SCGD โชว์ผลงาน Q1/67 คว้ารายได้ 6,700 ล้านบาท กำไรโต 44%

SCGD-บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ เผยผลประกอบการไตรมาส 1/67 ยอดขายลดลงเล็กน้อย แต่กำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 เทียบไตรมาส 4/66 และร้อยละ 28 เทียบกับไตรมาส 1/66 อนุมัติเงินลงทุน 3 โครงการ 290 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

วันที่ 23 เมษายน 2567 นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/67 ว่า บริษัทมีรายได้การขาย 6,784 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

มีกำไร 258 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (หากไม่รวมผลกระทบจากการปรับโครงสร้าง และรายการ Nonrecurring อื่น ๆ ในปีก่อนหน้า)

เป็นผลจากการที่บริษัทสามารถยืนราคาขายสินค้ากระเบื้องเซรามิกและสุขภัณฑ์ได้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน โดยสามารถขายสินค้าที่มีกำไรสูงในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงโครงการลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตต่าง ๆ ที่บริษัทได้ดำเนินการ และต้นทุนพลังงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ในไตรมาส 1/67 SCGD ได้รับการอนุมัติให้ลงทุนอีก 290 ล้านบาทใน 3 โครงการ โดยเป็นโครงการเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

Advertisment

ได้แก่ 1.โครงการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ 5.5 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 140 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและลดต้นทุนพลังงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2568

2.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคลังสินค้า เงินลงทุน 70 ล้านบาท โดยการติดตั้งระบบบริหารคลังสินค้าและรถยกระบบอัตโนมัติ

และ 3.โครงการไลน์การผลิตกระเบื้องขนาดใหญ่ที่หนองแค เงินลงทุน 80 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ภายในสิ้นปี 2567

นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนเพื่อลดต้นทุนพลังงานที่ได้ลงทุนไปแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2567 นี้ ได้แก่ โครงการติดตั้ง Hot Air Generator เพื่อลดต้นทุนพลังงานที่โรงงานในประเทศไทยอีก 2 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้

Advertisment

กับโครงการปรับปรุงสายการผลิตกระเบื้องไวนิล SPC โดยจะเริ่มผลิตกระเบื้องไวนิล SPC สำหรับป้อนตลาดในประเทศไทยได้ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2/67 ด้วยกำลังการผลิต 1.8 ล้านตารางเมตรต่อปี

ที่สำคัญ SCGD ยังมีโครงการลงทุนในเวียดนามที่จะทยอยแล้วเสร็จพร้อมเริ่มดำเนินการได้ตามแผนงานภายในปี 2567 ได้แก่ โครงการการผลิตสินค้ากลุ่ม “กระเบื้องพอร์ซเลน” และกระเบื้องขนาดใหญ่อีก 2.2 ล้านตารางเมตรต่อปี ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศเวียดนาม

และโครงการการผลิตกระเบื้องพอร์ซเลน 9.1 ล้านตารางเมตรต่อปี ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในช่วงปลายปี 2567

โดยโครงการลงทุนทั้งหมดเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตตามแนวทางของ ESG รวมถึงปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตต่าง ๆ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค และเตรียมธุรกิจให้พร้อมต่อการเติบโตตามการฟื้นตัวของตลาดในอนาคต

นายนำพลกล่าวต่อว่า ตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิว กระเบื้องเซรามิกและสุขภัณฑ์ในประเทศไทยในไตรมาสที่ผ่านมาเป็นไปตามคาดการณ์ โดยยอดขายหลักกว่า 60% มาจากธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและธุรกิจสุขภัณฑ์ในประเทศไทย ขณะที่ยอดขายในต่างประเทศโดยรวมยังรอการฟื้นตัว*

สำหรับไตรมาสที่ 2/67 คาดว่าไทยจะมีปัจจัยบวกจากการผ่านงบประมาณประจำปีทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญของภาครัฐ จะสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

ด้านสถานการณ์ตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิว กระเบื้องเซรามิกและสุขภัณฑ์ ในภูมิภาคอาเซียน ในส่วนของประเทศเวียดนาม จากความคืบหน้าในเรื่องกฎหมายที่ดินฉบับใหม่เพื่อปฏิรูปกระบวนการบริหารที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและจัดทำฐานข้อมูลที่ดินระดับชาติ แม้ว่าจะมีผลบังคับใช้ต้นปี 2568 แต่คาดว่าจะเป็นแรงผลักดันที่ช่วยสร้างบรรยากาศและกระตุ้นให้วงการอสังหาริมทรัพย์ของประเทศเวียดนามมีความคึกคักมากขึ้นตั้งแต่ปีนี้

ด้านประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียคาดว่าจะฟื้นตัวจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่จะดีขึ้น

“SCGD มั่นใจว่าตลาดอาเซียนจะฟื้นตัวตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ 4-5% ดังนั้น จึงตั้งเป้าหมายรายได้โดยรวมเพิ่มเป็น 2 เท่า หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573”

โดยมีการดำเนินการผ่าน 4 กลยุทธ์ ดังนี้

1. สร้างการเติบโตให้ธุรกิจตกแต่งพื้นผิวกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง ผ่านแผนดำเนินการที่สำคัญต่าง ๆ ได้แก่ ขยายการลงทุนโรงงานในพื้นที่ภาคใต้ของเวียดนาม เพิ่มยอดขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA)

เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าและสร้างฐานการจัดหาสินค้าร่วมกัน (Business Sourcing) ขยายเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย และเพิ่มยอดขายสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูง เช่น วัสดุปิดผิวไวนิล SPC และกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน

2. ขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ในอาเซียน ด้วยการต่อยอดจากช่องทางจัดจำหน่ายของธุรกิจตกแต่งพื้นผิว และขยายการลงทุนโรงงานสุขภัณฑ์ใหม่ในอาเซียน โดยตั้งเป้าหมายยอดขายสุขภัณฑ์เติบโต 2 เท่า หรือกว่า 1 หมื่นล้านบาท

โดยในไตรมาสที่ผ่านมา SCGD ได้เร่งดำเนินการตามกลยุทธ์ขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ในอาเซียนซึ่งเป็นอีก 1 ธุรกิจหลักของ SCGD มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20%

โดยเร่งขยายช่องทางการจัดจำหน่าย เพิ่มตัวแทนจำหน่ายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ ต่อยอดจากช่องทางการจัดจำหน่ายของธุรกิจตกแต่งพื้นผิว ในเวียดนามจากเดิม 17 รายเป็น 39 ราย ฟิลิปปินส์ จากเดิม 78 รายเป็น 85 ราย และอินโดนีเซีย จากเดิม 28 รายเป็น 37 ราย ทำให้ปัจจุบัน บริษัทมีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายสุขภัณฑ์รวม 161 ราย ใน 3 ประเทศดังกล่าว

3. ขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการให้บริการแบบครบวงจรและเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น กาวและยาแนว ประตู หน้าต่าง และชุดเฟอร์นิเจอร์ครัว และอื่น ๆ โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง

4. M&P (Merger & Partnership) ลงทุนเพื่อควบรวมกิจการและสร้างความร่วมมือกับเจ้าของกิจการเดิมในธุรกิจตกแต่งพื้นผิวธุรกิจสุขภัณฑ์ และธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศ