุคโควิดในปี 2564 เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง กลยุทธ์การเติบโตแผนธุรกิจต้องยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนตลอดเวลาตามสถานการณ์ การวางแผนอย่าบอกว่า 3 ปีเพราะผมแทบจะเปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือน หลักการแน่ชัดคือ โลเกชั่น โปรดักต์ ราคา และความมั่นคงแม่นยำ เป็นกลยุทธ์ธรรมดา ๆ แต่สำหรับการลงทุนเรียลเอสเตต กลยุทธ์ไม่สวยหรู แต่ใช้ได้จริง”

กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์
กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์

“ASW เป็นแบรนด์ขยัน”

แน่นอนว่าองค์กร 19 ปีย่อมไม่ใช่แบรนด์น้องใหม่ “กรมเชษฐ์” นิยาม ASW ว่าเป็นแบรนด์ขยัน จุดเริ่มต้นปี 2556 ถ้าเปรียบกับต้นไม้ใหญ่ก็เหมือนเป็นปีเริ่มต้นสร้างรากฐานที่เป็นรากแก้วของความสำเร็จในวันนี้ พัฒนาโครงการสะสม 62 โครงการ มูลค่าสะสม 82,100 ล้านบาท

ภายใต้ไลน์ผลิตของ ASW นำเสนอสินค้าที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์หลากหลาย ได้แก่ คอนโดมิเนียมแบรนด์ “เคฟ-แอทโมซ-โมดิซ” บ้านแนวราบแบรนด์ “ดิ ออนเนอร์-ดิ อาร์เบอร์-เอสต้า” และความสำเร็จล่าสุดที่คนในวงการแอบอิจฉาตาแทบระเบิด เป็นดีลร่วมทุน (JV-joint venture) กับเจ้าพ่ออสังหาฯภูเก็ต 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไทเทิลกับกลุ่มโบทานิก้า ประกาศแผนลงทุนมีมูลค่าโครงการรวมกัน 20,000 ล้านบาท

ล่าสุดของล่าสุด ดีลพัฒนาโครงการในภูเก็ตวาดเป้า 3 ปี (2567-2569) แลนด์แบงก์และโปรเจ็กต์ในมือทะลุไปถึงมูลค่าโครงการ 40,000 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว ยกระดับให้ฮับการลงทุนของ ASW มี 2 แห่ง แบ่งเป็นฮับกรุงเทพฯ กับฮับภูเก็ต พร้อมกับคำพยากรณ์กระชับได้ใจความว่า ตลาดภูเก็ตอีก 10 ปีก็ยังไม่เต็ม

เสิร์ฟลูกค้า 1.5-60 ล้านบาท

ย้อนกลับมาเฉลยปฏิบัติการสวนกระแสเศรษฐกิจฝืดในปี 2566 ตอนต้นปีบริษัทประกาศแผนลงทุนเปิดตัวใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวม 22,500 ล้านบาท แต่ทำได้จริงเพิ่มเป็น 15 โครงการ มูลค่ารวม 30,269 ล้านบาท แบ่งเป็นแบรนด์เคฟ 5 โครงการ, แอทโมซกับโมดิซแบรนด์ละ 3 โครงการ ดีลเจวีร่วมกับกลุ่มไทเทิลอีก 2 โครงการ ที่เหลืออีก 2 โครงการมาจากบ้านแนวราบระดับลักเซอรี่ “ดิ ออนเนอร์-ดิ อาร์เบอร์”

แผนที่ประกาศต้นปีที่แล้วยังรวมถึงเป้ายอดขายหรือพรีเซล 15,000 ล้านบาท ทำได้จริงทะลุไปถึง 16,486 ล้านบาท คีย์ซักเซสอยู่ที่มีโครงการสร้างเสร็จถึง 8 โครงการด้วยกัน มูลค่า 12,800 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.เคฟทาวน์ โคโลนี 2.แอทโมซ ทรอปิคานา บางนา 3.แอทโมซ โอเอซิส อ่อนนุช 4.แอทโมซ ซีริน ศรีราชา 5.แอทโมซ พรอทเทรต ศรีสมาน 6.แอทโมซ โฟลว์ มีนบุรี 7.โมดิซ ไรม์ รามคำแหง และ 8.โมดิซ ลอนช์

กลยุทธ์ธรรมดาที่ไม่สวยหรู แต่ใช้ได้ผลจริง “โลเกชั่น” ทำเลที่หลากหลายและกระจายลงทุน “โปรดักต์” ครบทั้งบ้านแนวราบและคอนโดฯ รองรับได้หมดทั้งลูกค้าเรียลดีมานด์ซื้ออยู่เอง กลุ่มซื้อลงทุนปล่อยเช่า และกลุ่มรีครีเอชั่น และ “ราคา” คลุมทุกเซ็กเมนต์ตั้งแต่ระดับ Affordable พรีเมี่ยม จนถึงลักเซอรี่ ราคา 1.5-60 ล้านบาท/ยูนิต

พิสูจน์แล้วว่าโลเกชั่นที่ถูกต้องเติบโตจากคอนโดฯ แต่เสริมเซฟตี้แฟกเตอร์ในช่วง 2 ปีหลังด้วยการเพิ่มพอร์ตบ้านแนวราบ ทำให้เพิ่มช่องทางรับรู้รายได้ที่หลากหลายขึ้น

“ASW มีทำเลแข่งขัน 3 ตลาดหลักในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล, อีอีซี และภูเก็ต กลยุทธ์ไปด้วยหลากหลายแบรนด์ เพื่อสร้างโอกาสในวิกฤตเศรษฐกิจ”

2024 The New Frontiers

ธีมธุรกิจปีนี้จั่วหัวว่า “Asset Wise The New Frontiers 2024” วางแผนเปิด 12 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 25,920 ล้านบาท แบ่งเป็น 9 คอนโดฯ 21,820 ล้านบาท กับ 3 บ้านแนวราบ 4,100 ล้านบาท เป้ายอดขายขยับเพิ่มเป็น 17,800 ล้านบาท เป้ารับรู้รายได้ยังคงเป็นเส้นกราฟขาขึ้น วางไว้ 8,700 ล้านบาท

โดยมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบมูลค่ารวมกัน 9,557 ล้านบาท จากห้องชุดแบรนด์เคฟ ซีด เกษตร, เคฟทาวน์ ไอส์แลนด์, เคฟ Embrye รังสิต, เคฟ ป๊อป ศาลายา, เคฟ ยูนิเวิร์ส บางแสน, แอทโมซ Kanaal รังสิต, เดอะไทเทิล ฮาโล 1 หาดบางเทา และบ้านแนวราบแบรนด์ ดิ ออนเนอร์ โยธินพัฒนา จำนวน 106 ยูนิต มูลค่า 4,200 ล้านบาท เฉลี่ยยูนิตละ 40 ล้านบาท กับ ดิ อาร์เบอร์ ดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ จำนวน 76 ยูนิต มูลค่า 1,050 ล้านบาท เฉลี่ยยูนิตละ 14 ล้านบาท

ในด้านแบ็กล็อกหรือยอดขายรอโอนในช่วงแผน 3 ปี (2567-2569) มีจำนวน 19,500 ล้านบาท อยู่ในพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล สัดส่วน 71% มูลค่า 13,700 ล้านบาท, ภูเก็ตร่วมกับกลุ่มไทเทิล สัดส่วน 20% 4,000 ล้านบาท และโซนอีอีซี สัดส่วน 9% 1,800 ล้านบาท

“การเติบโตข้างหน้า เราอยู่น่านน้ำเดิมไม่ได้ เรียลเอสเตตอยู่ในคอมฟอร์ตโซน อยู่กับทำเลเดิมที่เราถนัดอาจไม่มั่นคงต่อไป การก้าวสู่ขอบเขตใหม่นำมาทั้งโอกาสและความเสี่ยง เราเชื่อว่าบริษัทมีทีมงานที่มีความพร้อม ก้าวสู่การแข่งขันใหม่ พรมแดนใหม่ พิสูจน์จาก 62 โครงการได้รับการตอบรับที่ดี”

จุดย้ำอยู่ที่การเติบโตข้างหน้ามีทั้งความเสี่ยงและโอกาส จึงวางอนาคตผ่าน 3 กลยุทธ์ 1.Execute มุ่งมั่นสร้างสรรค์บ้านและคอนโดฯคุณภาพ 2.Expand ขยายทำเล โปรดักต์ หลากหลายราคา และ 3.Explore การแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง

“ผมพูดหลายครั้งผ่านหลายเวที ธุรกิจเดิม ๆ อาจล่มสลาย ดังนั้น การมีธุรกิจที่สองหรือมีธุรกิจสำรองเป็นเรื่องสำคัญในยุคนี้ ASW ทำได้ดีในธุรกิจเรียลเอสเตต แต่ไม่ได้ประมาท ช่วง 5-10 ปีนี้ ในระหว่างทำอสังหาฯ เราก็มีการเรียนรู้ธุรกิจใหม่ ๆ เข้าใจธุรกิจใหม่ ๆ มากขึ้น เราไม่หยุดยั้งที่จะแสวงหาโอกาสลงทุน” คำกล่าวของซีอีโอ “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์”